ล้างบางทุนเทาภูเก็ต ไม่กระทบเม็ดเงิน ‘ท่องเที่ยว-อสังหาฯ’ 6 แสนล้าน มท.จ่อเช็คบิล ชลบุรี คิวถัดไป


21 มิ.ย. 2569 | 16:05น.
ภูเก็ต

ภูเก็ต

เจาะเม็ดเงินภูเก็ต ‘ท่องเที่ยว-อสังหาฯ’ กว่า 6 แสนล้าน การลงทุนโตพุ่ง ท่ามกลางข่าวล้างบางทุนเทา ย้ายผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ รวดเดียว 3 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคธุรกิจ ชี้ผลกระทบการเปลี่ยน “พ่อเมือง” บ่อยทำให้การขอใบอนุญาตหยุดชะงัก นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นด้านนโยบาย ด้าน มหาดไทย เตรียมเปิดคลินิกแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการแก้ปมใบอนุญาต ปิดช่องโหว่เก็บส่วย พลพีร์ รมช.มหาดไทย จ่อเช็คบิลชลบุรี คิวถัดไป

จังหวัดภูเก็ต ยังคงดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยว แม้เผชิญข่าวลบจากทุนมาเฟีย และผู้มีอิทธิพลบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ถึงขั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องลงพื้นที่ไปแก้ปัญหาถึง 2 ครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามมาด้วยการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 3 คน ยังไม่นับปลัดจังหวัดและนายอำเภอที่โยกย้ายก่อนหน้านี้

แต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ต ปี 2568 ที่รวบรวมโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต สะท้อนว่าตัวเลขการท่องเที่ยวอยู่ในระดับ “ชะลอตัว” แต่ในด้านการค้า และการลงทุนยังคงเดินหน้า โดยรายได้ท่องเที่ยวภูเก็ตในปี 2568 อยู่ที่ 545,867 ล้านบาท (-4.49%) นักท่องเที่ยว 14.12 ล้านคน (-2.68%)   แต่การธุรกิจที่ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้น 34.78% เช่น กลุ่มโรงแรม และกลุ่มพลังงานสะอาด การ เกินดุลการค้า 35,189 ล้านบาท ส่งผลให้การลงทุนภาคธุรกิจอสังหาแข็งแกร่งตามไปด้วย  

ครึ่งปีลงทุนอสังหาฯ 5.2 หมื่นล้าน

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ นักวิจัยอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ตยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ รวมถึงความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อน การลงทุน และการอยู่อาศัยระยะยาว ส่งผลให้ผู้ประกอบการทั้งรายท้องถิ่นและรายใหญ่จากส่วนกลางยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง

“ครึ่งปีแรกมีเปิดตัว 67 โครงการ เป็นคอนโดมิเนียมและวิลล่ารวม 4,166 ยูนิต มูลค่าการพัฒนา 52,955 ล้านบาท สะท้อนว่าภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาฯที่ได้รับความสนใจสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินทรัพย์เพื่อการพักผ่อนและลงทุนที่มีลูกค้าต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก”

นายภัทรชัยกล่าวว่า ตลาดคอนโดฯยังเป็นเซ็กเมนต์เปิดตัวมากสุดในแง่จำนวนยูนิต มี 16 โครงการ รวม 3,466 ยูนิต มูลค่า 20,450 ล้านบาท ผู้ประกอบการยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในทำเลท่องเที่ยวสำคัญของเกาะ โดยเฉพาะพื้นที่สุรินทร์ มีเปิดตัวคอนโดฯ รวม 672 ยูนิต จาก 3 โครงการ มูลค่า 4,050 ล้านบาท รองลงมาเชิงทะเล 397 ยูนิต มูลค่า 2,850 ล้านบาท และกมลา 363 ยูนิต มูลค่า  2,300 ล้านบาท

ส่วนตลาดวิลล่ายังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่สร้างมูลค่าการลงทุนได้โดดเด่น มีเปิดตัว 51 โครงการ รวม 700 ยูนิต มูลค่า  32,505 ล้านบาท สะท้อนความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโครงการวิลล่าระดับลักชัวรีและอัลตร้าลักชัวรี ซึ่งมีกลุ่มผู้ซื้อหลักกลุ่มยุโรป รัสเซีย และเอเชีย ที่มองหาบ้านพักตากอากาศและสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในระยะยาว โดยทำเลมีเปิดตัววิลล่ามากสุด คือ ศรีสุนทร 120 ยูนิต มูลค่า 3,675 ล้านบาท รองลงมาเชิงทะเล 84 ยูนิต มูลค่า 3,425 ล้านบาท และกมลา 67 ยูนิต มูลค่า 3,900 ล้านบาท

“พื้นที่ฝั่งตะวันตกของภูเก็ตยังคงเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอสังหาฯของจังหวัด ไม่ว่าเชิงทะเล บางเทา สุรินทร์ กมลา และลายัน ที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบคอนโดฯเพื่อการลงทุนและวิลล่าลักชัวรีเพื่อการอยู่อาศัยและพักผ่อน”

นายภัทรชัยกล่าวว่า ตลาดภูเก็ตยังได้รับแรงหนุนจากผู้พัฒนาอสังหาฯรายใหญ่จากกรุงเทพฯ ที่ขยายการลงทุนเข้าสู่จังหวัดมากขึ้น โดยครึ่งแรกปี 2569 บมจ.แสนสิริ เปิดตัวโครงการ RHEA by Sansiri หาดสุรินทร์ มูลค่า 1,500 ล้านบาท ยังเปิดเพิ่มอีก 4 โครงการในครึ่งปีหลัง,บมจ.ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ ยังพัฒนาโครงการใหม่ต่อเนื่องในบางเทา เชิงทะเล และกมลา ,บมจ. ศุภาลัย ยังคงศึกษาความเป็นไปได้ลงทุนเพิ่มเติมในจังหวัดภูเก็ต

“คาดว่าตลาดอสังหาฯในภูเก็ตปีนี้จะมีมูลค่าการลงทุนแตะ 1 แสนล้านบาท ในครึ่งปีหลังยังมีเปิดตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลักชัวรีคอนโดฯและลักชัวรีวิลล่าที่ได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุนและผู้ซื้อต่างชาติ ส่งผลให้ภูเก็ตยังคงรักษาสถานะเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาฯ เพื่อการพักผ่อนและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในระยะยาว”นายภัทรชัยกล่าว

เปิดสถิติ 5 ปี ลงทุนพุ่งกว่า 4.6 แสนล้าน

ทั้งนี้บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด  ระบุว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2568) ตลาดที่อยู่อาศัยในภูเก็ตมีเปิดตัวรวม 45,066 ยูนิต มูลค่ากว่า 469,720 ล้านบาท ทั้งคอนโดและบ้านพักตากอากาศ โดยปี 2567 เป็นปีที่มีเปิดขายใหม่สูงสุด 18,515 ยูนิต และมีมูลค่าลงทุนสูงสุดที่ 190,112 ล้านบาท สำหรับปี 2569 คาดว่ามีมูลค่าการลงทุนประมาณ 71,500 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสะสมการลงทุนรวม 6 ปี สูงถึง 541,220.181 ล้านบาท ถือว่าเป็นเม็ดเงินลงทุนที่มหาศาลมาก

เศรษฐีดูไบหนีภัยสงคราม

นายเมธาพงศ์ อุปัติศฤงศ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดขยายตัวจนติดอันดับ 5 หรือ 6 ของประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนทางการตลาดใหญ่ที่สุดคือคอนโดมิเนียม ที่เติบโตในอัตราที่เร่งตัวอย่างรวดเร็ว มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในโซน “เชิงทะเล” ซึ่งกลายเป็นทำเลทองที่ผู้ประกอบการทั้งกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ หลั่งไหลเข้ามาลงทุนอย่างหนาแน่น

ส่วนกระแสความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ในส่วนของกลุ่มผู้ซื้อจาก “ดูไบ” และประเทศในแถบตะวันออกกลางที่เริ่มมีกระแสข่าวเดินทางเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนั้น เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นได้ประมาณ 2-3 เดือน ตัวเลขทางสถิติอย่างเป็นทางการอาจจะยังไม่สะท้อนออกมาชัดเจน แต่จากการสำรวจและพูดคุยกับผู้ประกอบการในพื้นที่ พบว่าเริ่มเกิดธุรกรรมการซื้อขาย จริงในตลาด โดยกลุ่มผู้ซื้อที่มีถิ่นพำนักในดูไบตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตเพื่อใช้เป็นบ้านหลังที่สอง และบ้านพักตากอากาศ

ทั้งนี้ หากจัดอันดับโครงสร้างดีมานด์ต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต (ไม่นับรวมธุรกิจโรงแรม) พบว่ากลุ่มชาติหลักที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ได้แก่ อันดับ 1 รัสเซีย, อันดับ 2 จีน และอันดับ 3 ฝรั่งเศส ส่วนดีมานด์จากดูไบเริ่มเข้ามาเติมเต็มในตลาด แต่ในแง่ของปริมาณตัวเลขยังไม่หนาแน่นเท่ากับ 3 สัญชาติหลักข้างต้น

ย้ายผู้ว่าฯ บ่อย ขอใบอนุญาตชะงัก

อย่างไรก็ตาม นายเมธาพงศ์ ยังสะท้อนปัญหาถึงการกวาดล้างกลุ่มทุนสีเทาในพื้นที่ภูเก็ต นำมาสู่การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในจังหวัด ว่า ในมุมมองการปฏิบัติงานจริง ภาคเอกชนยอมรับว่าไม่ต้องการให้เกิดการปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายข้าราชการระดับสูงบ่อยครั้ง เนื่องจากโครงสร้างการอนุมัติสิทธิและใบอนุญาตต่างๆ ในภาคอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการทางราชการ เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง มักส่งผลให้กระบวนการพิจารณาชะงักงันชั่วคราว เพื่อรอผู้มีอำนาจลงนามคนใหม่เข้ามาอนุมัติอย่างเป็นทางการ

แต่หากพิจารณาในภาพรวม ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐตื่นตัวและมีมาตรการตรวจสอบเมื่อเกิดข้อกล่าวหาขึ้น แทนที่จะเพิกเฉย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจและลงทุนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านพฤติกรรมดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพราะหากเรานำคนส่วนน้อยที่ทำผิดกฎหมายมาปะปนกับคนส่วนใหญ่ จะทำให้บรรยากาศการลงทุนทั้งหมดเสียหาย  

นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

ด้านนายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต สะท้อนปัญหาของการบริหารราชการว่า  ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ภูเก็ตมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดถึง 4 คน จนเกิดความไม่ต่อเนื่อง และเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 คนในคราว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารงานภายในและการเมือง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

แม้ว่านักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือตั้งใจมาลงทุนระยะยาว ไม่เข้าใจระบบการเมืองไทย แต่เมื่อเห็นผู้นำจังหวัดเปลี่ยนตัวบ่อยครั้ง ย่อมเกิดความไม่มั่นใจว่านโยบายหรือข้อตกลงต่างๆ ที่เคยคุยไว้จะสะดุดลงหรือไม่

ข่าวจับบุกรุกที่ดิน ทำอสังหาฯ ชะงัก

อีกประเด็นที่กำลังเป็นกระแสคือ การตรวจตราเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะ สร้างความกังวลให้ตลาดเป็นอย่างมาก ทำให้นักลงทุนและผู้ซื้อต่างชาติชะงักเพื่อรอดูสถานการณ์ เพราะกลัวว่าจะซ้ำรอยบทเรียนเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่บางโครงการขายไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วแต่ต้องล้มเลิกไปเพราะโดนร้องเรียนเรื่องที่ดิน

“อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับการปราบปราม แต่เสนอว่าภาครัฐต้องทำหน้าที่ให้ชัดเจน ถ้าผิดให้ดำเนินคดีและแถลงข่าวให้ชัดเจนเป็นรายโครงการไป ถ้าถูกต้องประกาศรับรองความถูกต้อง เพื่อให้ผู้ซื้อและนักลงทุนสบายใจ ไม่ควรปล่อยให้เรื่องเงียบไปหลังจากหมดกระแสในโซเชียล เพราะจะทำให้เกิดความระแวงในภาพรวมการลงทุน” นายก้องศักดิ์ กล่าว

ธุรกิจ 70% ไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง

นายก้องศักดิ์ ยังกล่าวว่า ข้อมูลจากหอการค้าฯ พบว่า ปัจจุบันมีสถานประกอบการ เช่น โรงแรม และร้านอาหารในภูเก็ต เพียงร้อยละ 20-30 เท่านั้นที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ส่วนอีก ร้อยละ 70 ไม่มีใบอนุญาต เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือผังเมืองที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งปัญหานี้สะสมมานานและกลายเป็นภาคบังคับกลายๆ ให้ธุรกิจต้องยอมจ่ายส่วยเพื่อดำเนินการต่อ จึงอยากรณรงค์ให้สมาชิกปรับปรุงตัวเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องเพื่อตัดวงจรนี้ โดยหากธุรกิจใดทำถูกต้องแล้วแต่ยังถูกรังแก หอการค้าฯ ยินดีเข้าช่วยเป็นตัวกลางเจรจาให้

สมาคมโรงแรมพร้อมร่วมมือส่วนกลาง

ด้าน น.ส.วิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา” นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ เปิดมุมมองกับประชาชาติธุรกิจว่า กล่าวว่า สมาคมโรงแรมไทยอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนร่วมกับส่วนกลาง เพื่อผลักดันให้กลุ่มโรงแรมที่ยังไม่มีใบอนุญาตเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยมุ่งเน้นให้สมาชิกต้องมีใบอนุญาตเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งร่วมผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงแรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ระบบและขอรับใบอนุญาตได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการสร้างมาตรฐานและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ลั่นไม่ให้ทุนเทาเอาเปรียบคนไทย

ขณะที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ในฐานะที่จะได้รับมอบหมายดูแลงานปราบปรามผู้มีอิทธิพล ในคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า  จากหารือกับส่วนราชการ ผู้ประกอบการ และลงพื้นที่ตรวจสอบชายหาดและย่านแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังภูเก็ต สิ่งที่พบยกตัวอย่างเช่น 1.ชาวต่างชาติใช้นอมินีคนไทยเพื่อประกอบธุรกิจ 2.ทำถูกกฎหมาย แต่ติดปัญหาความล่าช้าระบบราชการในการขอใบอนุญาต จึงยังไม่มีใบอนุญาต 3.การก่อสร้างอาคารผิดระเบียบกรมโยธาธิการ 4.ทำธุรกิจผิดรูปแบบ เช่นซื้อคอนโดแล้วปล่อยเช่าเป็นโรงแรมขายในออนไลน์เพื่อเลี่ยงภาษี กลุ่มนี้ปล่อยไว้ไม่ได้

ฉะนั้นจึงต้องมาดูว่าอะไรเป็นจุดที่ควรต้องแก้ไขในมุมราชการ  เนื่องจากกฎหมายบางตัวเก่าไม่ทันธุรกิจสมัยใหม่ หรือบางธุรกิจพัฒนาเร็วกว่ากฎหมาย วัตถุประสงค์หลักมหาดไทยต้องการบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้ต่างชาติเข้ามาครอบครองที่ดินในส่วนภูเก็ตได้ เพราะอาจทำให้เกิดธุรกิจสีเทาและเอาเปรียบคนไทย

สั่งสอบสวนผู้มีอิทธิพล  

สำหรับการตรวจสอบกลุ่มผู้มีอิทธิพลในภูเก็ต รมช.มหาดไทย ยอมรับว่าได้กลิ่นผู้มีอิทธิพลทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นคนในประเทศ เนื่องจากชาวบ้านสะท้อนให้ฟังว่าแต่ละโซนพื้นที่ไหนมีใครดูแลอยู่บ้าง จึงสั่งให้กรมการปกครอง ดำเนินการสืบสวน เพราะในยุคของนายกรัฐมนตรีอนุทินห้ามมีผู้มีอิทธิพล  

เบื้องต้นสั่งการให้เปิดคลินิกแก้ปัญหาแก่ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาและรับฟังเสียงในพื้นที่ เพราะหากล้อมกรอบผู้ประกอบการนอกระบบให้เข้าไปอยู่ในระบบได้ จะปิดช่องโหว่การเก็บส่วย ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ก็ไม่ต้องกลัวใครขู่” และจะสืบหากลุ่มนอมินีต่อไปเรื่อยๆ โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ในการตรวจสอบตามสโลแกน  “มหาดไทยชี้ พาณิชย์เช็ค มหาดไทยจับ”

คิวต่อไปชลบุรี

นายพลพีร์ กล่าวว่า  หลังจากนี้ต้องการไปทั่วประเทศทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ เพื่อนำมาพิจารณาในการแก้ไขทั้งในรูปแบบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือแก้กฎกระทรวง พระราชบัญญัติ หรือบังคับใช้กฎหมายต่อไป ยืนยันว่าจะทำให้เร็วที่สุด ต่อไปจะลงพื้นที่ภาคกลางคาดว่าจังหวัดชลบุรี ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือ อีสานจะมีการกำหนดต่อไป