‘ไทยแลนด์ฟาสต์พาส’ ปลดล็อกลงทุน บูมเศรษฐกิจไทย?

‘ไทยแลนด์ฟาสต์พาส’
ปลดล็อกลงทุน บูมเศรษฐกิจไทย?

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

โดยหลักการถือเป็นเรื่องที่เห็นด้วย และเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมาคือ แม้ผู้ประกอบการจะได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้ว แต่ยังต้องเผชิญขั้นตอนทางกฎหมายของภาครัฐที่มีความซับซ้อน อีกทั้งการประสานหน่วยงาน การจัดหาน้ำ ไฟฟ้า หรือการจัดการเรื่องที่ดิน ทำให้การลงทุนจริงเกิดขึ้นล่าช้า

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของโครงการ “ไทยแลนด์ฟาสต์พาส” ไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินการลงทุน แต่เป็นการลดระยะเวลาในการดำเนินการ ซึ่งหากมีโครงการมาลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท ปกติอาจต้องใช้เวลาประมาณ 18 เดือนกว่าจะเริ่มลงทุนได้จริง แต่เมื่อมีระบบ “ไทยแลนด์ฟาสต์พาส” ก็อาจทำให้ระยะเวลาสั้นลง 20-50% หรือเหลือเพียง 9 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งแม้มูลค่าการลงทุนจะเท่าเดิม แต่การที่เม็ดเงินลงสู่ระบบได้เร็วขึ้น ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เร็วขึ้นตามไปด้วย เพราะถ้าลงทุนเร็ว เศรษฐกิจก็โตเร็วแค่นั้นเอง

สำหรับด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยหากเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซียนั้น แม้โครงการไทยแลนด์ฟาสต์พาสทำให้การลงทุนรวดเร็วขึ้น ช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการดึงดูดนักลงทุนได้ แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ เนื่องจากยังมีเรื่องของแพคเกจส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างซัพพลายเชนและองค์ความรู้ ตลอดจนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา กระทรวงที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันของประเทศ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะมีข้อดีในการลดระยะเวลาในการดำเนินการ ทำให้การลงทุนเร็วขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การเร่งรัดขั้นตอนมากเกินไปอาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ เนื่องจากที่ผ่านมา ในหลายกรณี ความล่าช้าเกิดจากการต้องพิจารณาผลกระทบหรือความเสี่ยงต่างๆ อย่างรอบด้าน จึงจำเป็นต้องติดตามว่าการเร่งรัดนี้จะมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด เพราะหากทำได้เร็วและมีคุณภาพก็จะเป็นผลดี แต่หากทำเร็วโดยขาดความรอบคอบ ก็อาจสร้างปัญหาตามมาได้

หากโครงการไทยแลนด์ฟาสต์พาสถูกผลักดันโดยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ก็จะมีอำนาจในการประสานงานกับทุกกระทรวง มากกว่าการขับเคลื่อนโดยหน่วยงานเดียวอย่างบีโอไอ เพราะทำให้การผลักดันมาตรการต่างๆ มีโอกาสสำเร็จได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมองภาพรวมในระดับมหภาค เพราะหากเปิดทางให้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาลงทุนได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ไม่มีการวางแผนรองรับด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำให้เพียงพอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอื่นและประชาชนในวงกว้างได้ จึงควรมีการบริหารจัดการในภาพรวมควบคู่ไปกับการเร่งรัดการลงทุน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายและสำคัญที่สุดของโครงการนี้คือ หากเมื่อมีการลงทุนเข้ามาแล้วประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อะไรกลับมา เพราะหากเข้ามาลงทุนแล้วประเทศได้เพียงค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าเช่าที่ดิน โดยไม่ได้เกิดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ก็อาจไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ แม้นักลงทุนที่เข้ามาจะมีการจ้างงานคนไทยอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน

รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจไทย เพื่อให้การลงทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศ แต่ต้องสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทยได้

ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย สร้างประโยชน์ต่อธุรกิจไทยและประชาชนคนไทยให้มากที่สุด ซึ่งความเร็วก็เป็นสิ่งที่ดี

แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นพร้อมกันก็คือ การลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจไทย คนไทย และทำยังไงให้เราได้ประโยชน์สูงที่สุด

จักริน วังวิวัฒน์
ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1

ตามที่รัฐบาลจะเปิดตัวโครงการไทยแลนด์ฟาสต์พาสเพื่อเร่งรัดการลงทุนนั้น ขึ้นกับว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมใด คงเหมารวมไม่ได้เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีต้นทุนและการใช้วัถุดิบ และการส่งเสริมที่แตกต่างกัน จึงต้องลงรายละเอียดเยอะมาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากที่สุด ไม่ควรนำเข้าส่วนประกอบจากต่างประเทศมาประกอบแล้วส่งออกไปขาย เพราะเราจะไม่ได้อะไรเลย

ทั้งนี้จะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรต้องดูเป็นรายอุตสาหกรรม เมื่อดูกรอบภาพใหญ่แล้วต้องมาเจาะเป็นรายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ จิวเวลรี ฯลฯ ว่ามีรายละเอียดและข้อบัญญัติอะไรบ้าง เราจะเปิดเหมือนเอฟทีเอทั้งหมดไม่ได้ เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ตอนนี้มีปัญหามากเรื่องซัพพลายเชน เชื่อว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ต้องเจอปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะเราเปิดมาแทบทั้งหมดแล้ว

ความได้เปรียบของนักลงทุนต่างชาติเมื่อไทยไปทำข้อตกลงเอฟทีเอแล้วเราเปิดมาถึงตรงกลาง แต่ของประเทศอื่นยังมีกับดักและข้อกฎหมายปลีกย่อยอยู่ภายในจึงต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะการใช้แรงงาน-เครื่องจักร ต้องพิจารณาของเราเป็นหลัก และต้องดูแลผู้ประกอบการในประเทศให้ดี ยังไม่ได้มองไปถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่เอสเอ็มอีคือห่วงโซ่อุปทานที่สามารถส่งวัตถุดิบบางอย่างให้กับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ จึงไม่อยากให้ห่วงโซ่และซัพพลายเชนตรงนี้ขาดไป

ข้อเสนอแนะสำหรับโครงการไทยแลนด์ฟาสต์พาส คือต้องดูเป็นรายอุตสาหกรรม และต้องสอบถามข้อมูลให้ลึกขึ้น เพราะบีโอไอมักนำตัวเลขส่งเสริมการลงทุนมาเปิดว่ามีเม็ดเงินเท่าไหร่ แต่บางครั้งตัวเลขอาจไม่ถึง และไม่ได้มองถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการที่บีโอไอเสนอตัวเลขว่ามีมากน้อยเพียงใด อยากให้บีโอไอมองแค่ว่าส่งเสริมการลงทุนได้กี่รายหรือกี่บริษัท รวมทั้งมีผลให้ได้จีดีพีกลับคืนมากกี่เปอร์เซ็นต์มากกว่า หรืออุตสาหกรรมเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่นำจำนวนรายที่เข้ามายื่นขอส่งเสริมการลงทุนมาวัด แต่ควรนำตัวเลขการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง และโรงงานที่เกิดขึ้นจริง มาเป็นตัวชี้วัดมากกว่า

ในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนในประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่หยุดชะงัก เพราะทุกอย่างยังคลุมเครือ ทั้งนโยบายของรัฐบาล และการลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนยังสับสนว่าจะไปเอาอย่างไรกันต่อ ส่งผลให้การลงทุนไหลไปประเทศเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนจากจีนเพราะเวียดนามเปิดรับหมดไม่เหมือนประเทศไทย การเปิดกว้างรับการลงทุนอาจดีสำหรับเวียดนาม แต่ไม่ดีสำหรับประเทศไทย เนื่องจากเรามีเอสเอ็มอีอยู่มาก จะทำอย่างไรต่อให้เอสเอ็มอีเติบโตและได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่เกิดขึ้นให้ได้

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งกับเวียดนาม แต่ควรมองตัวเองเป็นหลักก่อนว่าความมั่นคงคืออะไร ซึ่งไทยเน้นการส่งออกแม้ตัวเลขจะดีแต่กลไกด้านล่างได้รับผลจากการส่งออกหรือไม่ ส่วนข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการตั้งโรงงาน 1 แห่งในต่างจังหวัดต้องยื่นเรื่องขอจากหลายหน่วยงานเพราะมีกฎหมายที่ทับซ้อนกันอยู่การดำเนินการจึงไม่เบ็ดเสร็จ

ขณะเดียวกันเรื่องผังเมืองก็เป็นปัญหาต่อภาคอุตสาหกรรมมาก บางพื้นที่ผังเมืองยังไม่ประกาศใช้เพราะมีประเด็นที่ย้อนแย้งกันอยู่