
phuket
“ภูเก็ต” ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและแชมป์ทำรายได้หลักให้ประเทศ กำลังเจอปัญหาภายในที่สะสมมานาน ทั้งเรื่องการบริหารงานของภาครัฐ ข้อกฎหมายที่ล้าหลัง และการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งหากปล่อยไว้อาจกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาว
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “ก้องศักดิ์ คู่พงศกร” ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต ถึงภาพรวมสถานการณ์ ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่ส่งตรงถึงรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและยั่งยืน
“1 ปี เปลี่ยนผู้ว่าฯ 4 คน” ทำนักลงทุนต่างชาติงงและขาดความมั่นใจ
ความต่อเนื่องในการบริหารงานคือสิ่งสำคัญ แต่ภูเก็ตกลับเจอความเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา
“ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ภูเก็ตมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดถึง 4 ท่าน ความไม่ต่อเนื่องนี้ รวมถึงเหตุการณ์ที่มีการสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 ท่านในคราวเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารงานภายในและการเมือง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน”
นายก้องศักดิ์ อธิบายว่า นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือตั้งใจมาลงทุนระยะยาว ไม่เข้าใจระบบการเมืองไทย เมื่อเห็นผู้นำจังหวัดเปลี่ยนตัวบ่อยครั้ง ย่อมเกิดความไม่มั่นใจว่านโยบายหรือข้อตกลงต่างๆ ที่เคยคุยไว้จะสะดุดลงหรือไม่
กระแสข่าว “รื้อ” โฉนดที่ดิน ทำตลาดอสังหาฯ ชะงัก
อีกประเด็นที่กำลังเป็นกระแสคือ การตรวจตราเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ธุรกิจผิดกฎหมาย และปัญหานอมินีอย่างเข้มงวด รวมไปถึงข่าวลือเรื่องการไล่ตรวจสอบโฉนดที่ดินทั่วเกาะภูเก็ต
ประธานหอการค้าฯ ระบุว่า คำว่า “รื้อ” สร้างความกังวลให้ตลาดเป็นอย่างมาก ทำให้นักลงทุนและผู้ซื้อต่างชาติชะงักเพื่อรอดูสถานการณ์ เพราะกลัวว่าจะซ้ำรอยบทเรียนเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่บางโครงการขายไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วแต่ต้องล้มเลิกไปเพราะโดนร้องเรียนเรื่องที่ดิน
ทั้งนี้ หอการค้าฯ มีจุดยืนชัดเจนคือ “ไม่สนับสนุนคนทำผิดกฎหมาย” และเห็นด้วยกับการปราบปราม แต่เสนอว่าภาครัฐต้องทำหน้าที่ให้ชัดเจน
ถ้าผิด: ให้ดำเนินคดีและแถลงข่าวให้ชัดเจนเป็นรายโครงการไป
ถ้าถูก: ต้องประกาศรับรองความถูกต้อง เพื่อให้ผู้ซื้อและนักลงทุนสบายใจ
อย่าเงียบหาย: ไม่ควรปล่อยให้เรื่องเงียบไปหลังจากหมดกระแสในโซเชียล เพราะจะทำให้เกิดความระแวงในภาพรวมการลงทุน
กฎหมายทับซ้อน-ไม่ตรงพฤติกรรมจริง ต้นเหตุปัญหาส่วย
ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการภูเก็ตเจอมาตลอด คือกฎหมายที่บังคับใช้ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวระดับสากล จนกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการจ่ายเงินนอกระบบ หรือ “ส่วย”
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจสถานบันเทิง กฎหมายเดิมกำหนดให้ปิดเที่ยงคืนหรือตี 1 แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ต้องการเที่ยวถึงตี 4-5 แม้ปัจจุบันรัฐจะปลดล็อกให้เปิดถึงตี 4 ในบางโซนแล้ว แต่ก็ยังมีร้านนอกโซนนิ่งที่แอบเปิดเกินเวลาและยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะจนกลายเป็นเรื่องปกติ
“ความท้าทายหลักของภาคเอกชนคือ กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมีความทับซ้อนกัน ทำให้การประกอบธุรกิจในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำไม่สามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมา จนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการต้องยอมจ่าย ‘ค่าธรรมเนียมพิเศษ’ หรือส่วย เพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้”
ทางออกคือ รัฐบาลส่วนกลางต้องยอมรับความจริงและลงมาปรับแก้กฎระเบียบให้ตรงกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว เพื่อเปลี่ยนเงินนอกระบบให้มาเป็นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายที่ถูกต้อง โดยภูเก็ตพร้อมเป็น “พื้นที่นำร่อง” (Sandbox) ในการทดลองใช้กฎหมายใหม่ๆ
ธุรกิจ 70% ในภูเก็ต ไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง
ข้อมูลจากหอการค้าฯ พบว่า ปัจจุบันมีสถานประกอบการ เช่น โรงแรม และร้านอาหารในภูเก็ต เพียงร้อยละ 20-30 เท่านั้นที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ส่วนอีก ร้อยละ 70 ไม่มีใบอนุญาต เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือผังเมืองที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน
ปัญหานี้สะสมมานานและกลายเป็นภาคบังคับกลายๆ ให้ธุรกิจต้องยอมจ่ายส่วยเพื่อดำเนินการต่อ หอการค้าฯ จึงรณรงค์ให้สมาชิกปรับปรุงตัวเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องเพื่อตัดวงจรนี้ โดยหากธุรกิจใดทำถูกต้องแล้วแต่ยังถูกรังแก หอการค้าฯ ยินดีเข้าช่วยเป็นตัวกลางเจรจาให้
ส่งรายได้แสนเจ็ดหมื่นล้าน ได้งบกลับมาพัฒนาแค่หลักพันล้าน
สำหรับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลังและพัฒนาไม่ทันกับการเติบโตของเมืองนั้น มีสาเหตุหลักมาจากระบบการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับรายได้จริงที่จังหวัดหาได้ โดยปัจจุบันภูเก็ตสามารถจัดเก็บรายได้และนำส่งให้ส่วนกลางสูงถึงปีละ 170,000 ล้านบาท แต่กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทุกกระทรวงส่งกลับมาพัฒนาพื้นที่เพียง 6,000 – 7,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งสัดส่วนงบประมาณที่ได้คืนมานี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 20-30 ของความต้องการใช้เม็ดเงินจริงในการพัฒนาจังหวัด
“ภูเก็ตสามารถจัดเก็บรายได้ส่งรัฐได้สูงถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท แต่ได้รับงบประมาณจัดสรรกลับมาทุกกระทรวงรวมกันเพียงหกพันถึงเจ็ดพันล้านบาท ด้วยงบประมาณที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง ภูเก็ตจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาเมืองให้ทันกับการเติบโตได้เลย เราจึงรอคอยการกระจายอำนาจหรือรูปแบบการปกครองพิเศษมานานกว่า 40 ปี”
เอกชนมองว่า ผู้ว่าฯ ภูเก็ตขาดอำนาจเบ็ดเสร็จและขาดงบประมาณในการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การกระจายอำนาจหรือปรับรูปแบบการปกครองเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (คล้ายพัทยาหรือ กทม.) จึงเป็นสิ่งที่ภูเก็ตเรียกร้องมาตลอด

3 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนถึงรัฐบาลส่วนกลาง
ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนไว้ ดังนี้
เคลียร์ปัญหาให้ชัดเจน: ถ้าร้านค้าหรือโครงการไหนโดนกล่าวหา รัฐต้องรีบตรวจและชี้แจง ใครผิดก็ลงโทษ ใครไม่ผิดก็ต้องล้างมลทินและขอโทษเพื่อกู้ชื่อเสียงให้เขา
บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง: ภูเก็ตไม่ต้องการเติบโตด้วยเงินสีเทาหรือธุรกิจผิดกฎหมาย รัฐต้องคุมเข้มความปลอดภัยและกฎหมายควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว
สะสางเรื่องใบอนุญาต: หาแนวทางช่วยเหลือให้ธุรกิจอีกร้อยละ 70 ที่ยังไม่มีใบอนุญาต สามารถปรับปรุงตัวเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง
มิติการเมืองท้องถิ่น และรางวัล “หอการค้ายอดเยี่ยม”
ในด้านการเมือง นายก้องศักดิ์ให้ความเห็นว่า การที่พรรคการเมืองพรรคเดียวชนะเลือกตั้งยกจังหวัดในรอบที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าคนภูเก็ตทั้งหมดเห็นด้วยร้อยละร้อย แต่เป็นเพราะคะแนนของพรรคอื่นแตกกันเอง อย่างไรก็ตาม หอการค้าฯ ยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับ สส. ทุกพรรค โดยไม่เน้นความขัดแย้ง และยึดผลประโยชน์ของจังหวัดเป็นหลัก
สุดท้ายนี้ แม้จะเจอความท้าทายหลายด้าน แต่หอการค้าจังหวัดภูเก็ตเพิ่งได้รับรางวัล “หอการค้ายอดเยี่ยม” ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างการทำงานข้างใน โดยแบ่งคณะกรรมการ 35 ท่าน และรองประธาน 14 ท่าน แยกย่อยไปจับคู่ทำงานคู่ขนานกับกระทรวงต่างๆ ของรัฐ
รวมถึงการใช้กลไกของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภูเก็ต ดึงเครือข่ายภาคเอกชนในพื้นที่รวม 22 องค์กรมาทำงานร่วมกัน โดยเน้นหลักการทำงานคือ “เน้นลงมือทำ บูรณาการเชิงบวก และไม่สร้างศัตรู” เพื่อช่วยกันผลักดันภูเก็ตให้ผ่านพ้นปัญหาวิกฤตต่างๆ ไปได้




