
C9 Hotelworks เผย ตลาด Brand Residence ไทย โตพุ่ง 13.3% มูลค่า 2.05 แสนล้านบาท ยังแชมป์สัดส่วนโครงการเยอะที่สุดในเอเชีย แม้ “เวียดนาม” พุ่งแซงอันดับ 1 จากFacility-การเมือง ด้านซีอีโอแค๊ปสโตน แอสเสท เผย แบรนด์ชั้นนำแห่เข้าตลาด ดันโครงการ “สแตนอโลน” มาแรง
นายบิล บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks เปิดเผยรายงานจาก Asia Branded Residences Market Review 2026 ของ C9 Hotelworks ว่า Branded Residence ของไทยมีมูลค่า 205,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อน ยูนิตเปิดตัวสะสม 13,124 ยูนิต และครองสัดส่วน 26% ของจำนวนยูนิตแบรนด์เรสซิเดนซ์ที่เปิดตัวในเอเชีย ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค
ทั้งนี้ เอเชียมี Branded Residence รวม 63 โครงการ รวมทั้งสิ้น 13,947 ยูนิต มูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ครอบคลุมจำนวนยูนิตที่เปิดตัวแล้ว 50,025 ยูนิต เพิ่มขึ้น 30.3% จากปีก่อนหน้า
เอเชียแข่งเดือด ” เวียดนาม“ คว้าแชมป์
จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์กำลังเข้าช่วงของการแข่งขันที่เข้มข้น เมื่อจำนวนโครงการในตลาดเพิ่มขึ้น ผู้พัฒนาโครงการจึงต้องแข่งขันกันในหลายมิติ ทั้ง 1.รูปแบบการบริหารจัดการ 2.สิทธิประโยชน์สำหรับเจ้าของที่พัก 3.กลยุทธ์ด้านจุดหมายปลายทาง และ 4.ความสามารถในการต่อยอดคุณค่าของแบรนด์ให้กลายเป็นมูลค่าระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เมื่อจัดอันดับ 3 ประเทศที่มีตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ พบว่า อันดับ 1 เป็นของเวียดนาม, อันดับ 2 ไทย และอันดับ 3 เกาหลีใต้ นายบิลด์ ระบุว่า แม้เวียดนามจะครองอันดับ 1 ในด้านมูลค่าตลาด แต่ตลาดในไทยยังมีการเติบโตที่ดี และยังเป็นผู้นำในแง่จำนวนโครงการลักเซอรีจำนวน 30 โครงการ มากกว่าเวียดนาม (18 โครงการ) และเกาหลีใต้ (13 โครงการ)
“ที่เวียดนามแซงอันดับไทยขึ้นมาจากที่เคยติดท็อป 1 มาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลมาจาก ตลาด Branded Residence ในไทยมีการเติบโตสูงเป็นปกติ แต่เวียดนามสูงขึ้นเป็นพิเศษ จากปัจจัย Facility และการเมืองของประเทศ แต่ด้วยประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยทำให้การซื้อ-ขาย Branded Residence เติบโตต่อไป“

ไทย ต้นแบบ Branded Residence
บิลด์ กล่าวว่า ไทยเป็นตลาดต้นแบบของแบรนด์เรสซิเดนซ์ในเอเชีย และสิ่งที่โดดเด่นคือ จำนวนโครงการระดับลักชัวรีที่อยู่ระหว่างการพัฒนา มีรูปแบบโครงการที่หลากหลายและกำลังเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะทำเล ”กรุงเทพฯ“ ที่ยังครองแชมป์เป็นเมืองที่มีตลาด Branded Residence ใหญ่ที่สุดในไทยด้วยจำนวน 5,031 ยูนิต ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองที่มาพร้อมบริการ การบริหารจัดการระดับมืออาชีพ และความน่าเชื่อถือจากแบรนด์ชั้นนำ
”ภูเก็ต“ ครองแชมป์ในส่วนของกลุ่มรีสอร์ตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในแง่ยูสิต 3,465 ยูนิต ขณะเดียวกัน หัวหินและพัทยายังคงเป็นตลาดสำคัญที่สะท้อนการเติบโตของแบรนด์เรสซิเดนซ์ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ส่วน ”เกาะสมุย“ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะตลาดวิลล่าภายใต้แบรนด์ลักเซอรีบนเกาะมีจำนวน 3,055 หลังในปี 2568 เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน
แบรนด์หรูเปลี่ยนบทบาท ดัน “สแตนอโลน” มาแรง
ด้านนาย ฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Capstone Asset กล่าวว่า โมเดลรูปแบบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์กำลังเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและการวางแผนโครงการที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาฯ
ปัจจุบันมาตรฐานของแบรนด์ โครงสร้างการบริหารจัดการ การให้บริการ และการบริหารสินทรัพย์ ล้วนต้องถูกวางแผนและผสานเข้าไปในโครงการตั้งแต่วันแรกของการพัฒนา ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและคุณภาพการบริการหลังการส่งมอบโครงการมากขึ้น
ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ของไทยกำลังก้าวสู่ระยะใหม่ของการเติบโต โดยไม่ได้พึ่งพาเฉพาะโครงการที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โรงแรมเท่านั้น ปัจจุบันไทยมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนจำนวน 3,008 ยูนิต คิดเป็น 22% ของตลาดทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่ 17%

แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างโดดเด่นในเมืองท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางรีสอร์ตต่าง ๆ สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อการลงทุนและการอยู่อาศัยในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ
โดยโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนครอบคลุมแบรนด์หลากหลายระดับ ตั้งแต่แบรนด์ลักเซอรีระดับโลกไปจนถึงแบรนด์นอกอุตสาหกรรมโรงแรม การเกิดขึ้นของโครงการอย่าง Porsche Design Tower Bangkok และ Etro Residences Phuket สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่แบรนด์จากหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังขยายบทบาทเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยปัจจุบันแบรนด์นอกภาคธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วน 19% ของโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนทั่วเอเชีย





