ชีวะภาพ หวังจบปัญหา 10 ปี วัดดัง จ.เลย รุกป่า ฮึ่มส.ป.ก.ออกเอกสารสิทธิมั่ว บิ๊กเต่า แนะเจรจาก่อน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา พร้อมด้วยนายกิตติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานคณะกรรมาธิการ นำคณะลงพื้นที่ศาลากลางจังหวัดเลย เพื่อประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายกรณีวัดร่มโพธิธรรม อ.หนองหิน จ.เลย ก่อสร้างอาคารรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวน

โดยมีนายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ ร่วมชี้แจง

นายชัยพจน์กล่าวว่า จากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แบ่งการปฏิบัติงานเป็น 2 ประเด็นหลัก คือการบังคับคดี และการตรวจสอบความมั่นคงด้านบุคคล ซึ่งผลการลงพื้นที่ตรวจค้นผู้พักอาศัยภายในวัดร่มโพธิธรรม พบผู้อาศัยรวมทั้งสิ้น 740 คน แบ่งเป็นรายละเอียด ดังนี้

  • กลุ่มคนไทย จำนวน 599 คน : ประกอบด้วย พระภิกษุและสามเณร 133 รูป, แม่ชี 142 คน และฆราวาส 324 คน
  • ​กลุ่มชาวต่างชาติ จำนวน 141 คน : (ส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนาม จีน ลาว และสัญชาติอื่นๆ) ประกอบด้วย กลุ่มนักบวชชาย 33 รูป, แม่ชี 74 คน และฆราวาส 34 คน

ด้านนายพัฒน์พงษ์เปิดเผยถึงความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูค้อ และป่าภูกระแต ท้องที่ ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย ว่า ขณะนี้คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1388/2560 ซึ่งสั่งให้จำเลยทั้ง 4 รายและบริวาร ต้องออกจากพื้นที่ป่าสงวนฯ รวมเนื้อที่กว่า 753 ไร่ (411 ไร่เศษ และ 342 ไร่)

Advertisement

​นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเลยได้มีคำสั่งยกคำร้อง “วัดร่มโพธิธรรม” กับพวก ที่พยายามยื่นแสดงอำนาจพิเศษอ้างสิทธิธรณีสงฆ์ โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า “วัดร่มโพธิธรรม” ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล เนื่องจากเป็นเพียงหนังสือรับรองสภาพวัดเท่านั้น และไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา อีกทั้งเอกสาร ส.ค.1 ที่นำมาอ้างได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ทำให้ข้ออ้างเรื่องธรณีสงฆ์ตกไป และไม่สามารถนำมาใช้คัดค้านการบังคับคดีของศาลได้

​รองอธิบดีกรมป่าไม้ยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ที่คดีถึงที่สุดแล้ว และ ส.ป.ก.ก็ได้สั่งยกเลิกเอกสารสิทธิในแปลงพิพาทไปแล้วเช่นกัน ดังนั้น หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก ต้องยึดหลักนิติรัฐเป็นฐาน แต่การแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายฟาดฟันอย่างเดียวเสมอไป จึงอยากใช้รัฐศาสตร์นำทางก่อน โดยเชื่อว่าการเปิดโต๊ะเจรจาจะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น โดยยกโมเดลความสำเร็จจากกรณี “วัดบางคลาน” ที่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งยาวนานนับทศวรรษ แต่สามารถคลี่คลายได้ด้วยการลงพื้นที่ทำการบ้าน พูดคุยกับตัวบุคคลที่เป็นแกนนำปัญหาทีละคนจนได้ข้อสรุป พร้อมยืนยันว่า หากการเจรจาไม่เป็นผล ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด

ด้านนายชีวะภาพได้แนะให้ทุกหน่วยงานบูรณาการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หลังพบปัญหาคาราคาซังมานานกว่า 10 ปี โดยชี้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ผิดกฎหมาย ไม่สามารถขออนุญาตใช้ประโยชน์ได้ และที่ผ่านมาวัดแห่งนี้ “หลุดขบวน” จากการจัดระเบียบสำนักสงฆ์ทั่วประเทศนับหมื่นแห่ง พร้อมติงแรงถึงกรณีเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ในพื้นที่ว่ามีการยอมรับจากผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก.แล้วว่า “ออกเอกสารสิทธิคลาดเคลื่อน 7 แปลง” ซึ่งถือเป็นการออกเอกสารโดยมิชอบและเอื้อประโยชน์ให้การครอบครองป่าโดยผิดกฎหมาย รวมทั้งให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและกลุ่มผู้จดแจ้งเท็จดำเนินคดีให้ถึงที่สุด รวมไปถึงเรียกร้องให้ปรับปรุงระเบียบการอุทธรณ์ที่ซ้อนทับพื้นที่ป่า เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการบริหารจัดการ

พร้อมกันนี้ นายชีวะภาพได้วางแนวทางจัดการปัญหาแบบ “คู่ขนาน” ให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาว่า กรมที่ดินควรเร่งตรวจสอบแนวเขต น.ส.3 ที่ทับซ้อนกับป่าสงวนฯ และป่าถาวรให้ชัดเจน อย่าเพิ่งฟันธงจนกว่าจะได้ข้อยุติ ส่วน ส.ป.ก.ต้องเร่งสะสางเอกสารสิทธิที่ผิดพลาดและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ขณะที่กรมป่าไม้ควรใช้มาตรา 25 บังคับใช้กฎหมายกับสิ่งปลูกสร้างที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วอย่างเด็ดขาด
อีกทั้งสำนักพุทธฯต้องเข้ามาจัดการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้เป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายปกครอง

“เราเป็นพุทธมามกะ ทำดีทำชอบนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย กรณีนี้ต้องกล้าหาญและแยกแยะให้ชัดเจน วันนี้เราทำจากเบาไปหาหนักตามหลักนิติรัฐและรัฐศาสตร์ เพื่อให้เรื่องยืดเยื้อ 10 ปีนี้จบสิ้นเสียที” นายชีวะภาพกล่าว