ย้อนกลับไปราว 20 กว่าปีก่อน ยามผู้คนเดินทาง สิ่งแรกที่หลายคนทำอาจเป็นการหยิบแผนที่กระดาษจากสนามบิน กางดูชื่อถนนที่อ่านไม่ออก และพยายามหาทางไปยังโรงแรมด้วยตัวเอง แต่ทุกวันนี้ การเดินทางเปลี่ยนไปมาก เพียงเปิด Google Maps ก็รู้ทันทีว่าต้องขึ้นรถไฟสายไหน ใช้ทางออกใด หรือแม้แต่เดินอีกกี่นาทีจึงจะถึงที่หมาย ทุกอย่างแม่นยำ รวดเร็ว ไปเสียหมด แทบไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด
ประเด็นสำคัญ
ทว่าแง่หนึ่งนี่คือความสะดวกสบายที่ทำให้การเดินทางง่ายกว่าที่เคย แต่อีกแง่หนึ่ง หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เรากำลังสูญเสียอะไรระหว่างทางไปหรือเปล่า และสิ่งนั้นอาจเป็นความสนุกที่เกิดขึ้นระหว่างการหลงทาง

ความทรงจำที่ดีที่สุด มักไม่ได้อยู่ในแผน
หลายคนคิดว่าความทรงจำที่ดีที่สุดในทริป มักเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามแพลน ทว่าหากสุ่มถามนักเดินทางถึงช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดในทริป หลายครั้งคำตอบกลับไม่ใช่สถานที่ที่ตั้งใจไป แต่อาจเป็นร้านราเมนเล็กๆ ที่บังเอิญเจอเพราะฝนตก ร้านหนังสือเก่าในตรอกแคบๆ หรือสวนสาธารณะเงียบๆ ที่ไม่มีอยู่ในคู่มือท่องเที่ยวเล่มไหน นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวเรียกประสบการณ์แบบนี้ว่า ‘Serendipity’ หรือ ‘ความผิดพลาดที่งดงาม’ ของการได้ค้นพบสิ่งดีๆ โดยบังเอิญ และที่น่าสนใจกว่าคือ ผู้คนยุคนี้กำลังพยายาม ‘จงใจ’ เปิดพื้นที่ให้เกิดความบังเอิญเหล่านั้น
มีงานศึกษาจากประเทศสวีเดนพบว่า นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่วางแผนทุกอย่างล่วงหน้า และตั้งใจเผื่อเวลาให้ตัวเองได้เดินเล่น สำรวจ หรือเปลี่ยนแผนตามสถานการณ์ นักวิจัยเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Planned Serendipity’ หรือการวางแผนเพื่อให้เกิดการค้นพบที่ไม่คาดคิด ในเชิงการท่องเที่ยวและจิตวิทยา แนวคิดนี้คือ ‘การบริหารจัดการเวลาและพฤติกรรม’ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เราได้เจอกับความบังเอิญที่ดีที่สุด เช่น วางแผนทริปคร่าวๆ ด้วยการมีตั๋วและที่พักที่แน่นอน แต่จงใจเว้นเวลาว่างไว้สำหรับ ‘ทำอะไรก็ได้’ เอาไว้ในแผนด้วย
แม้เราจะชอบความสะดวกสบาย แต่ลึกๆ แล้ว มนุษย์ยังคงต้องการความประหลาดใจอยู่เสมอ Planned Serendipity จึงไม่ใช่การปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้หลงทางจนลำบาก แต่คือศิลปะของการควบคุมความบังเอิญให้อยู่ในระดับปลอดภัย

ทำไมคนยุคนี้ถึงโหยหาความไม่แน่นอน
ในโลกที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้คาดเดาได้ ความไม่แน่นอนกลับกลายเป็น ‘ของหรูหรา’ ที่หาซื้อได้ยากที่สุด ลองนึกภาพการเดินทางในยุคนี้ เราเห็นหน้าตาห้องพักก่อนเช็กอิน เห็นหน้าตาอาหารก่อนเข้าร้าน รู้ว่าพยากรณ์อากาศแม่นยำแค่ไหน และรู้แม้กระทั่งว่าต้องยืนถ่ายรูปมุมไหนถึงจะได้ยอดไลก์ดี ทุกอย่างถูก ‘สปอยล์’ ไว้ล่วงหน้าผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมจนแทบไม่มีอะไรให้ลุ้น
สมองของมนุษย์เราถูกหล่อเลี้ยงด้วยสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งจะหลั่งออกมามากเป็นพิเศษไม่ใช่ตอนที่เรา ‘ได้รับรางวัล’ แต่เป็นตอนที่เรา ‘ลุ้นว่าจะได้รางวัลหรือไม่’ ต่างหาก การเดินทางที่รู้บทสรุปตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน จึงมอบเพียงความพึงพอใจ แต่ขาดความตื่นเต้นไปอย่างน่าเสียดาย
นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดอย่าง Slow Travel (การเที่ยวแบบไม่รีบเร่ง), Analog Travel (การเที่ยวแบบพกกล้องฟิล์มและแผนที่กระดาษ) หรือแม้กระทั่งเทรนด์ Mystery Travel (การซื้อแพ็กเกจทัวร์ที่เอเจนซีจะไม่บอกจุดหมายปลายทางจนกว่าจะถึงสนามบิน) ถึงได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ไม่ใช่เพราะคนยุคนี้อยากย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตลำบากแบบยุคหิน และไม่ใช่เพราะพวกเราปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะเรากำลังต่อสู้กับ ‘ภาวะเฉื่อยชาทางความรู้สึก’ เราต้องการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงเล็กๆ น้อยๆ พอให้หัวใจได้เต้นแรง ได้ลองแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และได้กลับมารู้สึก ‘มีชีวิตชีวา’ จากการต้อนรับสิ่งที่ไม่คาดฝันอีกครั้ง

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากหลงทางจนตกเครื่อง หรือหาทางกลับโรงแรมไม่เจอ แต่การหลงทางในวันนี้อาจไม่ได้หมายถึงการไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่คือการยอมออกนอกเส้นทางบ้าง ลองเดินต่ออีกหนึ่งซอยแทนที่จะเลี้ยวกลับ เข้าร้านที่ไม่อยู่ในลิสต์ นั่งรถไฟไปลงสถานีที่ไม่เคยได้ยินชื่อ หรือปล่อยให้บ่ายวันหนึ่งผ่านไปโดยไม่มีแผนการใดๆ เลย เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราพบระหว่างทาง อาจสำคัญกว่าสถานที่ที่ตั้งใจจะไปตั้งแต่แรก
เราอาจไม่ได้คิดถึงการหลงทาง และสิ่งที่หลายคนโหยหาอาจไม่ใช่การเดินหลงในเมืองแปลกหน้า แต่คือความรู้สึกของการได้ ‘ค้นพบบางอย่างด้วยตัวเอง’




