ฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังฟาดแข้งกันอยู่ ณ เวลานี้ โดยมีสหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วมกัน 3 ชาติครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จะโม่แข้งกันยาวไปจนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 รวมแล้ว เดือนกว่าๆ
นี่เป็นฟุตบอลโลกหนแรกที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ปรับระบบแข่งขันเพิ่มทีมจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม ทำให้ในฟุตบอลโลก 2026 มีแมตช์ฟาดแข้งมากถึง 104 แมตช์
หลายต่อหลายคนถามเหมือนกันว่า ทำไมรอบแบ่งกลุ่มที่ฟาดแข้งกันมา มีแต่คู่แข่งขันไม่น่าสนใจ เป็นแบบไก่กาเตะกัน ไม่ดึงดูดให้ทรมานร่างกาย อดหลับอดนอนรอดูการแข่งขันเลย มีเพียงไม่กี่คู่ที่เป็นทีมยักษ์ใหญ่ลงฟาดแข้งเท่านั้น ที่แฟนบอลยังคงให้ความสนใจ

คำตอบง่ายๆ คือ ทุกวันนี้ ฟีฟ่า ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องมนต์ขลัง เสน่ห์ของฟุตบอลโลก แต่ไปโฟกัสที่จะกอบโกยรายได้เป็นหลักจนลืมนึกไปว่า แฟนบอลทั่วโลกเขาต้องการดูการฟาดแข้งที่เข้มข้น ฟุตบอลโลกแบบจริงๆ ในระบบ 24 ทีม หรือ 32 ทีมเหมือนในอดีต
รอบแบ่งกลุ่มจะเห็นว่า “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี อดีตแชมป์โลก 4 สมัย ไล่ถล่ม คูราเซา 7-1 เห็นได้ชัดว่า เป็นสกอร์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในการแข่งขันระดับฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย เพราะทั้งสองทีมต่างชั้น ต่างวรรณะกันเกินไป
การเพิ่มจำนวนทีมนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1934 ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนทีมจาก 13 ทีม ที่แข่งขันในฟุตบอลโลกครั้งแรก 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย เป็น 16 ทีม ก่อนจะมีการเพิ่มเป็น 24 ทีมในฟุตบอลโลกปี 1982 ที่ประเทศสเปน และเพิ่มอีกครั้งเป็น 32 ทีมในฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส
รายชื่อทีมชาติที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 แยกตามโซนทวีปดูได้ดังนี้ เจ้าภาพ : แคนาดา, เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา / ยุโรป : อังกฤษ, ฝรั่งเศส, โครเอเชีย, โปรตุเกส, นอร์เวย์, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, สกอตแลนด์, บอสเนีย, สวีเดน, ตุรกี และ สาธารณรัฐเช็ก
เอเชีย : ญี่ปุ่น, อิหร่าน, อุซเบกิสถาน, เกาหลีใต้, จอร์แดน, ออสเตรเลีย, กาตาร์, ซาอุดิอาระเบีย และอิรัก
อเมริกาใต้ : อาร์เจนตินา, บราซิล, เอกวาดอร์, อุรุกวัย, โคลอมเบีย และ ปารากวัย / แอฟริกา : โมร็อกโก, ตูนิเซีย, อียิปต์, แอลจีเรีย, กานา, หมู่เกาะเคปเวิร์ด, แอฟริกาใต้, ไอวอรี่ โคสต์, เซเนกัล และ ดีอาร์ คองโก
โอเชียเนีย : นิวซีแลนด์ / คอนคาเคฟ : ปานามา, เฮติ และคูราเซา
รูปแบบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 จะมีการแบ่งออกเป็นกลุ่มละ 4 ทีม จำนวน 12 กลุ่ม เพื่อคัดหาทีมแชมป์ กับรองแชมป์กลุ่ม และ อันดับ 3 ที่ดีที่สุดอีก 8 ทีม ผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายต่อไป
เรียกง่ายๆ ว่า ทีมใดจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ จะต้องเตะรวม 8 นัด
ทีมอย่าง เคปเวิร์ด, คูราเซา, จอร์แดน, อุซเบกิสถาน ฯลฯ ชาติเหล่านี้ได้โอกาสสัมผัสฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แม้จะมาเป็นสมันน้อยให้ทีมใหญ่ได้สั่งสอน แต่ฟีฟ่า ก็หาข้ออ้าง ความชอบธรรมให้ตัวเองอีกเหมือนเดิมนั่นคือ ต้องการเปิดโอกาสให้ชาติเล็กๆ หลายๆ ชาติในหลายๆ ทวีปได้เพิ่มโอกาสในการได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย
คิดง่ายๆ 48 ชาติจาก 200 ชาติ นั่นมัน 1 ใน 4 ของโลก ที่ไปแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายกันเลยทีเดียว…
การเพิ่มทีมเป็น 48 ทีม แมตช์เตะจะเพิ่มขึ้นอัตโนมัติเป็น 104 แมตช์ ฟีฟ่าจะฟันยอดขายตั๋วได้มหาศาลในแต่ละแมตช์ ฟีฟ่ายังจะขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดได้มากขึ้น ค่าลิขสิทธิ์โฆษณาที่ฟีฟ่า จะแบ่งส่วนกับชาติเจ้าภาพ จะเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ และนั่นคือ สิ่งเดียวที่ฟีฟ่า คำนึงถึง คือ เรื่องเงิน
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากคราวนี้มีชาติเจ้าภาพรวมกัน 3 ชาติ ฟีฟ่า ต้องหาร 3 ค่าโฆษณากับ 3 ประเทศ ฟีฟ่า ก็ออกกฎใหม่ขึ้นมา ทำเอากุนซือระดับโลกหลายคนถึงกับออกโรงจวกฟีฟ่าว่า คิดแต่เรื่องเงินไม่ได้คำนึงถึงเรื่องฟุตบอล นั่นคือ เรื่องของการให้นักเตะทั้ง 2 ทีมพัก Hydration Break โดยหยุดเกม 3 นาทีในช่วงราวนาทีที่ 30 และ 75 ของการแข่งขันเพื่อให้นักเตะดื่มน้ำ โดยฟีฟ่าอ้างความชอบธรรมว่า ให้นักเตะได้พักร่างกาย

ฟังดูดี แต่ที่จริงแล้ว ถ้าคนที่เข้าใจธุรกิจฟุตบอล ง่ายๆ เลยฟีฟ่า ต้องการเบรกให้กับการโฆษณา 3 นาที 2 ครั้ง รวม 6 นาที บวกกับพักครึ่งอีก 10 นาที นั่นจะทำให้ 1 เกมเตะจะมีเวลาโฆษณาเพิ่มมากขึ้น 16 นาที เป็นอย่างน้อย ทุกอย่างมันเป็นธุรกิจที่แอบแฝงในเกมฟุตบอลไปหมดแล้ว
ฟีฟ่า ตั้งเป้ากับโมเดลฟุตบอลโลก ระบบ 48 ทีมไว้สูงถึงมากกว่า 9,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่ากำไรส่วนเพิ่มจะสูงกว่า 521 ล้านปอนด์
ขณะที่ฟีฟ่า ตั้งกรอบงบประมาณสำหรับเงินรางวัลสำหรับ 48 ทีมรวม 655 ล้านดอลลาร์ เพื่อดึงดูดใจและแบ่งสัดส่วนรายได้ก้อนโตให้กับสมาคมฟุตบอลแต่ละประเทศการดึงดูดสปอนเซอร์
การเพิ่มเป็น 48 ทีม เห็นได้ชัดว่าเป็นการลดลงของคุณภาพฟุตบอล สามารถอธิบายได้ด้วยการคำนวณความน่าจะเป็นอย่างง่ายๆ ในฟุตบอลโลกปี 1978 ที่มีทีมเข้าร่วม 16 ทีม อันดับเฉลี่ยของทีมต่างๆ อยู่ที่ 13 % แต่ในปี 2026 เมื่อจำนวนทีมเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า อันดับเฉลี่ยจะพุ่งสูงขึ้นเป็นมากกว่า 34 % การเพิ่มทีมที่มีอันดับต่ำกว่า ต่ำวรรณะกว่า ทำให้รอบแบ่งกลุ่มกลายเป็นแมตช์ที่ไม่สมดุล และไม่น่าสนใจ
แฟนบอลตัวจริงในรอบแบ่งกลุ่มประเภทคู่เตะแบบไก่กา ดวลกัน แทบไม่มีคนติดตาม ต้องรอรอบน็อกเอาต์ 32 ทีม หรือ 16 ทีมสุดท้าย ถึงจะได้ดูของจริงในศึกฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งนั่นไม่น่าใช่เรื่องที่ดีในแง่ของเรตติ้งที่ฟีฟ่ามองข้ามไปเพียงเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างมหาศาลกองอยู่ตรงหน้า
จะบอกว่าฟุตบอลโลก 2026 ยังน้อยไป ฟีฟ่า ยังมีไอเดียเพิ่มเป็น 64 ทีมอีกรอบในการแข่งขันอีก 4 ปีข้างหน้า 2030 ที่สเปน, โปรตุเกส, โมร็อกโก ร่วมกันเป็นเจ้าภาพเหมือนเดิม อีก 4 ปีเราอาจได้เห็นทีมฟุตบอลเกือบครึ่งโลกไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2030
คนฟุตบอลหลายๆ ทวีปต่างออกมาดาหน้าคัดค้านแนวคิดของฟีฟ่า แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ฟีฟ่าไม่สนใจ สนใจแต่เรื่องเกมเตะที่มากขึ้น เงินที่จะได้มากขึ้น
วิคเตอร์ มอนตาเกลียานี ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอเมริกา (คอนคาเคฟ) บอกว่า แม้โควต้าของแต่ละทวีปจะเพิ่มขึ้น แต่หลายชาติก็เห็นค้านกับระบบ 64 ทีม ไม่เชื่อว่า 64 ทีม เป็นแนวทางที่ถูกต้องสำหรับการแข่งขันหรือระบบนิเวศฟุตบอลโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นทีมชาติ การแข่งขันระดับสโมสร ลีก และผู้เล่น
อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) และ ชีค ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟาประธานสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) เห็นคล้ายกันว่า จำนวนทีม และเกมที่มากขึ้นอาจนำไปสู่ความวุ่นวาย และคุณภาพของฟุตบอลโลกอาจจะตกลงไป
ฟีฟ่า ต้องเหลี่ยวหลังมองหน้าคนฟุตบอลทั่วโลกให้ดีว่า ระบบ 48 ทีม หรือจะดันทุรังไปถึง 64 ทีมจะส่งผลดี ผลเสียอย่างไรต่อสังคมฟุตบอลของโลกใบนี้
การเอาผลประโยชน์มาวางตรงหน้าแล้วหาโมเดลมาใส่เพื่อไปให้ถึงเม็ดเงินที่กำหนดไว้ มันไม่ใช่แนวทางที่จะรักษาเอกลักษณ์และมนต์เสน่ห์ของฟุตบอลได้
ฟุตบอลโลกจะค่อยๆ เสื่อมมนต์ขลัง ไม่น่าสนใจอีกต่อไปหากฟีฟ่า ดันทุรังแบบนี้…




