หากคุณเป็นคนที่ชอบทั้งความอึดตอนวิ่งและรักความสะใจเวลาได้ยกเวตหนักๆ และกำลังมองหาที่ฝึกแบบ Hybrid ที่ทั้งไพรเวต เสิร์ฟอุปกรณ์ครบครัน มีสเปซให้ใช้แบบไม่ต้องแย่งใคร ล่าสุดเราไปเจอพื้นที่แห่งใหม่ที่จะมาตอบโจทย์ทุกข้อกับ Warrix Run Hub Performance Training Studio ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)
ประเด็นสำคัญ

ความพิเศษของที่นี่ไม่ใช่มีแค่เรื่องของการเทรนเพื่อเค้นสมรรถภาพร่างกายของเราให้สุดเท่านั้น แต่ยังรวบตึงศาสตร์กายภาพบำบัดและเวชกรรมมาดูแลแบบองค์รวม ชนิดที่ว่าฟิตได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวบาดเจ็บ

What is it?
Performance Training Studio แห่งนี้ขยายความสำเร็จมาจาก Warrix Health (สาขาสเตเดียมวัน) พร้อมไฮไลต์อย่างโซน Hybrid Training ที่จัดเต็มอุปกรณ์สาย Functional ครบครันทุกสเตชัน ไม่ว่าจะเป็น Wall Ball, SkiErg, RowErg ไปจนถึง Sled Push/Pull จะไว้ฝึกสำหรับลงแข่ง HYROX หรือ CrossFit ก็ตอบโจทย์


ในส่วนของ Facility และอุปกรณ์ในโซน Performance Training ก็จัดเตรียมไว้ให้แบบครบจบในที่เดียว และด้วยความเป็นไพรเวตยิมสำหรับการเทรนนิ่งส่วนตัวโดยเฉพาะ จึงหมดห่วงเรื่องการยืนรอหรือต้องแย่งใช้อุปกรณ์กับใครเหมือนยิมระบบสมาชิกทั่วไป

ส่วนสายวิ่งที่นี่ก็มีไม้เด็ดอย่าง Motion Metrix เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ฟอร์มการวิ่งแบบเจาะลึก เพื่อช่วยปรับท่าวิ่งให้มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บระยะยาว

และยังมีโซนคลินิกกายภาพบำบัดและเวชกรรมที่ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการและนักกายภาพบำบัดคอยให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การรักษา Office Syndrome ของคนเมือง, การฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้าเข่า (ACL) ทั้งก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อให้พร้อมกลับมาลงสนาม, กายภาพบำบัดผู้สูงอายุเพื่อฝึกความสมดุลและลดความเสี่ยงในการล้ม ไปจนถึงโปรแกรมเพิ่มความสูงสำหรับเด็กและโปรแกรมจัดการน้ำหนักเฉพาะบุคคลแบบปลอดภัย


Try
ด่านแรกที่คุณจะได้เจอไม่ใช่เครื่องเล่นเวตหนาๆ แต่เป็นการเข้าเช็กสภาพร่างกายโดยรวมกับนักกายภาพบำบัดเป็นเวลา 30 นาที เพื่อประเมินโครงสร้างและข้อจำกัดต่างๆ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วิเคราะห์บาลานซ์ของร่างกายในท่าทางพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นท่ายืน การทำสควอต เพื่อดูว่ากล้ามเนื้อและข้อต่อส่วนไหนกำลังทำงานผิดเพี้ยนไปบ้าง


เมื่อตรวจเช็กจนครบและเห็นภาพรวมแล้ว นักกายภาพก็จะมาช่วยไกด์ท่า Mobility Exercise เฉพาะบุคคลให้เราได้ลองฝึก เพื่อแกะปมลดความตึงสะสมตามจุดต่างๆ และเรายังสามารถเก็บเทคนิคเหล่านี้ไปฝึกต่อเองที่บ้านได้อีกด้วย


เมื่อเคลียร์ร่างกายให้มั่นใจแล้วก็ไปต่อกับไฮไลต์สำคัญอย่างการทดสอบวิ่งกับ Motion Metrix ซึ่งมีทริกเล็กๆ ในการเตรียมตัวคือ แนะนำให้สวมกางเกงขาสั้นสีดำ และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีสะท้อนแสง เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของกล้องและตัวเครื่อง


สำหรับการทดสอบจะเริ่มต้นด้วยการวิ่งบนลู่วิ่งที่ความเร็วระดับ 9 เป็นเวลาเกือบ 10 นาที จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการแปลผลอย่างละเอียดร่วมชั่วโมง ซึ่งตัวระบบ AI จะช่วยถอดรหัสการเคลื่อนไหวออกมาได้แม่นยำและเห็นภาพชัดเจน

อย่างตัวนักเขียนเองพบว่ามีอาการ Overstride (ก้าวยาวเกินไป) ทำให้ขาตึงตอนลงเท้าจนเกิดแรงกระแทกสะท้อนกลับย้อนเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเสี่ยงต่อการตึงและบาดเจ็บที่หน้าแข้งได้ง่าย
วิธีแก้เบื้องต้นคือต้องซอยเท้าให้เร็วขึ้นและลงเท้าให้ใกล้ตัวมากขึ้น รวมถึงเสริมท่า Squat หรือ Deadlift เพื่อเพิ่มแรงสปริงตัว และลดเวลาที่เท้าแช่บนพื้นให้น้อยลง


หลังจากเห็น Data ร่างกายชัดเจนทุกมิติแล้ว ผลวิเคราะห์ทั้งหมดจะถูกส่งไม้ต่อให้ทีม Personal Training ทว่าจุดเริ่มต้นที่ดีของการเทรนนิ่งที่นี่คือการ ‘พูดคุย’ เพื่อทำความเข้าใจ ทั้งเรื่องเป้าหมาย ไลฟ์สไตล์ที่ทำอยู่เป็นประจำ ตลอดจน Pain Point ที่เจอ เพื่อร่วมกันวางแผนและออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมกับร่างกายเราที่สุดในระยะยาว

เมื่อมีความเข้าใจตรงกัน เทรนเนอร์จะเริ่มจากการประเมินฟอร์มและเช็กความยืดหยุ่นพื้นฐานของเราก่อน เพื่อดูว่าร่างกายในขณะเคลื่อนไหวจริงเป็นอย่างไร ก่อนจะนำพาสิ่งที่คุยกันเข้าสู่พาร์ตการเทรน


ข้อดีของการมีเทรนเนอร์ประกบที่นี่ คือการช่วยให้เราโฟกัสกล้ามเนื้อได้ถูกจุดกว่าเดิมมาก บางท่าเราคิดว่าทำถูกต้องแล้ว แต่พอเทรนเนอร์เข้ามาช่วยปรับมุมกระดูก จัดฟอร์มนิดเดียว หรือบอกให้เกร็งเพิ่มอีกเล็กน้อย ความรู้สึกตอนกล้ามเนื้อทำงานคือต่างกันลิบลับ แถมยังมีคนคอยเซฟและคอยพุช (Push) ขีดจำกัดให้เราก้าวข้ามเซฟโซนไปในจุดที่ไม่คิดว่าตัวเองจะไหว ซึ่งถ้าเล่นเองคนเดียวอาจทำได้ยาก


หากใครที่อยากเน้นฝึกโปรแกรม Hybrid แบบเข้มข้นจัดเต็มตลอดหนึ่งชั่วโมง ที่นี่ก็มีดีไซน์โปรแกรมสำหรับสาย Hybrid โดยเฉพาะรองรับเช่นกัน เรียกว่าได้ปลดปล่อยพลังและท้าทายความแข็งแรงอย่างสาแก่ใจแน่นอน

Result
จากเดิมที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว การได้มาเจอ Process ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่นักกายภาพ เทรนเนอร์ ไปจนถึง AI สแกนฟอร์มวิ่ง ทำให้เราได้รู้จักร่างกายตัวเองในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน และช่วยให้วางแผนพัฒนาตัวเองได้ถูกจุดทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก

Good For
Warrix Run Hub เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยิมสาย Performance ที่ตอบโจทย์มากสำหรับใครที่อยากเทรนแบบเข้มข้น ได้ความเป็นส่วนตัว และเซฟร่างกายไปพร้อมๆ กันผ่านการตรวจเช็กเชิงลึกเพื่อป้องกันโอกาสเจ็บในระยะยาว
ที่สำคัญคือที่นี่รองรับคนได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนทำงานที่อยากฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ไปจนถึงคนที่ต้องการดูแลรูปร่างและสุขภาพแบบจริงจัง
Open: ทุกวัน 8.00-21.00 น.
Address: ชั้น G, Queen Sirikit National Convention Center
Tel: 08 3031 7742
Budget:
- Physiotherapy (ตรวจร่างกายเบื้องต้น): 700 บาท/ 30 นาที
- Performance Training: เริ่มต้นที่ 1,800 บาท/ 60 นาที
- Hybrid Training: เริ่มต้นที่ 2,000 บาท/ 60 นาที
- Motion Metrix 3,500 บาท/ 60 นาที
Facebook: https://www.facebook.com/warrixhealth/?locale=th_TH
Instagram: https://www.instagram.com/warrixhealth/




