
เท้ง ชี้สนาม กทม. คือฝันใหญ่ ปชน. ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน-รื้อระบบงบแสนล้าน
ณัฐพงษ์ ชี้เลือกตั้งสนาม กทม.คือฝันใหญ่ของ ปชน. ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน เลือก ‘ดร.โจ-สก.’ แก้ส่วย รื้อระบบงบแสนล้าน เหน็บใช้ดิจิทัลมากกว่า Traffy Fondue
พรรคประชาชนจัดกิจกรรม “เมืองแคร์คน Policy Fest” โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในหัวข้อ “ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น” ว่า การทำงานของพวกเราตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การฝันให้ใหญ่” ยกตัวอย่างประโยคสั้น ๆ ที่เราอาจจะยังทำไม่สำเร็จคือ “ทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน”
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เรายังมีความฝันใหญ่หลายเรื่องที่ทำสำเร็จมาแล้วเช่น กฎหมายสุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม และยกเลิกบังคับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งขณะนี้ทุกพรรคการเมืองเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการทำงานของพวกเราที่ผ่านมา 8-9 ปี แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่การฝันให้ใหญ่ ลงมือทำจริง และมีประชาชนอยู่เคียงข้างเราทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้จริง ๆ
ทั้งนี้ สนามการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร เป็นอีกหนึ่งความฝันใหญ่ของพรรคประชาชนตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ คือ การผลักดันการเมืองท้องถิ่นให้ก้าวหน้า ผลักดันวาระเมืองและการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสนาม อบจ. สนามเทศบาล สนาม อบต.หลายแห่งมีงบประมาณในมือไม่มาก บางแห่งมีแค่หลักสิบล้านบาท บางแห่งมีหลักร้อยล้านบาท เช่น อบจ.ลำพูน แต่งบประมาณจำกัดจำเขี่ยอำนาจไม่เต็มมือ แต่เรายังสามารถส่งมอบนโยบายให้กับประชาชนได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ความสำเร็จของ อบจ.ลำพูน ในโครงการรถรับส่งบุตรหลานที่โรงเรียนให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ทั้งยังยกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตและเมืองพัทยา ที่พ่อแม่ในภาคบริการทำงานกลางคืน แต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลับทำงานในเวลาราชการ อบจ.ภูเก็ต จึงขยายระยะเวลาให้บริการศูนย์เด็กเล็กเพื่อให้ตอบโจทย์ครอบครัวที่ทำงานในภาคบริการ นโยบายเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำสำเร็จแล้วในสนามการเมืองท้องถิ่นใช้งบประมาณไม่เยอะ แต่ใช้ความตั้งใจและการใส่ใจรายละเอียด ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในต่างจังหวัดได้ถึงขนาดนี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้จึงจะส่งคำถามดัง ๆ ไปยังพี่น้องชาวกรุงเทพฯ จากงบประมาณไม่กี่ร้อยล้านต่อปี เป็นงบประมาณปีละแสนล้านบาท เป็นอำนาจเต็มมือมากขึ้น หากให้โอกาสพรรคประชาชนให้โอกาสนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาชน ทีมบริหารพรรคประชาชน และ สก.จากพรรคประชาชน 50 เขต เราจะเปลี่ยนได้ขนาดไหน เราจะเปลี่ยนให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้แค่ไหน
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในหลายเมืองในต่างประเทศที่ดินแพงกว่าเรา ยกตัวอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง แต่ค่าเช่าบ้านและค่าซื้อบ้านในประเทศดังกล่าวเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้ต่อเดือนถอดออกมาแล้วต่ำกว่าคนกรุงเทพฯ แต่ว่าคนกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตยาก เงินในกระเป๋าเหลือไม่พอรายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนี้สิน เป็นความยากในการใช้ชีวิต นโยบายที่ทำสำเร็จในท้องถิ่นหลายแห่ง เชื่อมั่นว่าถ้าวันนี้เรามีอำนาจในมือ จะทำอะไรได้มากกว่านี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองที่แคร์คนมากกว่านี้ ลำพังแค่อำนาจผู้ว่าฯ อาจจะทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทางเท้ามีกับระเบิด น้ำรอระบาย ไฟไม่สว่าง ขยะไม่ได้รับการจัดเก็บ เป็นปัญหาขั้นพื้นฐานที่ผู้ว่าฯ กทม.คนไหนในฐานะพ่อเมืองต้องเข้ามาแก้ไข แต่เรายังมีปัญหาใหญ่มากกว่านั้นที่บางทีมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้แต่เรารู้สึกอยู่ทุกวัน
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้กรุงเทพมหานครมีอำนาจในการตราข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าหรือไม่ รวมถึงการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่เรื่องรถไฟฟ้าและโรงขยะอ่อนนุช และการจัดการงบประมาณที่ไม่โปร่งใส ผู้ว่าฯ กทม. แม้จะมีอำนาจเต็มมือในการจัดทำข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีละแสนล้านบาท แต่สุดท้ายจะผ่านงบประมาณก็ต้องให้ สก.50 เขตเป็นผู้ผ่านข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ถ้าเรายังเปลี่ยนการเมืองในสนามสภากรุงเทพมหานคร ไม่ได้หรือไม่ดีพอ หรือมีการต่อรองกับผู้ว่าฯ กทม.ว่าจะผ่านงบประมาณได้ แต่จะต้องมีผลประโยชน์ทับซ้อน เราจะเปลี่ยนงบประมาณกรุงเทพมหานครให้โปร่งใสจริง ๆ ได้อย่างไร งบประมาณลู่วิ่งหรือเครื่องออกกำลังกายที่มองไม่เห็น จะโปร่งใสได้ใช่หรือไม่ จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีพลังจากสภากรุงเทพมหานครในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาลงพื้นที่ช่วย สก.หาเสียงมากกว่า 20 เขต พ่อค้าแม่ค้าบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าค้าขายลำบาก เจอวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจฝืดเคือง และรีดรับส่วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ยอมรับว่าส่วยเทศกิจมีอยู่จริง เราจะปล่อยให้ระบบเหล่านี้กดขี่คนตัวเล็กตัวน้อยต่อไปใช่หรือไม่ หากอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทำให้ระบบราชการกรุงเทพมหานครมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ผู้ว่าฯ กทม.และทีมบริหารไม่กี่สิบคนดูแลสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตไหวใช่หรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากอยากได้การเปลี่ยนแปลงระดับเขต การเมืองที่โปร่งใส ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ต้องให้ตัวแทนของประชาชนเข้าไปจัดการ การเมืองในสนามกรุงเทพมหานครที่เกิดปัญหา เพราะตัวแทนระดับเขตยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้อำนวยการเขต ที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลการทำงานของแต่ละฝ่าย หากผู้อำนวยการเขตไม่ได้ยึดโยงจากประชาชน จะมีคนที่ตั้งใจสอดส่องปัญหาเหล่านี้จริงหรือไม่ เราต้องยอมรับว่าการไต่เต้าในระบบราชการมีอยู่ทุกที่ ต้องมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้ก็มาจากส่วยที่รีดไถประชาชน มันเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องโจมตีใคร
”เป็นเรื่องผิดที่มันเป็นเรื่องปกติที่อยู่ในสังคมไทยคำถามดัง ๆ คือ คนไทยต้องการแบบนี้ใช่หรือไม่ คนกรุงเทพฯ ต้องการแบบนี้จริง ๆ หรือไม่ หากต้องการอยากเปลี่ยน นี่คือโอกาส“
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ตนเองไม่อยากให้ไปเลือกด้วยความรู้สึกที่ว่าจะเลือกพ่อเมืองคนต่อไปเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร แต่อยากให้ออกไปเลือกผู้นำเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ลำพังพ่อเมืองอย่างเดียวเปลี่ยนแปลงกรุงเทพมหานครไม่ได้ เพราะเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ ได้แก่
1.มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน อาสาเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
2.มีทีมบริหารมืออาชีพพร้อมเข้ามาทำงานตั้งแต่วันแรก หลังได้รับตำแหน่ง
3.มี สก.ในมือ เพื่อผลักดันวาระที่ก้าวหน้าผ่านสนามการเมืองท้องถิ่น
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แถมโบนัสคือนายชัยวัฒน์ไม่ได้มีแค่ 3 คุณสมบัติ แต่มีเพื่อน สส.อีก 119 คนที่พร้อมผลักดันกฎหมายในระดับประเทศเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แคร์ทุกคนมากกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีหลักคิด 4 ประการในการบริหารเมือง ประกอบด้วย
1.ต้องการการเมืองในระดับประเทศที่โปร่งใส
2 .ต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย
3.ต้องการระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ
4.ต้องการทำให้อำนาจสูงสุดในประเทศนี้เป็นของประชาชน
นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากคนกรุงเทพฯ อยากได้ประเทศที่มีหน้าตา 4 ข้อนี้ วันที่ 28 มิ.ย.นี้ ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องกาด้วยเจตจำนงเดิม กาเพื่อเปลี่ยนอีกหนึ่งครั้ง ทำให้ประเทศมีความโปร่งใส ทำให้ ระบบราชการมีประสิทธิภาพ มีการใช้เครื่องมือดิจิทัลมากกว่า Traffy Fondue และทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่แคร์คน มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนแปลงได้จากการเมืองในท้องถิ่น





