
จากกรณีนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ถึงความกังวลเรื่องอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุลอบยิงตนและผู้ติดตาม เหตุเกิดเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นปืนของกองทัพเรือ มีการแจ้งทำลายตั้งแต่ปี 2563 มีการทำลายจริงหรือไม่ ขณะที่ พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจทางจังหวัดนราธิวาส ชี้แจงว่า ส่งข้อมูลไปทุกหน่วยงาน ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนเพิ่งได้รับผลตรวจอาวุธปืน 1 กระบอก ทราบว่าเป็นปืนของกองทัพเรือที่มอบให้กับนาวิกโยธิน แต่จำหน่ายไปแล้ว เพราะเป็นปืนใช้การไม่ได้ และทำลายโดยกองทัพเรือไปแล้ว เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งไปยังกองทัพเรือต้นสังกัดเพื่อให้ดำเนินการต่อไปนั้น
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงเรื่องนี้ทางเฟซบุ๊กว่า ปืนที่ใช้ลอบสังหาร ส.ส. อาจเป็นอาวุธที่ควรถูกทำลายไปแล้ว
ในการประชุม กมธ.ยุติธรรม กรณีการลอบสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ปืนที่ใช้เป็นปืนที่เล็ดลอดจากกระบวนการลุจำหน่าย หรือการทำลายอาวุธสงครามของกองทัพเรือ
เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะกระทบต่อความมั่นคงภายในอย่างร้ายแรง
หากอาวุธที่ควรถูกทำลายหลังปลด กลับถูกนำมาใช้ก่อเหตุลอบสังหารได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาวุธอีกจำนวนเท่าใด ที่หลุดรอดออกมาในแบบเดียวกัน
กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานความมั่นคง แทนที่จะติดตามประชาชนหรือแสดงบทบาทในประเด็นทางการเมือง ควรให้ความสำคัญกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงเช่นกรณีนี้
โดยปกติอาวุธสงครามที่ปลดประจำการ ต้องมีกระบวนการทำลายที่มีมาตรฐาน
ในด้านหนึ่ง เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ
ในอีกด้านหนึ่ง เพื่อไม่ให้อาวุธสงครามตกอยู่ในมือของบุคคลผู้ไม่พึงประสงค์ และนำอาวุธเหล่านั้นไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องที่กระทบความมั่นคง
ก่อนหน้านี้ ในคดี หมิงเฉิน ซัน จนท.ตรวจพบอาวุธสงครามทั้งปืน M16 และวัตถุระเบิด ทางกองทัพได้ชี้แจงยืนยันกับ กมธ.การทหาร ว่าไม่ใช่อาวุธที่หลุดจากคลังภายในกองทัพ
จากคดีนายเฉิน กมธ.การทหาร ได้มีมติให้ขอความร่วมมือกองทัพตรวจสอบคลังอาวุธของตน โดยหน่วยงานเจ้าของคลังอาวุธ ร่วมกับจเรเหล่าทัพ ซึ่งเป็นหน่วยตรวจสอบภายในกองทัพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอาวุธอยู่ครบคลัง
หากอาวุธสงครามหลุดจากคลัง ย่อมหมายถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อคนทั้งสังคม และความมั่นคงแห่งรัฐ
แต่กรณีอาวุธสงครามเล็ดลอดจากกระบวนการทำลายหลังปลดนั้น น่ากังวลกว่าอาวุธสงครามหลุดจากคลังมาก
เพราะอาวุธหายจากคลัง เรายังรู้ว่ามันหายไป แต่อาวุธที่ถูกบันทึกว่าทำลายแล้ว ทั้งที่ยังไม่ถูกทำลายจริง อาจหายไปจากระบบตั้งแต่วันแรก
อาวุธเหล่านั้น หลุดจากกระบวนการติดตาม ตรวจสอบของกองทัพไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในกรณี ร.ล.สุโขทัย อับปาง ทางกองทัพสหรัฐได้ลงทุนในการกู้ซากอาวุธ ร่วมกับ ทร.ไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอาวุธจะถูกจำหน่าย และทำลายถูกต้องตามมาตรฐาน
การลงทุนของสหรัฐ สะท้อนความร้ายแรงของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
สำหรับกองทัพสหรัฐ อาวุธที่สูญหายหรือไม่สามารถตรวจสอบปลายทางได้ ถือเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ต้องป้องกัน แม้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการกู้คืน
จาก 2 เรื่อง ต่างกรรม ต่างวาระ สะท้อนปัญหาเดียวกัน คือการควบคุมอาวุธสงครามของกองทัพ
วันนี้อาวุธที่ควรถูกทำลาย กลับถูกใช้ลอบสังหารผู้แทนของประชาชน แต่วันหน้าอาจทำร้ายประชาชนทั่วไป หรืออาจเกิดขึ้นแล้วแต่เรายังไม่รู้
กองทัพต้องกลับมาทบทวนในเรื่องของความรัดกุมในการจัดเก็บ และทำลายอาวุธทั้งระบบ
กองทัพต้องยกระดับระบบบัญชีอาวุธ โดยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม รัดกุม ได้มาตรฐาน
เรายังไม่ทราบว่าเรื่องนี้ เป็นปัญหาเรื่องความหละหลวมเพียงอย่างเดียว หรือมีเรื่องการทุจริตภายในกองทัพเข้ามาเกี่ยวด้วย
จะหละหลวม หรือการทุจริต เรื่องนี้สะท้อนว่า ระบบควบคุมอาวุธของรัฐจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและยกระดับอย่างจริงจัง เพราะอาวุธสงครามที่ควรถูกทำลาย ไม่ควรกลับมาปรากฏอยู่ในมือของคนร้ายได้อีก





