เด็กไทย ‘พัฒนาการต่ำ’ บกพร่องภาษา-เสี่ยงออทิสติกเทียม เพราะพ่อแม่ทิ้งไว้กับจอ เสพแต่สื่อ ‘คุณภาพต่ำ’ ตั้งแต่ยังเป็นทารก

ประเทศไทยจะเจริญได้อย่างไร หาก ‘เด็กไทย’ ยังบกพร่องทางพัฒนาการ?

Children social media

“เด็กคืออนาคตของชาติ” เป็นคติพจน์ที่ถูกใช้ในไทยมานานหลายทศวรรษ ซึ่งถ้าบ้านเราปฏิบัติตามอย่างที่พูดจริงๆ คงทุ่มเทให้กับการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่มากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ หรือ ‘สภาพัฒน์’ พบว่า Gen Alpha (เกิด 2553-2567) และ Gen Beta (เกิด 2568 เป็นต้นไป) ในไทยมีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

แม้กรมอนามัยจะระบุว่า เด็กไทยมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจาก 73.4% ในปี 2553 เป็น 81.6% ในปี 2568 แต่นั่นก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 85 อยู่ดี

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาที่ผู้ปกครองหรือคุณครูควรกังวลเท่านั้น เพราะหากเด็กๆ ยังมีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาคุณภาพแรงงานในอนาคตเช่นกัน

เด็กไทยเสี่ยงเป็นออทิสติกเทียม เพราะใช้จอตั้งแต่อายุยังน้อย

เมื่อกรมอนามัยลงไปสำรวจกลุ่มเด็กไทยที่สงสัยว่าจะมีปัญหาทางพัฒนาการ ก็พบว่า 75.3% มีพัฒนาการล่าช้าด้านการใช้ภาษา และ 61.3% มีพัฒนาการล่าช้าด้านการเข้าใจภาษา

สภาพัฒน์กล่าวว่า พัฒนาการทั้งสองด้านนี้คือรากฐานสำคัญของการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งหากเด็กไทยยังมีพฤติกรรมอื่นๆ เช่น ไม่ค่อยสบตา หรือตอบโต้น้อย ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเป็น ‘ภาวะออทิสติกเทียม’ 

จากนิยามโดยโรงพยาบาลเปาโล ออทิสติกเทียมคือภาวะที่เด็กขาดการกระตุ้นในการสื่อสารสองทาง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าทางการสื่อสารและพัฒนาการทางสังคม 

หลักๆ แล้ว เด็กที่เป็นออทิสติกเทียมมักเกิดจากการที่ผู้ปกครองปล่อยปะละเลย หรือไม่คุยเล่นด้วย ซึ่งงานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การใช้สื่อดิจิทัลตั้งแต่วัยทารก ยังมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการล่าช้าและพฤติกรรมดังกล่าว

หากมามองพฤติกรรมการใช้สื่อของเด็กปฐมวัยในไทยเอง ในปี 2565 ‘สำนักงานสถิติแห่งชาติ’ เผยว่า เด็กไทยเริ่มใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่อายุยังน้อย และใช้เวลาหน้าจอเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ โดย

  • วัย 0-1 ปี: 27% เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 44% ใช้เวลาเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
  • วัย 2-4 ปี: 80.4% เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 72.6% ใช้เวลาเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน

เด็กไทยใช้จอไม่พอ ยังเสพแต่สื่อคุณภาพต่ำด้วย

การที่เด็กไทยวัยต่ำกว่า 5 ปีใช้เวลากับจอนานกว่ามาตรฐานเช่นนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเข้าถึงเนื้อหาไม่เหมาะสมด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการโดยตรง

จากการศึกษาในปี 2566 โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของเด็กปฐมวัยไทย มีภาวะบกพร่องด้านความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม

ปัญหานี้มีความสอดคล้องกับการรับชมสื่อคุณภาพต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ รายการหรือแอปพลิเคชันที่มีจังหวะเร็วหรือรุนแรง ไปจนถึงสื่อสำหรับผู้ใหญ่

ขณะเดียวกัน งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งยังระบุว่า เด็กไทยวัย 6-12 ปีที่ใช้สื่อวิดีโอสั้น เช่น TikTok, YouTube Shorts และ Reels เป็นประจำ มีแนวโน้มจะสมาธิสั้นสูงด้วย

สภาพัฒน์กล่าวว่า ตามหลักแล้ว สมองส่วนหน้าของมนุษย์มีหน้าที่ควบคุมสมาธิกับการยับยั้งชั่งใจ แต่ด้วยวัยที่ยังเด็กมาก สมองส่วนนั้นจึงยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว

อย่าโทษแค่จอ เพราะปัญหาก็เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่เลี้ยงดูด้วย

children

ทั้งนี้ จะโทษแค่จอก็ไม่ได้ เพราะสภาพัฒน์มองว่า ปัญหาพัฒนาการของเด็กไทยยังเกิดจากการที่ผู้ปกครองไม่กำกับดูแลบุตรหลานด้วย

จากข้อมูลปี 2566 พบว่า ราว 26.5% ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี อาศัยอยู่กับผู้สูงวัยเป็นหลัก ส่งผลให้อาจไม่สามารถดูแลเยาวชนที่มีพลังงานสูง หรือต้องการกระตุ้นพัฒนาการอย่างใกล้ชิดได้เต็มที่

กลับกัน อุปกรณ์ดิจิทัล เช่น โทรทัศน์ มือถือ คอมพิวเตอร์ และสื่อรูปแบบอื่นๆ ถูกนำมาใช้เป็นพี่เลี้ยงดูแลบุตรหลาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า โลกดิจิทัลไม่ใช่สิ่งที่ประชากรสูงวัยเชี่ยวชาญเท่าไร

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเด็กไทยวัยต่ำกว่า 15 ปี ถูกเลี้ยงดูโดยผู้สูงวัยที่ขาดความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล จึงเป็นเหตุให้เยาวชนไทยไม่ได้รับการคัดกรองเนื้อหาและกำกับดูแลการใช้สื่ออย่างเหมาะสมเท่าที่ควร

ประเทศโลกที่ 1 มีแนวทางการเลี้ยงลูกควบคู่ไปกับโลกดิจิทัลเป็นตัวอย่าง

สินเชื่อ

แม้เด็กยุคนี้จะต้องเติบโตมากับเทคโนโลยีอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่มันควรอยู่ในขอบเขตการเลี้ยงดูที่สอดคล้องกับวัยด้วย ซึ่งในต่างประเทศก็มีแนวทางที่หลากหลายในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ควบคู่กับสื่อดิจิทัล เช่น

  1. สิงคโปร์: กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ได้ให้คำแนะนำการใช้จอกับเด็ก โดยคำนึงถึงพัฒนาการตามช่วงวัยดังนี้ 
  • ต่ำกว่า 18 เดือน: เลี่ยงการใช้จอทุกประเภท ยกเว้นวิดีโอคอล แต่ควรมีผู้ปกครองอยู่ด้วยตลอดเวลา
  • 18 เดือน – 6 ปี: ใช้จอได้ ภายใต้กรอบเนื้อหาที่เหมาะกับวัย และมีสมาชิกในครอบครัวร่วมรับชม คอยอธิบายเนื้อหา แต่ไม่ควรใช้เวลาหน้าจอเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือระหว่างรับประทานอาหาร
  • 7 – 12 ปี: ควรใช้สื่อหน้าจอไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ยกเว้นเพื่อการเรียน และเลี่ยงการใช้สื่อระหว่างมื้ออาหาร หรือภายใน 1 ชั่วโมงก่อนนอน
  1. ญี่ปุ่น: คุ้มครองเยาวชนในโลกออนไลน์ ผ่านแนวคิดที่มุ่งเน้นการออกแบบเทคโนโลยีให้ปลอดภัยกับเด็กตั้งแต่ต้นทาง โดยมีรัฐบาลเป็นคนกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้ให้บริการสื่อดิจิทัลมีระบบคัดกรองเนื้อหา รวมถึงเครื่องมือควบคุมที่ติดตั้งมาพร้อมอุปกรณ์หรือบริการด้วย
  1. สหราชอาณาจักร: คุ้มครองเยาวชนในโลกออนไลน์ผ่านการออกกฎหมายให้ผู้บริการแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของเด็ก รวมถึงออกแนวทางให้โรงเรียนจำกัดการใช้มือถือระหว่างเวลาเรียน

จริงๆ แล้ว ประเทศไทยก็มีแนวทางการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ตามคู่มือมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน แต่สภาพัฒน์มองว่า ผู้ดูแลเด็กบางส่วนยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากคู่มือนี้ได้เต็มที่ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้าใจเนื้อหากับข้อปฏิบัติที่มีลักษณะเชิงวิชาการ

ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยไม่อยากเผชิญปัญหาคุณภาพแรงงานในระยะยาว ก็ควรเร่งกำหนดนโยบายเพื่อกำกับการใช้สื่อและพัฒนาการของเด็กให้เหมาะสมกับบริบทครอบครัวไทยได้แล้ว มิเช่นนั้น วาทกรรมที่ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” อาจไม่ใช่อนาคตที่สวยงามเท่าไร

ที่มา: สภาพัฒน์, โรงพยาบาลเปาโล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา