ผ่าปมทุนแสนล้าน “ภูเก็ต” ดีมานด์พุ่ง-สาธารณูปโภควิกฤต บี้รัฐลงทุนรับทัพเอกชน


20 มิ.ย. 2569 | 17:02น.
สัมภาษณ์

ผ่าทุนแสนล้าน “ภูเก็ต” ดีมานด์ล้นเมือง-ทุนดูไบแห่ปักหมุดฐานที่สอง สวนทางวิกฤตสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ขยะ-น้ำ-ไฟ จ่อล่มสลาย ภาคเอกชนบี้รัฐบาลส่วนกลางเร่งอัดงบฯ โครงสร้างพื้นฐานด่วน ยืนยันตลาดโตตามต้นทุนแท้จริง ไร้สัญญาณฟองสบู่ พร้อมเปิดรับทุกพรรคการเมืองร่วมขับเคลื่อนเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายเมธาพงศ์ อุปัติศฤงศ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ถึงภาพรวมสถานการณ์ทางธุรกิจ ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติ ปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมุมมองต่อประเด็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรยากาศการดำเนินธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูเก็ต

ส่องเอฟเฟ็กต์ “ย้ายข้าราชการ” เอกชนย้ำต้องการความโปร่งใสและต่อเนื่อง

ต่อประเด็นกระแสข่าวคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง รวมถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการรับผลประโยชน์หรือการใช้อิทธิพลที่ไม่โปร่งใสนั้น นายเมธาพงศ์ อุปัติศฤงศ์ ระบุว่า ในส่วนของภาคเอกชนยังคงเฝ้ารอและติดตามความชัดเจนของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และคาดหวังจะเห็นผลการสืบสวนที่กระจ่างชัดและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองการปฏิบัติงานจริง ภาคเอกชนยอมรับว่าไม่ต้องการให้เกิดการปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายข้าราชการระดับสูงบ่อยครั้ง เนื่องจากโครงสร้างการอนุมัติสิทธิและใบอนุญาตต่างๆ ในภาคอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการทางราชการ เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง มักส่งผลให้กระบวนการพิจารณาชะงักงันชั่วคราว เพื่อรอผู้มีอำนาจลงนามคนใหม่เข้ามาอนุมัติอย่างเป็นทางการ

แต่หากพิจารณาในภาพรวม ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐตื่นตัวและมีมาตรการตรวจสอบเมื่อเกิดข้อกล่าวหาขึ้น แทนที่จะเพิกเฉย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจและลงทุนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านพฤติกรรมดังกล่าวอย่างเต็มที่

นักลงทุนที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายในภูเก็ตมีอยู่เป็นจำนวนมาก หากเรานำคนส่วนน้อยที่ทำผิดกฎหมายมาปะปนกับคนส่วนใหญ่ จะทำให้ Sentiment และบรรยากาศการลงทุนทั้งหมดเสียหาย ภูเก็ตเป็นเมืองระดับ International ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน การท่องเที่ยว และการอยู่อาศัย เมืองจึงต้องมีความ Friendly ทั้งกับคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ”

เมื่อถามถึงข้อกังวลว่า ความขัดแย้งในระดับผู้บริหารจะส่งผลให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ของจังหวัดต้องหยุดชะงักลงหรือไม่ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในของกระทรวงมหาดไทย การขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจกต์จะล่าช้าหรือเดินหน้าต่อนั้น มีปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบมากกว่า เช่น สภาวะตลาด ความคุ้มค่าในการลงทุน (Feasibility) ตัวเลขนักท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการทางภาษี ซึ่งเป็นมิติที่มีความลึกซึ้งและซับซ้อนกว่า ดังนั้น ยืนยันว่าการโยกย้ายข้าราชการไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โปรเจกต์หยุดชะงัก

บี้ส่วนกลางเร่งอัดงบฯ สาธารณูปโภค ชี้ “ความเจริญล้นเมือง” ขยะ-น้ำ-ไฟ เข้าขั้นวิกฤต

สิ่งที่ภาคเอกชนภูเก็ตต้องการเห็น Action จากรัฐบาลส่วนกลางมากที่สุดในเวลานี้คือ การลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน” เนื่องจากปัจจุบันภูเก็ตกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนัก ปริมาณถนนไม่เพียงพอ ระบบน้ำประปาและกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงระบบการจัดการขยะขาดประสิทธิภาพ ถือเป็นภาวะขาดแคลนงบประมาณลงทุนจากภาครัฐอย่างรุนแรง ในขณะที่โครงการลงทุน (Pipeline) ใหม่ๆ จากส่วนกลางแทบไม่มีปรากฏในแผนงานปัจจุบัน

“เราไม่ได้เรียกร้องโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่หรือระบบรางในทันที สิ่งที่ภูเก็ตต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือ โครงสร้างพื้นฐานระดับพื้นฐานที่สมบูรณ์ ได้แก่ การขยายช่องทางจราจรให้เพียงพอ การก่อสร้างทางแยกและทางลอดตามจุดวิกฤต การซ่อมแซมบำรุงรักษาผิวถนน มีระบบน้ำประปาและท่อระบายน้ำที่ถูกต้อง รวมถึงระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ปัจจุบันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะลักเข้ามาในภูเก็ต ทะลุขีดความสามารถที่สาธารณูปโภคเหล่านี้จะรองรับได้แล้ว”

ปัจจุบันวิกฤตขยะล้นเมืองกลายเป็นปัญหาใหญ่ ปริมาณขยะสูงเกินกว่าขีดความสามารถ (Capacity) ของเตาเผาขยะที่สะพานหินซึ่งมีเพียงเตาเดียว ส่งผลให้ต้องนำขยะสะสมกว่าล้านตันมาหมักหมมไว้ในบริเวณตัวเมืองเพื่อรอกลไกการลงทุนจากภาครัฐ ขณะที่ระบบน้ำประปาที่มีแผนงานเดินท่อส่งน้ำมาจากเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ส่วนกระแสไฟฟ้าก็เริ่มไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยโครงสร้างที่วิกฤตที่สุดคือระบบคมนาคมขนส่งมวลชนและโครงข่ายถนน

ความเจริญทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภูเก็ตวันนี้ มาจากภาคเอกชนที่เข้ามาลงทุนเพราะมองเห็น Opportunity ว่าประเทศไทยมีเสน่ห์ น่าอยู่ และปลอดภัย เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างดูไบ หรือประเทศในภาวะสงครามอย่างรัสเซียและยูเครน เอกชนจึงแห่ลงทุนทั้งโรงเรียนนานาชาติ ร้านอาหาร และที่อยู่อาศัย แต่เมื่อลงหน้างานจริง เมืองขยายไปไกลแต่กลับไร้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมารองรับ”

ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ภาคเอกชนภูเก็ตคาดหวังอยากเห็นผู้บริหารราชการส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชน ข้าราชการหลายท่านที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตล้วนมีความรู้ความสามารถสูง แต่ข้อจำกัดสำคัญคือเรื่องอำนาจและงบประมาณที่ไม่เอื้ออำนวย หากงบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลางไม่ถูกจัดสรรลงมา การพัฒนาก็ทำได้เพียงในวงจำกัด สิ่งสำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องส่งเสริมการทำธุรกิจของภาคเอกชนให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดฝั่งอันดามันเติบโตไปได้อีกไกล

เมธาพงศ์ อุปัติศฤงศ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต

ตลาดแสนล้าน “คอนโดฯ เชิงทะเล” แชมป์ซัพพลาย ยืนยันยังไร้สัญญาณฟองสบู่

เมื่อพิจารณาโครงสร้างและขนาดตลาด ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ปัจจุบันมูลค่าตลาดขยายตัวจนติดอันดับ 5 หรือ 6 ของประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนทางการตลาดใหญ่ที่สุดคือ คอนโดมิเนียม” ซึ่งครองส่วนแบ่งไปกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดรวมทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มบ้านแนวราบและบ้านระดับลักเซอ

โดยในช่วง 2-3 ปีหลังโควิด ตลาดคอนโดมิเนียมเติบโตในอัตราที่เร่งตัวอย่างรวดเร็ว มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในโซน เชิงทะเล” ซึ่งกลายเป็นทำเลทองที่ผู้ประกอบการทั้งกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ หลั่งไหลเข้ามาลงทุนอย่างหนาแน่น

ต่อข้อกังวลของหลายฝ่ายที่ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตกำลังเผชิญภาวะ “ฟองสบู่” หรือไม่นั้น จากข้อมูลผลการวิจัยและตัวเลขสถิติ พบว่าอัตราการดูดซับ (Absorption Rate) หรือยอดขายเมื่อเทียบกับปริมาณสต๊อกสินค้าในตลาดยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้เข้าสู่ภาวะฟองสบู่

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากปริมาณซัพพลายคงเหลือในระบบเริ่มสะสมเพิ่มมากขึ้น ในบางพื้นที่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการระบายสินค้า ยาวนานถึง 24 เดือน ดังนั้น ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเข้ามาพัฒนาโครงการจำเป็นต้องทำการศึกษาทำเลที่ตั้งอย่างลึกซึ้ง และหลีกเลี่ยงการลงทุนในทำเลที่เป็นรอง เนื่องจากปัจจุบันผู้ซื้อมีทางเลือกในตลาดเป็นจำนวนมาก

แต่หากเปรียบเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศ ถือว่าภูเก็ตยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับสต๊อกคอนโดมิเนียมบางทำเลในกรุงเทพฯ ที่อาจต้องใช้เวลาระบายนานถึง 6 ปี สต๊อกของภูเก็ตจึงยังมีความน่ากังวลน้อยกว่า แต่หัวใจสำคัญคือต้องเลือกทำเลที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเซกเมนต์ที่น่าสนใจคือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ (Service Apartment) แม้ว่าจำนวนห้องพักในตลาดจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลทองสามารถรักษาอัตราการเข้าพักไว้ได้สูงถึง 80-90% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีมาก

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการเลือกซื้อและการลงทุนในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากอดีต ผู้ประกอบการไม่สามารถสร้างโรงแรมในทำเลที่เป็นรองหรือไม่ติดชายหาดเพื่อพึ่งพากรุ๊ปทัวร์จีนเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวในกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และพฤติกรรมปรับเปลี่ยนไปสู่การเดินทางด้วยตนเอง (FIT) มากขึ้น

ดีมานด์ต่างชาติยังแกร่ง จับตา “ทุนดูไบ” ปักหมุดฐานที่สองหนีภัยสงคราม

สำหรับกระแสความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ในส่วนของกลุ่มผู้ซื้อจาก ดูไบ” และประเทศในแถบตะวันออกกลางที่เริ่มมีกระแสข่าวเดินทางเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนั้น เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นได้ประมาณ 2-3 เดือน ตัวเลขทางสถิติอย่างเป็นทางการอาจจะยังไม่สะท้อนออกมาชัดเจน

แต่จากการสำรวจและพูดคุยกับผู้ประกอบการในพื้นที่ พบว่าเริ่มเกิดธุรกรรมการซื้อขาย จริงในตลาด โดยกลุ่มผู้ซื้อที่มีถิ่นพำนักในดูไบตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตเพื่อใช้เป็นบ้านหลังที่สอง และบ้านพักตากอากาศ

รูปแบบการเข้ามาถือครองของทุนกลุ่มนี้ หากเป็นโครงการแนวราบจะเป็นลักษณะการเช่าระยะยาว 30 ปีตามที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นการซื้อขาดในโควตาต่างชาติ สำหรับโครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจำเป็นต้องติดตามทิศทางในระยะยาวต่อไป นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงเฉพาะผู้ซื้อรายย่อยเท่านั้น แต่เริ่มเห็นสัญญาณของกลุ่มทุนผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากดูไบที่เข้ามาสำรวจและเตรียมการลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ภูเก็ตด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ หากจัดอันดับโครงสร้างดีมานด์ต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต (ไม่นับรวมธุรกิจโรงแรม) พบว่ากลุ่มชาติหลักที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ได้แก่ อันดับ 1 รัสเซีย, อันดับ 2 จีน และอันดับ 3 ฝรั่งเศส ส่วนดีมานด์จากดูไบเริ่มเข้ามาเติมเต็มในตลาด แต่ในแง่ของปริมาณตัวเลขยังไม่หนาแน่นเท่ากับ 3 สัญชาติหลักข้างต้น

ซัพพลายเชนโตเงียบ “โรงเรียนนานาชาติ” พุ่ง 20 แห่ง ชี้ท่องเที่ยวคือหัวใจกระจายรายได้

จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่มซัพพลายเชน อื่นๆ เติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจ “โรงเรียนนานาชาติ” ซึ่งปัจจุบันมีผลประกอบการและอัตราการเติบโตที่ดีมาก ตราบใดที่สถาบันสามารถรักษามาตรฐานหลักสูตรที่มีคุณภาพ ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติเปิดให้บริการแล้วมากกว่า 20 แห่ง กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของเกาะภูเก็ต เพื่อรองรับบุตรหลานของชาวต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อาศัยระยะยาว

อย่างไรก็ดี โครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริงของภูเก็ตต้องยอมรับว่า รายได้มวลรวมจังหวัด (GDP) หลักเกือบทั้งหมดถูกขับเคลื่อนและพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นกลไกหลัก ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล ร้านอาหาร หรือพื้นที่ค้าปลีก (Retail Space) จะเติบโตหรือชะลอตัว ล้วนแปรผันตามทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งสิ้น

เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวจะเกิดพฤติกรรมการกระจายตัวแบบ Trickle down ไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่องทั้งหมดในภูเก็ต ทุนเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากนักท่องเที่ยว ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมดจึงพึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นแกนกลาง ไม่ใช่ว่าตลาดลักเซอรี่จะบีบ SME ออกไป แต่ต้นทุนที่ดิน ค่าแรง และวัสดุที่แพงขึ้น ต่างหากที่เป็นตัวดันราคาอสังหาฯ ให้สูงขึ้นตามความเป็นจริง”

ต่อประเด็นคำถามที่ว่า เมื่อโครงสร้างธุรกิจปรับเปลี่ยนไปมุ่งเน้นกลุ่มลักเซอรี่และตลาดบนมากขึ้น จะส่งผลให้กลุ่มคนภูเก็ตดั้งเดิมหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในท้องถิ่น รู้สึกถูกแย่งชิงพื้นที่หรือเข้าไม่ถึงทรัพยากรเนื่องจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตให้มุมมองว่า สภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตยังคงมีความหลากหลายสูงมาก ตั้งแต่ระดับราคา 2 ล้านบาทสำหรับตลาดผู้บริโภคในท้องถิ่น ไปจนถึงระดับเกินกว่า 100 ล้านบาทสำหรับตลาดระดับบน ครอบคลุมผู้บริโภคในทุกเซกเมนต์

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดขยับตัวสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้นทุนที่แพงขึ้นเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

  1. การหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยและการลงทุนของประชากรแฝงและชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันในการแย่งซื้อที่ดิน ดันราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  2. ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างรวมถึงค่าแรงงานในพื้นที่ภูเก็ตปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ส่งผลให้ยูนิตที่ก่อสร้างเสร็จใหม่มีต้นทุนที่สูงขึ้น

ดังนั้น สินค้าในตลาดจึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจับกลุ่มลักเซอรี่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับราคาตามต้นทุนการพัฒนาที่แท้จริง ซึ่งกลุ่มคนท้องถิ่นและ SME รายย่อยยังคงได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินหมุนเวียนที่กระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก

บทเรียนจากยุคโควิด “เมืองร้าง” ย้ำเตือนภูเก็ตยินดีต้อนรับทุกสีเสื้อเพื่อพัฒนาเมือง

หากเปรียบเทียบสภาวะปัจจุบันกับช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ภูเก็ตเผชิญภาวะปิดเมืองจนกลายสภาพเป็นเมืองร้าง นายเมธาพงศ์สะท้อนภาพความทรงจำว่า ในช่วงเวลานั้นเมื่อภาคการท่องเที่ยวหยุดชะงักลง ส่งผลให้ประชากรแฝงและแรงงานที่เข้ามาพึ่งพิงเศรษฐกิจในภูเก็ตต้องอพยพย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมมากกว่าครึ่งหนึ่ง ประชาชนในพื้นที่ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ซึ่งวิกฤตครั้งนั้นทำให้คนภูเก็ตตระหนักร่วมกันอย่างชัดเจนว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดจำเป็นต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นเสาหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลในหลายยุคสมัยจะพยายามผลักดันนโยบายสร้างแหล่งรายได้ที่สอง เช่น การส่งเสริมให้ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา หรือศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ แต่ในทางปฏิบัติจริง เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนรายได้แล้ว รายได้จากภาคการท่องเที่ยวยังคงครองสัดส่วนนำโด่งและกลืนสัดส่วนรายได้จากภาคส่วนอื่นๆ ไปเกือบทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

สำหรับประเด็นมุมมองต่อสถานการณ์และการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่ภูเก็ต ซึ่งปรากฏภาพพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทั้งพรรคสีน้ำเงิน พรรคสีแดง และพรรคสีส้ม ต่างพยายามเข้ามาขับเคี่ยว ขยายอิทธิพล และรักษาฐานเสียงในพื้นที่อย่างเข้มข้นนั้น นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตระบุด้วยท่าทีที่เป็นกลางและยึดโยงกับผลประโยชน์ส่วนรวมว่า

“ในนามของภาคเอกชนและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เราไม่ได้มองว่าความเคลื่อนไหวนี้เป็นเรื่องของการเมืองสีใดเสื้อใดเป็นพิเศษ จุดยืนที่สำคัญที่สุดของสมาคมฯ คือการยึดถือผลประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองของจังหวัดภูเก็ตเป็นที่ตั้ง เรามีความยินดีและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายเข้ามาช่วยพัฒนา ประคับประคอง และป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจของภูเก็ตตกต่ำลง”

ภาคเอกชนภูเก็ตไม่มีเจตนารมณ์แฝงทางการเมือง หรือฝักใฝ่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ของการพัฒนาบ้านเมืองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นพรรคสีแดงที่แสดงความตั้งใจด้วยการส่งทีมงานลงพื้นที่หลายครั้งเพื่อผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ หรือพรรคสีน้ำเงินที่เข้ามาช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบข้อกฎหมายให้มีความยุติธรรมและถูกต้อง ภาคเอกชนต้องขอขอบคุณในความตั้งใจของทุกภาคส่วน แต่อยากเน้นย้ำและฝากความหวังไว้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือขอให้นโยบายและแผนงานเหล่านั้นถูกนำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของภูเก็ตอย่างยั่งยืน