KBTG ชี้ AI ผ่านช่วงทดลองแล้ว ต่อไปองค์กรต้องพิสูจน์ว่าจะสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างไร

หากเมื่อ 2-3 ปีก่อน หลายองค์กรยังตั้งคำถามว่าจะนำ AI ไปใช้อะไรได้บ้าง วันนี้คำถามเปลี่ยนไปแล้ว เพราะเมื่อ AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่ทุกองค์กรเข้าถึงได้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อคือ การลงทุนเหล่านั้นสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงหรือไม่

คำถามนี้เป็นหัวใจของงาน ‘KBTG Roundtable 2026’ ที่ผู้บริหาร 3 คนร่วมถ่ายทอดมุมมองว่า องค์กรกำลังเดินจากยุค ‘ทดลองใช้ AI’ ไปสู่ยุคที่ต้องเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยมีทั้งคน กระบวนการ และความปลอดภัยเป็นองค์ประกอบสำคัญ

AI ต้องสร้างผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ผ่านช่วงทดลอง

‘วรนุช เดชะไกศยะ’ Executive Chairman KBTG มองว่า การเติบโตของเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ความเร็วในการพัฒนา โดยเฉพาะ AI ที่ก้าวจากช่วงทดลองสู่การใช้งานจริงเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

นั่นหมายความว่า แม้หลายธุรกิจจะชะลอการลงทุนในช่วงโควิด-19 แต่เม็ดเงินด้านเทคโนโลยีกลับไม่เคยหยุดเติบโต ทั้งด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ซอฟท์แวร์ และบริการไอที ขณะที่ KBank เองก็ยังเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ และการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของระบบ

ในอีกด้านหนึ่ง แม้หลายเทคโนโลยีเริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตที่ช้าลง แต่ AI และดาต้ากลับยังอยู่ในช่วงเร่งตัว ‘วรนุช’ ยอมรับว่า เมื่อปีก่อนหลายองค์กรยังตั้งคำถามว่าจะนำ Generative AI มาใช้จริงได้เมื่อไร แต่เพียงไม่นาน เทคโนโลยีก็พัฒนาเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ และวันนี้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่องค์กรแทบทุกแห่งต้องเรียนรู้และใช้งาน

ในมุมของ KBTG การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับเทคโนโลยี แต่ยังสอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจธนาคาร ทั้งจำนวนผู้ใช้งานดิจิทัล ปริมาณธุรกรรมบนแอป K PLUS และการขยายธุรกิจไปยังหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือฮ่องกง ซึ่งล้วนทำให้ระบบเทคโนโลยีต้องรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘วรนุช’ อธิบายว่า ยิ่งธุรกิจพึ่งพาช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ความเสถียรของระบบก็ยิ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญ หากในอดีตการให้บริการผ่านสาขายังเป็นช่องทางหลัก ปัจจุบันการหยุดชะงักของระบบออนไลน์เพียงไม่กี่นาทีก็อาจสร้างผลกระทบต่อธุรกรรมจำนวนมหาศาล และกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้าโดยตรง

ด้วยเหตุนี้ KBTG จึงยังคงวาง 3 เรื่องเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การทำให้ระบบมีเสถียรภาพและพร้อมให้บริการตลอดเวลา การลงทุนด้าน Cybersecurity เพื่อรับมือภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น และการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีให้ชัดเจน

ทุกปี KBank ลงทุนด้านไอทีมากกว่า 15,000 ล้านบาท คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ลงทุนเท่าไร แต่คือเม็ดเงินเหล่านั้นสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้อย่างไร

สำหรับ KBTG การลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงไม่ได้หมายถึงการซื้อเครื่องมือใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงระบบเดิม ลดต้นทุนในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับผลิตภาพของทั้งองค์กร

‘วรนุช’ เล่าย้อนถึงการเดินทางของ KBTG ตั้งแต่ปี 2016 ที่เริ่มดึงงานด้านเทคโนโลยีกลับมาพัฒนาภายในองค์กร จากเดิมที่พึ่งพาการจ้างผู้ให้บริการภายนอก ก่อนจะขยายบทบาทจากการเป็นหน่วยสนับสนุนด้านไอทีของธนาคาร ไปสู่การสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทีมงานในต่างประเทศ การลงทุนด้านข้อมูล และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตในระยะยาว

เมื่อเข้าสู่ปี 2024-2025 องค์กรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทดลอง AI ผ่านการทำ Proof of Concept และทดสอบการใช้งานในหลายรูปแบบ แต่ในปี 2026 เป้าหมายได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

“หมดคำถามแล้วว่าจะเอา AI มาทำอะไร แต่ต้องตอบให้ได้ว่าจะใช้ AI สร้าง Business Value อย่างไร”

ประโยคสั้นๆ นี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรได้ชัดเจน ‘วรนุช’ ระบุว่า AI จะถูกผสานเข้าไปในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การพัฒนาซอฟท์แวร์ การปฏิบัติการด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบ โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพของแต่ละงาน แต่เพื่อยกระดับทั้งกระบวนการทำงานขององค์กร

แต่สำหรับ KBTG เธอมองว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงเป็น ‘คน’ มากกว่าเทคโนโลยี องค์กรจึงเดินหน้าสร้าง AI Literacy ให้กับพนักงานทุกคน ควบคู่กับการผลักดันองค์กรสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) ผ่านการลงทุนด้านแพลตฟอร์มข้อมูล การฝึกอบรม การจัด Hackathon และการเปิดพื้นที่ให้พนักงานทดลองสร้าง AI Use Case ของตัวเอง

‘วรนุช’ ยืนยันชัดว่า “AI ไม่ใช่ Expense แต่คือ Investment” พร้อมย้ำว่า คุณค่าของ AI จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรมีทั้งคน กระบวนการ และโครงสร้างที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง

องค์กรจะเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร

แต่การลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่า AI จะสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริง

‘ดร. ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล’ Managing Director KBTG อธิบายว่า หากปีที่ผ่านมาเป็นยุคของ AI Copilot ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปี 2026 คือช่วงเวลาที่องค์กรต้องตอบคำถามเรื่อง AI ROI หรือ ‘ผลตอบแทน’ จากการลงทุนอย่างจริงจัง

KBTG จึงยังคงยึดแนวคิด Human-First, AI-First โดยมองว่า AI มีหน้าที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่เข้ามาแทนที่มนุษย์ ขณะเดียวกัน ทุกโครงการ AI จะต้องสามารถอธิบายได้ว่าจะสร้างคุณค่าอะไร และวัดผลความสำเร็จอย่างไร

‘ทัดพงศ์’ อธิบายว่า คุณค่าของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดต้นทุน แต่ยังรวมถึงการเพิ่มรายได้ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และการลดความเสี่ยงขององค์กร ดังนั้นก่อนเริ่มทุกโครงการ KBTG จะกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร และจะวัดผลด้วยตัวชี้วัดใด

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการนำ AI ไปยกระดับ ‘กระบวนการ’ มากกว่าการช่วยทำ ‘งาน’ เป็นรายจุด ตัวอย่างคือการพัฒนา ‘AI-SDLC’ ที่นำ AI Agent เข้ามาช่วยตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการ ออกแบบระบบ เขียนโปรแกรม ทดสอบ ไปจนถึงการนำระบบขึ้นใช้งาน โดยยังมี ‘มนุษย์’ ทำหน้าที่กำกับในทุกขั้นตอน

แนวทางดังกล่าวช่วยให้ปีที่ผ่านมา KBTG เพิ่มผลิตภาพของทีมไอทีได้ประมาณ 8% หรือคิดเป็นมูลค่าที่หลีกเลี่ยงต้นทุนได้ราว 200 ล้านบาท และปีนี้องค์กรตั้งเป้ายกระดับตัวเลขดังกล่าวเป็น 15%

‘ทัดพงศ์’ เล่าเพิ่มว่า คุณค่าของ AI ไม่ควรถูกวัดด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียว เพราะบางโครงการอาจสร้างผลลัพธ์ในรูปของอัตราการอนุมัติสินเชื่อที่ดีขึ้น อัตราหนี้เสียที่ลดลง หรือประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น ซึ่งล้วนเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจเช่นเดียวกัน

เมื่อถูกถามว่าอะไรคืออุปสรรคสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กร AI คำตอบของเขาคือ “คน”

แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่การปรับตัวของคนต้องอาศัยเวลา การ Reskill และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดสำหรับทุกองค์กร

องค์กรจะทำให้ AI ปลอดภัย และใช้งานอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

แต่ยิ่ง AI เข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการมากขึ้น ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม

‘ชัชวัฒน์ อัศวรักวงศ์’ Vice Chairman & Group CISO KBTG มองว่า ปัจจุบันภัยคุกคามไม่ได้มาจากองค์กรที่ใช้ AI เพียงฝ่ายเดียว เพราะผู้ไม่หวังดีก็ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอีเมลฟิชชิงที่แนบเนียนขึ้น การใช้ Deepfake ปลอมแปลงตัวตน หรือการค้นหาช่องโหว่ของระบบได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้ KBTG จึงแบ่งแนวทางด้าน AI Security ออกเป็นสองด้าน ได้แก่ ‘Cybersecurity for AI’ หรือการทำให้การใช้งานและการพัฒนา AI มีความปลอดภัย และ ‘AI for Cybersecurity’ ซึ่งเป็นการนำ AI มาใช้เสริมศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร

ในด้านแรก KBTG มีทั้งนโยบาย Responsible AI การกำหนดแนวปฏิบัติในการใช้งาน การป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหล การทำ AI Red Teaming และการทดสอบความปลอดภัยของโมเดลอย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง องค์กรก็นำ AI มาช่วยประเมินความเสี่ยง ตรวจจับช่องโหว่ วิเคราะห์ภัยคุกคาม และทำงานซ้ำๆ ด้าน Cybersecurity เพื่อให้ตอบสนองต่อการโจมตีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อีกประเด็นที่ ‘ชัชวัฒน์’ ให้ความสำคัญคือ ‘Quantum Computing’ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบเข้ารหัสในช่วงปี 2030 หากเทคโนโลยีพัฒนาไปถึงจุดนั้น ระบบเข้ารหัสแบบ Public Key Encryption ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจถูกถอดรหัสได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

เพราะหากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธนาคาร แต่รวมถึงการสื่อสารและการทำธุรกรรมออนไลน์ทั่วโลก

KBTG จึงเริ่มวางแผนรองรับมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าย้ายระบบสำคัญไปสู่มาตรฐาน Post-Quantum Cryptography ให้แล้วเสร็จก่อนปี 2029 พร้อมสำรวจระบบทั้งหมดเพื่อจัดลำดับความสำคัญของการปรับเปลี่ยน และออกแบบโครงสร้างที่สามารถเปลี่ยนวิธีเข้ารหัสได้อย่างรวดเร็วเมื่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยเปลี่ยนแปลง

‘ชัชวัฒน์’ เสริมว่า การเตรียมพร้อมรับยุค Quantum ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่ยังต้องเตรียมบุคลากรให้เข้าใจระบบเข้ารหัส รู้ตำแหน่งของสินทรัพย์ดิจิทัล และสามารถปรับเปลี่ยนมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า ‘Crypto-agility’

AI ไม่ใช่คำตอบ แต่การใช้ให้เกิดคุณค่าคือความได้เปรียบ

สิ่งที่ทั้ง 3 ผู้บริหาร KBTG สะท้อนตรงกันคือ AI ก้าวพ้นช่วงของการทดลองแล้ว และกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ 

เมื่อ AI ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป ความได้เปรียบขององค์กรจึงไม่ได้อยู่ที่การมี AI ก่อนใคร แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถเปลี่ยน AI ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และยั่งยืนกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา