
หิ้วทำแผน มือแทงพ่อค้ากัญชา ฆ่ายัดกล่อง เจอเพื่อนเหยื่อตะโกนด่า ดูไร้สำนึก จิตหลุดไปแล้ว ไม่เชื่อทำคนเดียว กล่องยกคนเดียวไม่ได้
กรณีนายชัย หรือโป๊ย อายุ 34 ปี พ่อค้ากัญชา ถูกนายศุภกร อายุ 27 ปี ใช้มีดแทงเสียชีวิต ก่อนร่วมกับนายชยพล อายุ 27 ปี และนายกฤตธนัท อายุ 24 ปี นำศพยัดใส่ลังพลาสติก หมกในกระบะดินเพาะปลูกกัญชา บนชั้น 2 ของบ้านพักที่เปิดเป็นร้านขายกัญชา ย่านดอนเมือง กทม. กระทั่งมาพบศพเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาอ้างถูกผู้ตายกล่าวหาขโมยนาฬิกาและด่าบุพการี นัดมาเคลียร์ที่บ้าน แต่ไม่ลงตัว จึงก่อเหตุฆ่าอำพราง
ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 16 มิ.ย.69 พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ได้นำตัว นายศุภกร มือแทงพ่อค้าขายกัญชาเสียชีวิต มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านหลังเกิดเหตุ โดยมีตำรวจ สน.ดอนเมือง กว่า 20 นาย ดูแลความเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการทำแผนฯ ไม่ถึง 20 นาที โดยระหว่างที่รถควบคุมผู้ต้องหาออกจากหมู่บ้าน กลุ่มเพื่อนของผู้เสียชีวิตได้เดินปรี่เข้าไปตะโกนด่าทอผู้ต้องหาที่อยู่บนรถควบคุม พร้อมถามว่า “ฆ่ามันทำไม” ด้วยอารมณ์ที่โกรธแค้น
หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของผู้เสียชีวิต เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ดูแล้วตัวผู้ต้องหาน่าจะจิตหลุดไปแล้ว เพราะดูไร้สำนึก อาการไม่ใช่คนเมากัญชาแน่นอน ท่าทางไม่สลด จึงหวังฝากคนข้างในจัดการให้หน่อย
ขณะที่ นายบอล (นามสมมติ) รุ่นพี่ของผู้เสียชีวิตที่มาสังเกตการณ์ เปิดเผยว่า ปกติแล้วผู้เสียชีวิต หลังเสพกัญชาก็จะมีอารมณ์โมโหร้ายชอบด่าทอ แต่ไม่เคยมีพิษมีภัยหรือเคยไปทำร้ายร่างกายใคร และโดยส่วนตัวไม่เชื่อว่า นายศุภกร จะสามารถทำทุกอย่างคนเดียวได้จริง เพราะการจับศพใส่กล่องแล้วยกขึ้นไป ไม่สามารถยกคนเดียวได้ วันนี้ตนต้องการจะมาเห็นหน้ามือแทง แล้วอยากจะรู้ว่ามีอาการป่วยจิตเวชจริงหรือไม่ จากพฤติกรรมมันดูโหดร้ายเกินไป
อย่างไรก็ตามการทำแผนครั้งนี้ไม่ได้นำตัว นายกฤตธนัท และ นายชยพล มาร่วมทำแผนด้วย เนื่องจากขอใช้สิทธิที่จะไม่ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไปขออำนาจศาลอาญาฝากขังผัดแรกในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ โดยพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ
สำหรับประเด็นเรื่องทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตนั้น พนักงานสอบสวนอยู่ในระหว่างการเก็บลายนิ้วมือแฝงและตัวอย่าง DNA เพื่อมาที่เพียงกับลายนิ้วมือแฝงที่ปรากฏบนทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต รวมทั้งต้องรอเชิญญาติของผู้เสียชีวิตมาสอบปากคำ เพื่อยืนยันทรัพย์สิน ก่อนพิจารณาแจ้งข้อหาร่วมกันมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ต่อไป




