อีกสองเดือนเศษก็จะถึงวาระของ HYROX การแข่งขันที่เหล่าสายฟิตเต็มใจควักเงินมาทรมานตัวเองกันแล้ว! ใครที่เป็นมือใหม่ป้ายแดง แต่อาจยังไม่มั่นใจในพละกำลัง หรือยังกังวลเรื่องฟอร์มท่าที่ถูกต้องและเซฟ ลองแวะมาปรับพื้นฐานให้แน่นปึ๊ก พร้อมเก็บเทคนิคแบบเน้นๆ กับคลาส HYROX Foundation ที่ Engine Lab เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่ยิมสำหรับฝึกซ้อม แต่คุณจะได้เทรนแบบใกล้ชิดกับ ‘โค้ชโค้ก’ แชมป์อันดับ 1 และ Brand Ambassador ของ HYROX Thailand ตัวจริง!


What is it?
Engine Lab เป็นยิมใหม่ย่านสาทรในสไตล์ Performance-Based ที่ถูกออกแบบให้เป็น ‘ห้องแล็บ’ สำหรับปรับจูนร่างกายและจิตใจให้สตรองพร้อมลุย เรียกว่าเป็นที่ที่เราจะได้ มา Re-engine ศักยภาพในตัวเองออกมาให้ถึงขีดสุด


สำหรับใครที่เล็งสนามแข่งไว้ คลาส HYROX Foundation ของที่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ตอบโจทย์มาก เพราะตัวคลาสจัดเต็มตั้งแต่พื้นฐาน ทั้งการจัดฟอร์มและเทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความทนทาน (Endurance) ลดโอกาสบาดเจ็บ และปูรากฐานให้แน่นที่สุดก่อนลงสนามจริง


ที่สำคัญคือ Facility ของยิมยังครบครันและเอื้อให้เราได้ฝึกซ้อมอย่างเต็มรูปแบบด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน


Try
เริ่มแรกโค้ชโค้กให้เรา Warm up กันเล็กน้อย ก่อนจะเลือกคาร์ดิโอกับสเตชันที่ตัวเองชอบ (ต่อให้ไม่มีที่ชอบก็ต้องทำอยู่ดี)



หลังจากได้เหงื่อกันไปบ้างแล้ว ก็ถึงเวลาของ 8 สเตชันที่เรารอคอย ท่าที่เราจะได้ฝึกวันนี้ไม่ใช่การจำลอง HYROX ทั้งหมด แต่เป็นการผสมผสานท่า Strength Training พื้นฐานที่จำเป็นในการเพิ่มความอึดและการใช้พละกำลัง

Challenge ของวันนี้คือ Workout Session 40 นาทีเต็ม โดยจะแบ่งเป็นสเตชันละ 2 นาที และพักหายใจ 30 วินาที
ปลดล็อกสเตชันแรกด้วย Run (@RPE 8) การวิ่งในระดับความเหนื่อยที่เริ่มหอบแต่ยังคงควบคุมลมหายใจให้ไปต่อได้ หรือใช้กำลังประมาณ 80% ของทั้งหมด

การวิ่งถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นตัวตัดสินเกมของ HYROX เลยก็ว่าได้ หากคุณคุมจังหวะการวิ่งได้ดีก็เท่ากับมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วในสนามนี้

เขยิบมา Arms Only Sled Pull หรือการลากเลื่อนด้วยเชือก ซึ่งโจทย์ที่โค้ชโค้กให้คือ การล็อกแกนกลางลำตัวให้แน่น แล้วใช้เฉพาะแรงแขนในการดึงเท่านั้นเพื่อฝึกความแข็งแกร่งของท่อนบนแบบเน้นๆ ถือเป็นการเช็กระดับความฟิตของ Core และ Upper ได้เป็นอย่างดี

ส่วนเรื่องน้ำหนักไม่ต้องกังวลไป เพราะโค้ชจะมีช้อยส์ให้เลือกตั้งแต่น้ำหนักที่เบากว่าเกณฑ์แข่งขันจริงสำหรับมือใหม่ หรือถ้าใครฟิตจัดอยากจะเทสต์ระบบเดียวกับวันแข่งก็ย่อมได้

และเพื่อให้การ ‘ดึง’ ทรงพลังขึ้น รวมถึง ‘แบก’ น้ำหนักได้อึดขึ้น การฝึกกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงจึงเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม สเตชันถัดมาเราจึงมาลุยกันต่อที่ท่า Dumbbell Bent Over Rows ที่จะช่วยสร้างแผ่นหลังให้แกร่งพอที่จะซัพพอร์ตเราไปจนจบการแข่งขัน

หันไปข้างๆ จะเห็นเพื่อนๆ เดินสวนสนามกันในท่า Kettlebell Farmer’s Carry ท่านี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการฝึกความมั่นคงของแกนกลางลำตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นท่าที่ช่วยให้เราฝึก Grip Strength ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งปัจจุบัน Grip Strength ถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของดัชนีความอายุยืน (Longevity) อีกด้วย


ลุยกันต่อที่ RowErg (@RPE 8) สเตชันกรรเชียงบก โดยรอบนี้โค้ชโค้กใส่เงื่อนไขสุดท้าทายเพิ่มเข้ามา ด้วยการบังคับให้ควบคุมความเร็ว Strokes Per Minute ให้ต่ำกว่า 35 ครั้งต่อนาที
โจทย์นี้ทำเพื่อบีบให้เราต้องฝึกระเบิดพลังด้วยการออกแรงถีบขาและดึงแขนในแต่ละครั้งให้หนักหน่วงขึ้น ควบคู่ไปกับการฝึกคุมจังหวะตัวเอง (Pacing) เพื่อไม่ให้เร่งความเร็วจนหลุดโฟกัส หรือกินแรงจนเกินไป




มาถึงสเตชันที่ไม่คิดว่าจะเจออย่าง Arm Push Up ที่รอบนี้โค้ชโค้กคุมเข้ม บังคับให้อกต้องลงไปแตะพื้นทุกครั้งเพื่อสร้างฐานกำลังท่อนบนให้แข็งแรง และเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับสเตชันปราบเซียนอย่าง Burpee Broad Jumps


จากนั้นมาบริหารช่วงล่างกันบ้างกับ Kettlebell Goblet Squats ท่านี้จะช่วยเค้นและสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อขา หน้าขา และสะโพก ทำงานร่วมกันได้อย่างทรงพลัง ซึ่งเป็นอีกพื้นฐานสำคัญสำหรับสเตชันสุดท้ายอย่าง Wall Ball


ด่านวัดใจที่เหล่าผู้เข้าแข่งขันในสนามจริงต้องกัดฟันสู้เฮือกสุดท้าย หลักการคือการส่งแรงจากล่างสู่บนด้วยการสควอทแล้วระเบิดพลังโยนบอลอัดกำแพง

สเตชันนี้คือบททดสอบขั้นสุดในการโฟกัสลมหายใจและควบคุมจิตใจ ในภาวะที่ร่างกายล้าจนแทบจะสิ้นใจของแท้

Result
มองเห็นชะตากรรมตัวเองก่อนแข่งจริง! การเหนื่อย หอบ แทบสิ้นใจในคลาสนี้เหมือนเป็นการเตือนสติให้รู้ซึ้งว่า สนามจริงต้องเจอกับอะไร และต้องเตรียมตัววางแผนรับมืออย่างไรบ้าง หากไม่อยากขิตกลางคัน
ข้อดีคือมันช่วยให้เราเห็นจุดเด่นที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และรู้ชัดเจนเลยว่ามีตรงไหนที่ต้องกลับไปซ้อมเพิ่มเติม

Good for
HYROX Foundation คือคลาสที่เราค่อนข้างแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจกีฬานี้ รวมถึงคนที่ชอบการฝึกสาย Hybrid เพราะโปรแกรมออกแบบมาให้ได้ฝึกอย่างรอบด้าน และไฮไลต์สำคัญคือความครบครันของยิม ที่มีอุปกรณ์มาตรฐานเหมือนในสนามแข่ง Official ช่วยให้เราได้ฝึกจนคุ้นมือ และเพิ่มความมั่นใจก่อนลงแข่งจริงได้อย่างแน่นอน

Engine Lab
Open: จันทร์-พฤหัส 6.30-21.00 น., ศุกร์-อาทิตย์ 7.00-18.00 น.
Address: ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 3 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ
Budget: 600-650 บาท ต่อคลาส
Instagram: https://www.instagram.com/enginelab.bkk/




