
กฎหมาย Super License หรือร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ…. เหลือเพียงขั้นตอนในการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้
และเมื่อกฎหมาย Super License บังคับใช้แล้ว การขอใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจจะสะดวกขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
เพราะเพียงแค่ขอ “ใบอนุญาตหลัก” เพียงใบเดียวก็สามารถประกอบธุรกิจได้ ไม่ต้องขออนุญาตหลายใบอย่างที่ผ่านมา
แต่ทว่ากฎหมาย Super License เป็นมหากาพย์ลากยาว 12 ปี 4 รัฐบาล ตั้งแต่ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาถึงยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นกฎหมายที่มีการ “ต่อยอด” พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
โดยกฎหมายอำนวยความสะดวกในยุค พล.อ.ประยุทธ์สร้างขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการทำงานของรัฐบาล เพื่อลดขั้นตอน ยุติความล่าช้า และขจัดความยุ่งยากในการติดต่อราชการของประชาชน เพื่อให้การขอใบอนุญาตมีความรวดเร็วขึ้น แต่ยังมีอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย และยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของระบบราชการให้มาบูรณาการร่วมกันได้
“ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล เล่าที่มาของกฎหมาย Super License ว่า
เริ่มจากที่สำนักงานกฤษฎีกาตั้งเรื่องดังกล่าวในช่วงปี 2557 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ขณะนั้นดำรงตนตำแหน่งรองเลขาธิการกฤษฎีกา ได้หารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น จากนั้นตนได้เข้าไปนำเสนอแก่รัฐบาล เมื่อรัฐบาลรับเรื่องมอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่เป็นหน่วยงานหลักนำไปดำเนินการ และทำให้กฎหมายพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ฉบับแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 โดยหัวใจของกฎหมายอำนวยความสะดวกปี 2558 เพื่อให้การขอใบอนุญาตมีความรวดเร็วขึ้น และเป็นการควบคุมการทุจริตคอร์รัปชั่นไปในตัว
ใช้เวลา 10 ปีตั้งไข่
สำหรับการบังคับใช้กฎหมายอำนวยความสะดวกฯ ช่วง 2558-2569 ช่วงแรกยอมรับว่าไม่ค่อยดีนัก เพราะผู้คน หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ค่อยเข้าใจ ทำให้กฤษฎีกาต้องเดินสายอธิบาย และตนย้ายไปอยู่ ก.พ.ร. เป็นเลขาธิการเพื่อดำเนินการในส่วนนี้
อย่างไรก็ตามจากที่ดำเนินการมาประมาณ 10 ปี ได้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เปลี่ยนโดยทันที เพราะการจะไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของหน่วยราชการและประชาชนที่ดำเนินการมานานเกือบ 100 ปีไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยทันที
ฉะนั้นส่วนตัวจึงมองว่าการขออนุญาตต่าง ๆ ดีกว่าในอดีตมาก อ้างอิงจากผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชน รวมถึงเรื่องการร้องเรียนก็ลดลง แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้
จึงเป็นที่มาให้มีการปรับปรุงกฎหมาย Super License ฉบับนี้ในปี 2569 เพราะมองว่าหลายปัจจัยสามารถทำได้ อาทิ เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความพร้อม ประชาชนคุ้นเคยกับเทคโนโลยี และทุกคนคาดหวังต้องการให้มีระบบนี้ (ขออนุญาตจุดเดียว ครอบคลุมทั้งระบบ) จึงมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ขึ้น และเพื่อให้การขออนุญาตต่าง ๆ เป็นแบบ Super License
Super License ปฏิวัติระบบราชการ
ทั้งนี้สำหรับไฮไลต์กฎหมาย Super License ที่น่าสนใจที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการ “ปฏิวัติระบบราชการ” อาทิ มาตรา 8 กำหนดให้ “หน่วยงานของรัฐ” พึงพัฒนาระบบการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการประชาชนให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยใช้ “เทคโนโลยี” ที่เหมาะสมกับสภาพกาล
หน่วยงานของรัฐ ผู้อนุญาต และเจ้าหน้าที่ของรัฐ พึงตระหนักว่าประชาชนเป็น “ประธานแห่งสิทธิ” ที่จะได้รับบริการจากรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ “ต้องร่วมมือและช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่” เพื่อให้การพิจารณาอนุญาตและการให้บริการประชาชน รวมทั้งงานอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด เพื่อความผาสุกของประชาชนโดยรวม
“รวมตลอดทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีศักยภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต และทัศนคติในการเป็นผู้ให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ไม่สร้างภาระและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”
มาตรา 9 ใจความว่า หากหน่วยงานไหนที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน ให้ตกลงกันว่าหน่วยไหนจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยมี ก.พ.ร.เป็นเจ้าภาพ หากที่สุดตกลงกันไม่ได้ให้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วินิจฉัย
มาตรา 11 ระบุถึงการออกหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ในการขอรับอนุญาต หรือขอรับบริการ หน่วยงานของรัฐ ต้องคำนึงถึง “ความสะดวกและรวดเร็วที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ” และ “สร้างภาระแก่ประชาชนน้อยที่สุด”
ต้องไม่กำหนดให้ประชาชนแสดงหรือส่งมอบเอกสารต้นฉบับ หรือสำเนาเอกสารใดที่หน่วยงานของรัฐนั้นเป็นผู้ออก หรือมีเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารนั้นอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐนั้นอยู่แล้ว และเอกสารที่เชื่อมโยงจากศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ยกเว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ขณะที่หมวด 2 การยื่นคำขอและการอนุญาตนั้น ในมาตรา 14 กำหนดให้ผู้อนุญาต “คู่มือ” สำหรับประชาชน โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำขอ ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ ขั้นตอน และระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต รายการเอกสารที่จะต้องยื่นมาพร้อมกับคำขอ
แนวทางการใช้ดุลพินิจโดยต้องกำหนดให้สามารถยื่นคำขอและเอกสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์
มาตรา Super License
มาตรา 21 ในกรณีที่การประกอบกิจการหรือการดำเนินการของประชาชนในกิจการใดจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้อนุญาตหลายรายหรือหลายกระบวนงาน จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มี “ใบอนุญาตหลัก” และ “ใบอนุญาตรอง” ของกิจการนั้นก็ได้
ผู้ใดได้รับใบอนุญาตหลักของกิจการใด ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับใบอนุญาตรองของกิจการนั้นตามกฎหมาย ว่าด้วยการอนุญาตนั้นด้วยแล้ว โดยไม่ต้องยื่นคำขออนุญาตใหม่อีก และให้ระบุการได้รับอนุญาตสำหรับใบอนุญาตรองให้ชัดแจ้งไว้ในใบอนุญาตหลักดังกล่าวด้วย
ในมาตรานี้ “ใบอนุญาตหลัก” หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ หรือให้ดำเนินการในกิจการที่โดยทั่วไปแล้วจะมีการประกอบกิจการหรือดำเนินการที่เป็นใบอนุญาตรองด้วย และ “ใบอนุญาตรอง” หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการหรือให้ดำเนินการที่โดยทั่วไปแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบกิจการหรือการดำเนินการที่เป็นใบอนุญาตหลัก
ตั้งศูนย์รับคำขอกลาง
ส่วนหมวด 5 ศูนย์รับคำขอกลาง มาตรา 30 เพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ให้คณะรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของสำนักงาน ก.พ.ร.จัดให้มีศูนย์รับคำขอกลางขึ้นในหน่วยงานของรัฐตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยดำเนินการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับคำขอต่าง ๆ ตามกฎหมาย
และมาตรา 32 ให้ศูนย์รับคำขอกลางมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1.รับคำขอและค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใด รวมตลอดทั้งคำอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น 2.ให้ข้อมูล ชี้แจง และแนะนำผู้ยื่นคำขอหรือประชาชนให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต ขอรับเงิน ขอรับสวัสดิการ หรือขอรับบริการ รวมตลอดทั้งความจำเป็นในการยื่นคำขออื่นใดที่จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายในการประกอบกิจการ หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด
3.ส่งคำขอ หรือคำอุทธรณ์ที่ได้รับจากผู้ยื่นคำขอ หรือผู้ยื่นคำอุทธรณ์ พร้อมทั้งเอกสาร หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และคอยติดตามเร่งรัดหน่วยงานของรัฐดังกล่าว เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
สร้างบรรยากาศน่าลงทุน
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายรัฐบาลเชื่อว่า เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะช่วยลดภาระและขั้นตอนของราชการ อาทิ 1.การให้บริการประชาชนจะเร็วขึ้น 2.การบริการภาครัฐจะเชื่อมโยงกันมากขึ้น 3.มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคราชการมากขึ้น ทำให้ระบบราชการเปลี่ยนโฉมไป และจะทำให้การปฏิบัติงานของภาครัฐมีความโปร่งใส เพราะราชการจะใช้ดุลพินิจให้น้อยลง และนำระบบเทคโนโลยีมาทำงานให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้การทุจริตลดลง ทำให้ประเทศไทยมีบรรยากาศน่าลงทุน ทำให้ต่างชาติมีความมั่นใจไม่ต้องกังวลเสี่ยงเรื่องเผชิญการทุจริต
“เมื่อไหร่ที่ประชาชนไม่เชื่อภาครัฐ ก็เปรียบเหมือนตลาดทุนที่ไม่มีใครมาลงทุน ประเทศก็จะวุ่นวาย ฉะนั้นถ้าระบบนี้เกิดก็จะทำให้ต่อยอดไปยังอย่างอื่นได้ง่าย วันนี้ไม่ใช่เวลามานั่งทะเลาะกัน” นายปกรณ์เปรียบ





