‘ผ่อนแบรนด์เนม’ จุดติดในไทย Brandname Money พอร์ตโตแตะ 200 ล้าน ลูกค้ามีตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ-คนเงินเดือนหมื่นเดียว

เศรษฐกิจแบบนี้ใครจะคิดว่า คนไทยจะยังกะใจมาซื้อแบรนด์เนมอีก แถมไม่ใช่แค่มีใจจะซื้อธรรมดา แต่ยังมีใจจะซื้อขนาดว่า ทำให้ Brandname Money บริการขายฝากและสินเชื่อแบรนด์เนม บอกว่า ปีที่ผ่านมา สินเชื่อแบรนด์เนมของบริษัทได้เติบโตแบบพุ่งทะยานจากปีก่อน

สาเหตุเป็นเพราะอะไร Brand Inside สรุปเรื่องราวจาก Brandname Money มาเล่าให้ฟังแล้ว

‘ผ่อนแบรนด์เนม’ จุดติดในไทยแล้ว

‘ปพน มนัสภากร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด เล่าว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้ปล่อยสินเชื่อไปกว่า 200 ล้านบาทภายในปีเดียว

โดยส่วนมากเป็นสินเชื่อเช่าซื้อแบบ “ผ่อนไป ใช้ไป” มากถึง 45% ตามด้วยบริการ “ผ่อนจบ รับของ” ในสัดส่วน 45% ตามด้วยบริการขายฝากหรือ “จำนำแบรนด์เนม” ที่หลายคนชอบเรียก 10%

‘ปพน’ บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ Brandname Money เติบโตมากขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสามารถสร้างการรับรู้ (awareness) ให้ลูกค้าสำเร็จหรือเรียกว่า “จุดติด” หลังเปิดตัวมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2567

เพราะก่อนหน้านี้ในประเทศไทยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘การผ่อนสินค้าแบรนด์เนม’ มาก่อน หรือถ้าผ่อนได้ก็มักจะเป็นรูปแบบของการผ่อนจนจบถึงค่อนรับของ แต่การมาของ Brandname Money ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการผ่อนสินค้าแบรนด์เนมแบบ ‘ผ่อนไปใช้ไป’ อย่างกว้างขวางมากขึ้น

เงินเดือนหมื่นเดียวก็ผ่อนได้ นิยมที่สุดคือ นาฬิกา-กระเป๋า-เครื่องประดับ

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วใครคือลูกค้าของ Brandname Money 

ทางผู้บริหารบอกว่า จริงๆ ลูกค้ามีหลากหลายมาก ตั้งแต่ลูกค้าที่มีเงินเดือนเริ่มต้น 10,000-15,000 บาทก็สามารถเป็นลูกค้าของ Brandname Money ได้แล้ว โดยสามารถดาวน์สินค้าด้วยเงินเริ่มต้น 3,000 บาท ผ่อนหลักร้อยเพียง 3 ปีก็ได้สินค้าแบรนด์เนมไปครอบครองเป็นของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าส่วนใหญ่ของ Brandname Money เป็นลูกค้าในกลุ่มอายุ 30-40 ปีในสัดส่วน 50% ตามด้วยลูกค้ากลุ่ม 40-50 ปีราว 30% และกลุ่ม 22-30 ปีราว 20% ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME และพนักงานบริษัท

โดยสินเชื่อของ Brandname Money เริ่มปล่อยในวงเงินต่ำสุดตั้งแต่ 10,000 บาท และมีวงเงินสูงสุดที่เคยปล่อยไปคือ 8,500,000 บาท โดยราคาสินค้าเฉลี่ยแล้วจะอยู่ราวๆ 100,000-300,000 บาท กลุ่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ นาฬิกา กระเป๋า และเครื่องประดับ 

เศรษฐกิจเป็นยังไงไม่รู้ แบรนด์เนมยังโตอยู่มาก

ผู้ก่อตั้ง Brandname Money บอกว่า ตลาดสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท เติบโตราว 6-7% ต่อปี พร้อมยกตัวอย่างให้ฟังว่า แม้แต่เครือสินค้าลักซัวรีระดับโลกอย่าง LVMH เองก็เลือกมาทุ่มตลาดในไทยทั้งหมดแล้ว ทำให้แทบไม่มีแบรนด์ไหนเลยที่ไม่มีในไทย หรือแม้แต่การเลือกเปิด LE CAFÉ LOUIS VUITTON ในประเทศไทยเป็นแห่งที่ 3 ในเอเชียก็สะท้อนแล้วว่า บริษัทระดับโลกเชื่อมั่นในการเติบโตของตลาดลักซัวรีในประเทศไทย

สำหรับ Brandname Money มองว่า บริษัทอยากจะไปให้ถึง 1% ของมูลค่าตลาด 2 แสนล้านบาท มองว่ามีโอกาสเป็นไปได้จริง เพราะเมื่อก่อนบ้านยังผ่อนไม่ได้ รถยนต์ยังผ่อนไม่ได้ แต่วันนี้บ้านผ่อนได้ รถยนต์ผ่อนได้ ทำไมสินค้าแบรนด์เนมถึงจะผ่อนไม่ได้ ทั้งที่มีคุณค่าและความต้องการมากขนาดนี้

ยุคสมัยเปลี่ยนไป คนไทยถือแบรนด์เนมตั้งแต่ 20+

ส่วนเหตุผลหลักที่ทำให้คนไทยยังเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนม แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยและทั่วโลกผันผวน ‘ปพน’ บอกว่า คนส่วนใหญ่ 70-80% อยากมีสินค้าแบรนด์เนมไว้ในครอบครอบสักชิ้น เพียงแต่ยังไม่มีโอกาส หรือหลายครั้งรู้สึกว่ามันไกลตัวเกินไป มองว่าต้องรวยมากถึงจะครอบครองได้

แต่จริงๆ ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ปัจจุบันสมาร์ทโฟนเครื่องละ 70,000 บาท คนใช้งานและคนซื้อคือเด็กอายุ 20 กว่าปี หลายคนเปลี่ยนมือถือปีละครั้ง เพราะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมอย่างหนึ่งเวลาวางลงบนโต๊ะ

ตอนนี้ LOUIS VUITTON กระเป๋าใส่การ์ดชิ้นเล็กๆ ใบหนึ่งอาจจะมีราคาราว 20,000 บาท แปลว่าสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าเมื่อก่อน และ Brandname Money ก็เข้ามาทำให้มันง่ายมากขึ้น 

โดยเผยต่อว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดียังไง แต่ร้านแบรนด์เนมก็ยังคงต้องต่อคิว โดยเฉพาะแบรนด์อย่าง Louis Vitton, Chanel หรือ Patek ที่ยังคงได้รับความนิยมมากๆ จากลูกค้า

รวมแบรนด์ยอดนิยมจาก Brandname Money

‘ปพน’ ยังเล่าอีกว่า เทรนด์การเลือกซื้อแบรนด์เนมเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะจากสมัย 10-20 ปีก่อน ถ้าเป็นสมัยก่อนคนจะซื้อแบรนด์เนมได้จะต้องมีอายุราว 30 ปีขึ้นไป แต่ตอนนี้น้องๆ อายุ 20 ปีก็เริ่มซื้อแบรนด์เนมแล้ว เพราะตอนนี้คนอายุน้อยๆ หาเงินได้ร้อยล้านพันล้านเยอะมาก จากอาชีพที่ไม่มีหรือถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ในสมัยก่อน

ขณะเดียวกันน้องๆ อินฟลูเองก็ต้องการสถานะตัวตน ทำให้หลายคนอยากได้สินค้าแบรนด์เนมเหล่านี้เข้ามาประกอบกับตัวตน ทำให้ตนเองมีช่องทางประกอบอาชีพมากขึ้น มีไลฟ์สไตล์น่าสนใจขึ้น น่าเข้าถึงมากขึ้นด้วย

“บางคนมองสินค้าแบรนด์เนมเป็น ‘ของเติมเต็มชีวิต’ บางคนอาจจะชอบเก็บทอง ชอบที่ดิน หรือชอบเก็บเงินสด แต่ก็มีบางคนที่ชอบสินค้าแบรนด์เนมจริงๆ และมีจำนวนเยอะมากที่มองว่าสิ่งเหล่านี้เติมเต็มชีวิต และเป็นหนึ่งในเรื่องที่บอกได้ว่า นี่แหละทำสำเร็จในชีวิตเรื่องนึงแล้ว ”

ในอีกด้านก็ถือเป็นการใช้เงินอย่างชาญฉลาด ซื้อสินค้าแล้วมันหายไป ทำไมไม่ผ่อนแล้วมีวินัยในการผ่อน 2-3 ปี ผันเอาเงินตรงนี้ลงทุนอย่างอื่นได้

ปีนี้ตั้งเป้าโตเท่าตัว NPL เท่ากับ 0 เพราะยอมปัดตกลูกค้าไป 50%

เห็นแบบนี้หลายคนอาจจะคิดว่า แล้วสัดส่วน ‘หนี้เสีย’ หรือ NPL ของ Brandname Money จะเป็นยังไง ทางผู้บริหารบอกว่า ตอนนี้สัดส่วน NPL = 0% เลย

ที่ทำได้แบบนี้ก็เพราะว่า Brandname Money ไม่ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าที่มีประวัติเสียทางการเงินเลย โดยยินดีปัดตกเคสที่เครดิตไม่ดีไปมากกว่า 50% จากทั้งหมดที่มีการยื่นขอสินเชื่อมา

โดย 3 บริการที่ Brandname Money มีอยู่ตอนนี้ ได้แก่

  • ผ่อนไป ใช้ไป : ดอกเบี้ย 0.99% ต่อเดือน รับสินค้าทันที ดาวน์เริ่มต้น 30-50% ผ่อนสูงสุด 24 เดือน ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้ 
  • ผ่อนจบ รับของ : ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน ล็อคราคาสินค้าที่ชื่นชอบ อนุมัติไวใน 1 ชม. รับสินค้าทันที เมื่อชำระครบ
  • ขายฝาก & ย้ายค่าย : เปลี่ยนแบรนด์เนมเป็นทุน ดอกเบี้ยถูกกฎหมายไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน รับเงินไวใน 1 ชั่วโมง เก็บรักษาตู้เซฟ 1:1 มาตรฐานสากล

พร้อมบริการใหม่อย่าง Personal Assistant (PA) เลขาส่วนตัวที่จะให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา ดำเนินการด้านสินเชื่อ ให้บริการถึงชอป ทำให้ลูกค้าได้ประสบการณ์จากชอปโดยตรง ก่อนเจ้าหน้าที่จะไปชำระเงินในฐานะเลขาส่วนตัวของลูกค้า

โดยเชื่อว่าบริการนี้จะทำให้พอร์ตของ Brandname Money เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเท่าตัว ไปแตะ 400 ล้านบาทในปีนี้ได้ เพราะใครๆ ก็ย่อมอยากได้รับประสบการณ์ในชอปด้วยตัวเอง รวมไปถึงการทำคอนเทนต์ตามยุคสมัย เมื่อมีบริการนี้ก็ทำให้ลูกค้าสามารถรับบริการในชอปพร้อมกับบริการสินเชื่อจาก Brandname Money ได้อย่างสะดวกมากขึ้น

ขณะที่ภาพใหญ่กว่านี้มองการขยายสินเชื่อไปสู่พอร์ต 1,000 ล้านบาทภายในปี 2570 ส่วนการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ IPO วางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2571-2572 เพราะตอนนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหา Strategic Partner ที่มีทั้งเงินทุนและระบบหลังบ้าน ช่วยให้ Brandname Money สามารถขยายธุรกิจต่อไปได้ด้วย

ถึงตรงนี้เราคงต้องยอมรับว่า ทั้งตลาดลักซัวรีแบรนด์ในประเทศไทยและ Brandname Money ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้หลายคนหวั่นใจ โดยสิ่งนี้อาจไม่ได้สะท้อนแค่วิธีคิดธุรกิจหรือกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่สะท้อนเราเห็นถึงค่านิยมในการเลือกใช้ของแบรนด์เนมของคนไทยด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา