
สะเทือนวงการสีกากี! หลังนายกฯ สั่งล้างกระดานกรณีโกงสอบ ปรับผลสอบข้าราชการท้องถิ่นเป็น “โมฆะ” ปมทุจริตครั้งมโหฬาร ชวนกางตัวเลขคณิตคิดเร็ว เงินใต้โต๊ะ 3.5 – 8 แสนบาท กับฐานเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะ “คืนทุน” พร้อมฟังเสียงสะท้อนจาก “ดร.มานะ นิมิตรมงคล” เตือน “มะเร็งร้าย” ที่กัดกินและขวางทางปฏิรูประบบราชการไทย
กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศกับกรณีการทุจริต “โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น” ล่าสุดวันนี้ (24 มิ.ย.) “นายอนุทิน ชาญวีรกุล” นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งให้การสอบครั้งนี้เป็น “โมฆะ” สำหรับผู้ที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ
คำถามที่น่าสนใจและชวนคิดก็คือ เม็ดเงินจำนวน 350,000 ไปจนถึง 800,000 บาท ที่ผู้สมัครใจโกงยอมควักกระเป๋าจ่าย เพื่อแลกกับตำแหน่งราชการท้องถิ่นที่มี ฐานเงินเดือนเริ่มต้นไม่ถึง 15,000 บาท
พวกเขาต้องทำงานนานแค่ไหนถึงจะ “คืนทุน”?
และ
สวัสดิการอะไรที่หอมหวานขนาดทำให้คนยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อแลกมันมา?
กางตัวเลข นานแค่ไหนถึงจะ “คืนทุน”
หากเราคำนวณแบบโลกสวย แบบว่าผู้ที่เข้าไปทำงานจะเก็บเงินจาก “เงินเดือนสุทธิ” เพียงอย่างเดียว โดยสมมติให้บรรจุในตำแหน่งทั่วไป ฐานเงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 15,000 บาท และมีอัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย 6% ต่อปี หรือประมาณปีละ 900 บาท แสดงว่าอาจจะใช้เวลาอยู่ที่ 2 ปี ถึง 4 ปี 2 เดือน
นี่คือการคิดจาก “รายได้รวม” แบบยังไม่หักค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
หากหักค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และเหลือเก็บเพียงเดือนละ 3,000 – 5,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนที่แท้จริงอาจต้องลากยาวไปถึง 7 – 15 ปี!
ในเมื่อตัวเลขระยะเวลาคืนทุนจากเงินเดือนปกติต้องใช้เวลานานขนาดนี้… ทำไมพวกเขายังยอมจ่าย?
“ซื้ออนาคต-ช่องถอนทุน” การลงทุนระยะยาวที่ผลตอบแทนมหาศาล
คำตอบของคำว่า “คุ้มสุดๆ” ในมุมมองของผู้จ่ายเงิน อาจแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ
1. สวัสดิการรัฐที่จับต้องได้และยั่งยืน
สำหรับหลายคน เงินก้อนที่จ่ายไปนั้น คือ การซื้อความมั่นคงให้ตัวเองและครอบครัวจนวันตาย
- ค่ารักษาพยาบาล ครอบคลุมทั้งตัวเอง พ่อแม่ คู่สมรส และบุตร
- บำเหน็จบำนาญ มีเงินใช้หลังเกษียณไปจนสิ้นอายุขัย
- สิทธิการกู้เงิน เครดิตข้าราชการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ (เช่น สหกรณ์) ได้ง่ายและวงเงินสูงเพื่อไปต่อยอดชีวิต
- ความมั่นคง วิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาดก็ไม่ตกงาน ไม่โดนเลิกจ้าง
2. โมเดล “ถอนทุนคืน”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มองแค่เงินเดือน แต่จ่ายเงินเพื่อเข้าไปถือ “อำนาจ” ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นแหล่งรวมงบประมาณพัฒนาพื้นที่ การจัดซื้อจัดจ้าง และโครงการต่างๆ เม็ดเงิน 8 แสนบาทอาจจะดูจิ๊บๆ ไปเลย หากเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่มีช่องทางรับ “ส่วนต่าง” หรือเงินใต้โต๊ะในอนาคต
มะเร็งร้ายระบบราชการ: ‘อำนาจและความลับ’
เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่กี่คน แต่คือ ‘มะเร็งร้าย’ เชิงโครงสร้าง ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการ “ลงทุน” ซื้ออนาคตในครั้งนี้ ดร.มานะมองว่า การใช้เงินซื้อความถูกต้องกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยไปแล้ว แต่มันเป็นความผิดปกติที่ยอมรับไม่ได้ ไม่ต่างจากการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง หรือการวิ่งเต้นเส้นสายในโรงเรียนนายสิบและหลักสูตรปลัดอำเภอที่เคยเกิดขึ้น
“แน่นอนเลย เหตุการณ์นี้เป็นการชี้ให้เราเห็นว่าเรากำลังเสี่ยงที่จะเกิดหายนะขึ้นในอนาคต การกระทำแบบนี้จะเป็นการทำลายระบบราชการของประเทศไทย”
ดร.มานะ เตือนถึงความเสี่ยงของการ “ถอนทุนคืน” ไว้อย่างน่าสนใจว่า สังคมกำลังจะได้คนที่จ้องจะโกงและคนที่ไม่รู้เรื่องเข้าไปทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่ความแตกแยกในองค์กร เพราะคนในระบบรู้ดีว่าใครเข้ามาด้วยวิธีไหน และที่น่ากลัวที่สุดคือ คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกำแพงขวางความเจริญของระบบข้าราชการไทย
“พวกเขาจะขัดขวางการปฏิรูประบบราชการเพราะเขาอยากโตมาแบบนี้… ทัศนคติที่จะบริการประชาชน หรือรักษาผลประโยชน์ขององค์กรมันจะไม่เกิดขึ้นโดยคนที่เข้ามาด้วยวิธีการคดโกง”
เมื่อเจาะลึกไปถึงรากเหง้าของปัญหา ดร.มานะ ชี้เป้าไปที่ระบบของรัฐที่ไม่เคยถูกพัฒนามานาน ตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ผูกขาดและไร้ความโปร่งใส ซึ่งหากทำลายเครือข่ายนี้ไม่ได้ สังคมไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤตอีกมากมาย
คำสั่งโมฆะ ชะตากรรมของ “คนดี” ที่ซวยไปด้วย
สำหรับประเด็นร้อนที่นายกรัฐมนตรีสั่งล้างกระดานจนทำให้ผู้สอบผ่านอย่างบริสุทธิ์ใจบางคนวิตกว่าต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วยนั้น ล่าสุดนายกฯ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมแล้วว่า จะไม่มีการเหมาเข่งและจะตรวจสอบตามกระบวนการเป็นรายบุคคลต่อไป
แต่ทาง ดร.มานะ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนที่จะมีการยืนยันดังกล่าวออกมา เขาเอ่ยว่า ถ้าจะมีการเหมาเข่งเกิดขึ้นจริงก็เข้าใจการตัดสินใจของนายกฯ แม้จะเห็นใจคนที่ต้องเสียโอกาสจากระบบที่ไม่ยุติธรรมนี้ และมองว่าหากในอนาคตการสอบสวนสามารถแยกแยะคนจ่ายเงินออกจากคนบริสุทธิ์ได้ชัดเจน ก็ควรจะมีการเยียวยาเกิดขึ้น
แต่สำหรับกลุ่มคนที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง ดร.มานะ ฝากคำถามชวนคิดไว้ว่า
“เราก็อยากเห็นเหมือนกันนะว่าคนที่เขาจ่ายเงินจ่ายทองเนี่ยเขาจะทบทวนตัวเองยังไง เขาจะยอมรับชะตากรรมที่ตัวเองและครอบครัวยอมลงทุนไปในสิ่งที่ผิดไหม แล้วต่อไปในวันข้างหน้าเนี่ยพวกเขาจะทำยังไง”
พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ตำรวจ ป.ป.ช. และกระทรวงมหาดไทย ขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ให้หมด ไม่เว้นแม้แต่ข้าราชการระดับสูงหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย โดยต้องตั้งข้อหาให้หนักที่สุด และที่สำคัญคือต้องเรียกค่าเสียหาย 133 ล้านบาท ที่รัฐจ่ายเป็นค่าจ้างจัดสอบคืนจากคนโกงกลุ่มนี้ด้วย
บทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ ดร.มานะ ทิ้งท้ายกุญแจสำคัญในการล้างบางทุจริตไว้อย่างหนักแน่นว่า
“กุญแจของคอร์รัปชัน คือ อำนาจและความลับ เราจะต้องเปิดเผยและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุดครับ”





