นี่คือบทความแบบ Ultrasmooth จากปานามาเกอิชาอุรุกวัยบราซิลฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026

ในการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ นอกจากต้องมีสินค้าหรือบริการที่ดีแล้ว บ่อยครั้ง ‘การตลาด’ ก็ช่วยให้กิจการของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้นได้
‘Parameter’ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังมาแรงมากๆ โดยเป็นร้านเจลาโต้แบบคลาสสิกของ ‘กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์’ ที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งแม้ว่าจะถูกวิจารณ์เรื่องราคาบ่อยขนาดไหน แต่จากวันแรกจนถึงวันนี้ ผู้บริโภคก็ยังไปต่อคิวยาวอย่างต่อเนื่อง
แน่ล่ะว่าในแง่คุณภาพและราคา Brand Inside คงไม่สามารถไปตัดสินได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับคนทาน แต่วันนี้ เราจะพาทุกคนไปลองวิเคราะห์กันว่า Parameter ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอะไรบ้าง
1. ทำตัวเองให้แตกต่าง กับกลยุทธ์ Differentiation แบบ Ultrasmooth

ทุกวันนี้ ประเทศไทยมีร้านไอศกรีมนับร้อยนับพันเจ้าในตลาด แต่สิ่งที่ทำให้ Parameter ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง ก็คือการทำให้ตัวเองแตกต่างผ่าน Differentiation Strategy
โดยทั่วไปแล้ว การจะทำให้แบรนด์ตนเองแตกต่างสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ขายสินค้าที่ไม่มีใครเคยจำหน่าย เปิดบริการสำหรับลูกค้าที่เฉพาะกลุ่มมากๆ หรือสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ให้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
เมื่อพูดถึง Parameter หลายคนคงไม่นึกถึงร้านไอศกรีมธรรมดาๆ แต่จะติดภาพจำของ 1. แบรนด์สีส้ม 2. ราคาที่สูงกว่าตลาด 3. เจลาโต้เนื้อเนียนแบบ “Ultrasmooth” 4. แก้วใบจิ๋ว 5. ชุดพนักงานที่เป็นเอกลักษณ์ และ 6. หน้ากับเสียงของ ‘กฤษณ์’ ลอยขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้นี่ล่ะที่ทำให้ Parameter แตกต่างจากร้านไอศกรีมเจ้าอื่นๆ จนเป็นที่จดจำได้
2. เล่าเรื่องให้ดูมีอะไรกับศาสตร์แห่ง Storytelling

ไอศกรีมเป็นของหวานที่คนไทยหลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ Parameter ก็สามารถทำให้มันกลายเป็นเจลาโต้ที่ดูเป็นประสบการณ์ซับซ้อนขึ้นมาได้
นี่คือ ‘Storytelling’ ศาสตร์แห่งการเล่าเรื่องที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมาก หากรู้จักใช้อย่างถูกวิธี ซึ่ง Parameter ก็ดูเหมือนจะใช้กลยุทธ์นี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านคำพูดมากมาย อาทิ
- ความเนียนระดับ Ultrasmooth ที่แท้จริง คุณจะต้องไม่เคี้ยวนะครับ
- นี่คือ Esmeralda Panama Geisha Special Blend ตัวล่าสุดเลย ไม่เหมือนตัวเดิมครับ
- เราจะไม่ดึงช้อนขึ้นมานะครับ พอดึงแล้วเนื้อเจลาโต้มันจะพังหมด สิ่งที่เราจะต้องทำคือ งับเลย
- หลังจากที่มากินเจลาโต้ของ Parameter แล้ว ไม่สามารถที่จะไปกินไอศกรีม ซอฟต์เสิร์ฟ หรือโมเดิร์นเจลาโต้ที่อื่นได้แล้ว
แม้จะฟังดูตลกสำหรับหลายคน แต่การเล่าเรื่องแบบนี้ยังทำให้ Parameter ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง ผ่านการนำคำพูดต่างๆ ไปต่อยอดเป็นมีมหรือคอนเทนต์อีกมากมาย
3. FOMO Marketing เมื่อคอนเทนต์ทำให้เจลาโต้กลายเป็นเรื่องห้ามพลาด

ถ้ามนุษย์ต่างดาวมาดูงานประเทศเรา คงสงสัยมากว่าทำไมคนไทยถึงติด ‘FOMO’ ขนาดนี้
FOMO หรือ Fear of Missing Out หมายถึงความรู้สึกของมนุษย์ที่กลัวว่าตนเอง ‘กำลังพลาดอะไรไปหรือเปล่า’ เช่น ไม่อยากไปสังสรรค์กับเพื่อน แต่ก็ต้องไป เพราะกลัวพลาดช็อตเด็ดๆ หรือ รีบไปต่อแถวซื้อกระเป๋าแบรนด์ฮิต เนื่องจากของมันต้องมี
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ปกติมากในประเทศไทย เพราะ DNA ของคนไทยคือการต้องไม่พลาด จนเป็นเหตุผลให้หลายแบรนด์เล่นกับความ FOMO ด้วยการงัดไม้เด็ดต่างๆ มาดึงดูดผู้บริโภค ผ่านสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ แฟลชเซลล์ หรือปล่อยทีเซอร์เล็กๆ เป็นน้ำจิ้มให้สินค้าที่กำลังจะเปิดตัว เป็นต้น
Parameter ก็เช่นกัน เนื่องจากทางร้านมีบางเมนูที่เอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ Amedei Toscano Black Cioccolato No.3 หรือ Tsujiki Shizen High Grade Ceremonial Matcha ซึ่งเสิร์ฟในจำนวนจำกัดในวันที่กำหนดเท่านั้น
ขณะเดียวกัน เมื่อผู้บริโภคเห็นคอนเทนต์การทาน Parameter บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะมาจากช่องทางของกฤษณ์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้ใช้งานทั่วไป นั่นยิ่งกระตุ้นให้พวกเขารู้สึกว่า นี่คือสินค้าที่เราไม่ควรพลาด หากไม่อยากตกขบวน
4. พลิกความฮาให้เป็นโอกาสด้วย Merchandise Marketing

จากอัตลักษณ์ที่คนเอาไปเล่นต่อของ Parameter ทั้งคำพูดแบบ Ultrasmooth กับยูนิฟอร์มพนักงานที่เหมือนชุดพละโรงเรียน วันนี้ ทางแบรนด์ได้พลิกความฮาให้เป็นโอกาสแล้ว ด้วยการเปิดขาย Merchandise (เมิร์ช)
ปัจจุบัน Parameter มีสินค้าวางจำหน่ายนอกจากเจลาโต้คือ หมวกลาย Ultrasmooth กับเสื้อลายยูนิฟอร์มพนักงานที่มียอดแชร์บนอินสตาแกรมรวมกันกว่า 15,000 ครั้ง
นี่คือ ‘Merchandise Marketing’ กลยุทธ์ทางการตลาดที่ทำเพื่อโปรโมตให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผ่านการจำหน่ายสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่จุดแข็งหลัก แถมยังมีส่วนช่วยทำให้ลูกค้าภักดีต่อแบรนด์ ซึ่งการจะทำให้สำเร็จนั้นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิ
- วางขายถูกช่องทาง: Parameter จำหน่ายเมิร์ชผ่านหน้าร้านเท่านั้น ซึ่งมี traffic ต่อวันเยอะอยู่แล้ว
- ดีไซน์สอดคล้องกับตัวตนแบรนด์: การใช้คำว่า Ultrasmooth กับเสื้อที่มีลายอันเป็นเอกลักษณ์ช่วยให้คนดูออกว่านี่คือสินค้าของแบรนด์อะไร
- วางขายในเวลาที่เหมาะสม: จะมีช่วงเวลาไหนดีไปกว่ายามที่ชาวเน็ตพากันทำคอนเทนต์ Ultrasmooth อีก
และเมื่อตัดสินใจลงมาในสนามของการขายเมิร์ชแล้ว นั่นอาจหมายความว่า Parameter ไม่ได้ตั้งใจขายแค่หมวกหรือเสื้อเท่านั้น แต่ขายตัวตนแบรนด์ด้วยต่างหาก
5. Premium Pricing Strategy ขายราคาสูงกว่าที่อื่น เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า ฉันคือผู้มีกำลังซื้อ

Parameter ถือเป็นร้านเจลาโต้พรีเมียมที่ขายในราคาตั้งแต่ 159 – 419 บาท พร้อมหมวก Ultrasmooth 790 บาท กับเสื้อยูนิฟอร์ม Parameter Cabana Shirt 2,590 บาท
จากราคาดังกล่าว ผู้บริโภคบางส่วนมองว่านี่คือสินค้าที่ขายในราคาเกินจริง แต่ในอีกมุมหนึ่งคือ นี่อาจเป็นกลยุทธ์การตั้งราคาแบบ ‘Premium Pricing Strategy’ เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังบริโภคสินค้าคุณภาพสูงที่เหนือกว่าสินค้าทั่วๆ ไป
การใช้กลยุทธ์แบบ Premium Pricing นั้นมักทำให้ผู้บริโภคเกิดภาพจำว่าแบรนด์นี้ขายสินค้าหรือบริการที่ลักชูรี และน่าดึงดูดใจสำหรับลูกค้าที่ยินดีจ่ายในราคาที่สูงกว่าตลาด
อย่างไรก็ตาม ในการจะขาย Premium Pricing ให้สำเร็จ สินค้าต้องมีความโดดเด่น คุณภาพสูง และสะท้อนความเหนือระดับด้วย มิเช่นนั้น อาจเป็นแค่ของราคาแพงที่ลูกค้ารู้สึกว่าไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
ดังนั้น แบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์นี้จึงควรสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า พวกเขาจะได้รับอะไรบ้างจากการซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่า อย่างเช่นการที่ Parameter อธิบายว่า เจลาโต้ของตนเองไม่ใช่เจลาโต้ธรรมดา แต่เป็น Classic Refined Gelato ที่ผ่านกรรมวิธีการทำด้วยเครื่องทำเจลาโต้แบบคลาสสิก พร้อมวัตถุดิบพรีเมียม
นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์จากมุมมองของ Brand Inside เท่านั้น แล้วคุณล่ะ คิดว่าเพราะอะไร Parameter ถึงกลายเป็นกระแส และสามารถขายได้ในตลาดเจลาโต้ที่มีคู่แข่งมากมายขนาดนี้?
ที่มา: Simon Kucher, Intuit Mailchimp, Gelato, myPOS, Parameter, Kris Srepoomseth
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




