เอกนัฏ ยันราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง หลัง ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ได้ข้อยุติ

รมว.พลังงาน ยันราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง หลัง สหรัฐฯ-อิหร่าน ได้ข้อยุติลงนามยุติสงคราม ย้ำทำมาตลอด ไม่มีหยุดกลางซอย มีแต่สุดซอย

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐและอิหร่าน มีข้อยุติลงนามยุติสงคราม จะส่งผลต่อราคาน้ำมันไทยอย่างไร ว่า ราคาน้ำมันโลกก็ทยอยลง ตนเองประชุมกองทุนน้ำมันทุกเย็น พยายามดูว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง ก็พยายามปรับราคาหน้าปั๊มลงเช่นกัน ที่ผ่านมาเราใช้กลไกปรับลดราคาของโรงกลั่น รวมแล้วเกือบ 10,000 ล้าน คำนวณดูเป็นปริมาณน้ำมัน 2,400 ล้านลิตร เป็นเงิน 8,300 กว่าล้านบาท ไปเอาเงินจากโรงกลั่นมาลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มก่อน

แต่ตอนนี้เมื่อราคาลดลงก็สามารถลดตามกลไกตลาดได้ และทยอยลดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งตั้งแต่วันนี้ก็จะมีการติดตามราคาตลาดของสิงคโปร์ทุกวัน และจะดูว่าภายในวันศุกร์นี้จะมีการเซ็นลงนามกันเรียบร้อยหรือไม่

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ช่วงที่ราคาน้ำมันของไทยแพงที่สุดหน้าปั๊มอยู่ที่ 50 บาท ตั้งแต่ตนเองเข้ามาก็ปรับลดลงมาเรื่อย ๆ กระทั่งลดลงเหลือ 38 กว่าบาท และจะทยอยลดลงมาอีก

ขณะที่เวลานี้กองทุนน้ำมัน ติดลบ 57,000 ล้านบาท จำเป็นต้องพิจารณาเพื่อกู้เงิน เพิ่มหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราใช้กลไก ลดราคาที่หน้าโรงกลั่น แทนที่จะเอาเงินกองทุนมาชดเชยอย่างเดียวเราก็ลดภาระของกองทุน เพื่อลดราคาน้ำมันมากกว่า 8,000 กว่าล้าน ขณะนี้ได้ให้ทบทวนตัวเลขของกองทุนน้ำมันที่เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขทิพย์ ตนเองได้ให้ใช้ตัวเลขจริง จากที่คำนวณว่าขาดทุนกว่า 60,000 กว่าล้าน เหลือประมาณ 57,000 ล้าน ขาดทุนน้อยลง 7,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา เราก็ยังไม่ได้เก็บเงินจากน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระ

ขณะเดียวกัน นายเอกนัฏ กล่าวว่า มีกลุ่มผู้ค้าส่วนที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดี สอบสวนเรื่องการกักตุนน้ำมัน ใครที่ถูกสอบตอนนี้ออกมาเป็นมติ ของคณะกรรมการกองทุนน้ำมันว่า จะไม่มีการจ่ายเงินคืนให้กับเขาเด็ดขาด จนกว่าจะเคลียร์ตนเองให้เรียบร้อยว่าไม่ได้มีส่วนร่วมกับการกักตุนเกณฑ์กำไร ซึ่งถูกรอไว้ประมาณ 30,000 กว่าล้าน ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปขอให้กระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกากู้เงิน นอกจากนี้ก็จะไปหาในส่วนที่เราสามารถกู้เงินได้ ไม่ต้องผลักภาระให้กับกระทรวงการคลัง หรือก่อหนี้สาธารณะให้เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น ก็นำโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันมาช่วยบริหารในส่วนนี้

ย้ำว่าทำมาตลอดที่บอกว่าไปหยุดอยู่กลางซอยไม่มี ยังสุดซอยเหมือนเดิม และยังลดราคาหน้าโรงกลั่นทำโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาใช้อำนาจตามพระราชกำหนดที่เป็นอำนาจชั่วคราว ในระหว่างที่ประเทศประสบภาวะขาดแคลน จากนี้ไปจะนำบทเรียนดังกล่าวเพื่อวางกลไก สำหรับจัดการราคาหน้าโรงกลั่นถาวร และกลไกในการกำหนดราคาค่าการกลั่น สำหรับโรงกลั่น ในสภาวะอย่างเหตุการณ์ตะวันออกกลาง ก็ต้องมีกลไกจำกัดไม่ให้ค่าการกลั่นสูงขึ้นเกินไป เพื่อจัดการราคาโครงสร้างน้ำมันเป็นการถาวร และส่วนไหนที่ต้องแก้กฎหมายก็ต้องแก้ หากใช้อำนาจของหน่วยงานก็ให้ใช้ไป