เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 17.00 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สื่อมวลชน 6 สำนัก ได้แก่ Thai PBS, ช่อง 3, PPTV, ไทยรัฐ, มติชน และ THE STANDARD ร่วมจัดเวทีดีเบต ‘Think Tank Bangkok #ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ’
โดยมี 3 แคนดิเดต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ร่วมตอบคำถาม อนาคตกรุงเทพฯ เจาะลึกวิสัยทัศน์ทุกมิติ ทั้งปากท้อง ความปลอดภัย และการบริหารเมืองหลวง ได้แก่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 5 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ โจ หมายเลข 10 สังกัดพรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย นายกิตติ สิงหาปัด และ น.ส.กรุณา บัวคำศรี
พร้อมตัวแทนจากภาคประชาชน น.ส.นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ ผู้ประสานงาน BANGKOK CLIMATE ACTION WEEK, นายอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC-CEUS), นางสุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า, นายปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานครและแกนนำแรงงานนอกระบบ

ด้านตัวแทนจากพันธมิตรสื่อ ได้แก่ นายอุรชัย ศรแก้ว ผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์, นายชยพล มาลานิยม ผู้สื่อข่าวอาวุโส เดอะ สแตนดาร์ด, นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร หัวหน้าข่าว DIGITAL MEDIA ของมติชน, นายพุทธิฉัตร จินดาวงศ์ บรรณาธิการบริหารไทยรัฐออนไลน์ และน.ส.ปรารถนา พรมพิทักษ์ บรรณาธิการและผู้ประกาศข่าว
ในตอนหนึ่ง เมื่อ นายปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร และแกนนำแรงงานนอกระบบ แลกเปลี่ยนว่า 4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นการจัดระเบียบที่สวยงาม มีการปลูกต้นไม้ มีสวน แต่แลกมาด้วยชีวิตผู้ค้ากว่า 10,000 ราย อยากเห็นวิสัยทัศน์ของพ่อเมือง เพราะกว่า 40 % เป็นพ่อค้าแม่ค้า รวมถึง 40% เป็นประชากรแฝง ที่มาทำมาค้าขาย เป็นเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนเมือง ปัญหาหาบเร่แผงลอย นับจากนี้จะบาลานซ์อย่างไร ให้เมืองอยู่ได้ มีระเบียบ และคนไม่ด้อยโอกาส ?
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องของค้าขายหาบเร่แผงลอย นอกจากจะเป็นเรื่องของปากท้องของผู้ค้าแล้ว ยังเป็นเรื่องของค่าครองชีพของคนกรุงเทพฯ ด้วย ถ้ามาดูค่าข้าว ค่าอาหาร ในปี พ.ศ.2555 อาหารจานละประมาณ 30 บาท ปี พ.ศ.2569 14 ปีผ่านไป ขึ้นมาเป็นจานละ 65 บาท ขึ้นมา 110% ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 บาทขึ้นมาเป็น 400 บาท ขึ้นมา 33% เท่านั้น
“คนกรุงเทพฯ ยังต้องการเข้าถึงอาหารราคาไม่แพง อาหารราคาถูก นั่นคือแผงลอยต่างๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการค้าขาย ไม่ใช่เรื่องของการที่จะให้มีพื้นที่ค้าขายหรือไม่มีพื้นที่ค้าขาย มันคือการที่จะทำให้คนกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพที่ถูกและเข้าถึงได้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า หากตนเป็นผู้ว่า สิ่งหนึ่งที่ตนจะไม่ทำคือการไปไล่ที่และสัญญาว่าจะหาที่ใหม่ให้ แต่สุดท้ายโดนปล่อยไม่มีที่ค้าขาย
“สิ่งที่ผมจะทำก็คือการ ‘เพิ่มพื้นที่ค้าขาย’ ผมจะสร้างพื้นที่ค้าขายฟู้ดคอร์ตราคาไม่แพง ราคาถูกทั้งหมด 50 เขตทั่วกรุงเทพ หาพื้นที่มาจากไหนจะต้องมีทีมงานของ กทม. ในการไปสำรวจพื้นที่ และเราจะใช้ทั้งพื้นที่ของเอกชน มีการใช้สิทธิประโยชน์เรื่องภาษีที่ดิน ยกเว้นภาษีที่ดินให้กับเอกชนที่เข้าร่วมหรือมีตึกแถว ซึ่งเราพบว่ามีตึกแถวจำนวนมากที่ยังว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่เป็นของเอกชน
กทม.เข้าไปขอเช่าก็จะได้ค่าเช่าราคาถูกจากเอกชนด้วยที่เข้ามาร่วมโครงการ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ของรัฐหรือพื้นที่ของกทม.เองที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้ใช้ มาทำเป็นพื้นที่ค้าขาย สำหรับขายทั้ง ฟู้ดคอร์ตขายทั้งสินค้าต่าง ๆ ก็ได้ อันนี้คือแนวทางการทำพื้นที่ค้าขาย ” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นคือการจัดระบบ จัดระบบการจองระบบการทำบริหารพื้นที่ค้าขายสำหรับแผงลอย ว่าทำอย่างไรให้โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งทั้งหมด จำเป็นที่จะต้องรับฟัง ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยด้วย ในการที่จะออกความคิดเห็น ว่าควรจะจัดระบบอย่างไร นั่นคือสิ่งสำคัญที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ค้าที่มีส่วนได้ ส่วนเสียโดยตรง
“เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง ‘ส่วยเทศกิจ’ ในยุคของผมจะต้องไม่มีเรื่องของส่วยเทศกิจแน่นอน นอกจาก จะทำระบบให้โปร่งใสแล้ว เทศกิจยังต้องติดBody Camera ในการทำงาน ต้องมีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมาใช้ เพื่อตรวจสอบการทำงานของเทศกิจได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ มีพื้นที่ค้าขายเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องจ่ายส่วย และทำให้คนกรุงเทพเข้าถึงอาหารที่ทำให้คนที่ทําให้ค่าครองชีพลดลงได้” นายชัยวัฒน์ กล่าว
เมื่อพิธีกรถามว่า ตอนนี้มีส่วยอยู่เหรอ นายชัยวัฒน์ตอบว่า “รู้กันอยู่ อย่างที่เห็นข่าวออกมา อาจารย์ก็ออกมายอมรับอยู่นะ”

ด้าน นายอนุชา กล่าวว่า ต้องเรียนอย่างนี้ว่า หาบเร่แผงลอยคงยังต้องอยู่กับกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นเสน่ห์ เราไปพูดถึงเรื่องสิ่งที่วันนี้ไม่ใช่เฉพาะชาวต่างชาติอย่างเดียว คนไทยเองเขาก็ยังอยากให้มีสตรีทฟู้ด แต่ทำอย่างไรที่เราจะอยู่ร่วมกัน
“แน่นอน ถ้าเราอาจจะไปแบบเอ็กซ์ตรีมเลย ถึงเวลาต้องจัดระเบียบทั้งหมด ดีไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากมากรุงเทพฯ เพราะเสน่ห์มันไม่มี แต่เราก็ต้องสามารถที่จะอยู่ได้ โดยที่เรียกว่าคนเดินเท้าเขาก็ไม่ได้เกิดปัญหาที่เขาจะต้องลงไปเดินบนถนนเพราะฉะนั้น แต่ละที่ไม่ได้เอาปัญหาเดียวไปแก้ปัญหาทั้งหมดทั่วกรุงเทพฯ เราคงจะต้องจัดเป็นถนน แต่ละถนน กรุงเทพฯ ชั้นในเป็นอย่างไร ชั้นกลางเป็นอย่างไร ชั้นนอกเป็นอย่างไร” นายอนุชา กล่าว
นายอนุชา กล่าวต่อว่า ต้องมาดูว่าถ้าเกิดเป็นกรุงเทพฯ ชั้นใน ฟุตปาธขนาดนี้เราอาจจะต้องให้คนเดินได้กี่เมตร และมันเหลือเท่าไหร่ และตีเส้นกันไปเลย แล้วห้ามล้ำ
“ถ้าเกิดว่าคุณเอากระทะใหญ่ๆ มาวางไว้ คุณก็ต้องเปลี่ยนกระทะ จะเอาแบบของเดิมมาไม่ได้ ต้องไปเปลี่ยนมา หรือจะเอาเป็นซุ้มอาหาร ถึงเอาโต๊ะ เอาเก้าอี้มาให้คนนั่ง ต้องมาต่อโต๊ะ มาต่ออะไรก็ไม่ได้ ต้องชัดเจน ตรงนี้ต้องคุยกันระหว่างเรื่องของสำนักงานเขต เส้นไหนเป็นอย่างไร หนองจอก สุขุมวิท พูดเป็นเรื่องเดียวกันมันไม่ได้อยู่แล้ว” นายอนุชา กล่าว
นายอนุชา กล่าวต่อว่า อีกเรื่องหนึ่ง คือ ลงทะเบียนกันให้ชัดเจน เอาเทคโนโลยี เอา QR Code มาดูเลยว่าวันนี้ต้องให้ผู้ที่มีรายได้น้อยจริงๆ ต้องให้เขาลงทะเบียนเลยว่าผู้ที่มีรายได้น้อยเท่าไหร่
“ผมเคยมีประสบการณ์ เป็น ส.ส. คลองเตย เคยจัดระเบียบตรงสุขุมวิท 38 เพราะฉะนั้นใครที่เที่ยวตึกแถวทองหล่อ เอกมัย คงนึกออกหลังเที่ยงคืนรู้เลยว่าต้องไปแถวนั้น ผมก็พยายามไปพูดคุยในฐานะที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่ ผมก็จัดเลยคุณขายอย่างไร อาชีพอะไร จะไปตรงนั้นได้ไหม คุณยายเข้าไปอยู่ศูนย์อาหาร ที่ยกตัวอย่าง เวสต์เกต เอกมัย ทองหล่อ อะไรตรงไหน ยังไงได้บ้างบางคนเขาขายจนเขาได้เงินเป็นล้าน ก็บอกว่าพี่ขอเถอะ พี่ไปหาเช่าห้องแถวได้ไหม แล้วก็ไปอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวคุณค้าขายต่อไป ถ้าของมันอร่อยจริง เดี๋ยวไปโปรโมตกัน แล้วย้ายไปอยู่ตรงโน้น เดี๋ยวผมแปะป้ายให้ ผมจะโปรโมตทำให้ทั้งหมด แล้วก็จริงๆ ด้วย มีเจ้าหนึ่งขายโจ๊กหมู ตอนนี้เข้าไปอยู่ในห้องแถว เขาก็ขอบคุณ ส.ส. ตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้ว ที่ทำให้เขาคิดได้ว่าเขาต้องเซฟเงิน เพื่อที่จะไปเซ้ง และวันนี้เขามีห้องแถวเป็นของตัวเองแล้ว” นายอนุชากล่าว
นายอนุชา กล่าวต่อว่า นอกจากผู้มีรายได้น้อยแล้ว ต้องห้ามคนต่างด้าว บางคนลงทะเบียนเสร็จ ไปเช่าช่วงต่อ คนต่างด้าวก็มาขาย ตรงนี้ก็ไม่ได้แน่นอนตรงนี้ต้องไม่เกิดขึ้นในช่วงที่เป็นผู้ว่าฯ แน่นอน จัดเวลาให้เหมาะสมด้วย ไม่ใช่ว่าใครขายทั้งวันทั้งคืน แล้วก็เอาผู้ค้ามาคุยกับคนที่มาเดินตรงนั้นด้วย ชุมชนเป็นอย่างไร ตรอกซอกซอยเป็นอย่างไร ผอ.เขตเป็นอย่างไร คุยกันให้มันเป็นโซน เป็นจุด เป็นถนนไปเลย แล้วเราก็จะจัดระเบียบกันตรงนี้






