‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ หนึ่งในธุรกิจที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของไทย หลังบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกทยอยเข้ามาประกาศลงทุนหลายแสนล้านบาท แต่จู่ๆ ก็ถูกตั้งคำถามว่า “คุ้มค่าจริงไหม” เพราะแม้จะใช้ไฟมหาศาล จ้างคนเพียงไม่กี่สิบคน แล้วสุดท้ายสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยมากแค่ไหน

ประเด็นนี้กลายเป็นที่ถกเถียง หลัง ‘วิทัย รัตนากร’ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาแสดงความเห็นบนเวทีสัมมนา ‘เฮ็ดการ เฮ็ดงาน อีสานบ้านเฮา’ ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีหลายเรื่องที่ “น่ากังวล” แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้นจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาสูงเป็นประวัติการณ์
‘วิทัย’ อธิบายว่า เงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และบริการคลาวด์ แม้จะดันให้การลงทุนรวมของประเทศโตถึงราว 6% แต่ธุรกิจเหล่านี้กลับสร้างการจ้างงานค่อนข้างน้อย
เขายกตัวอย่างว่า ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งอาจจ้างพนักงานเพียง 30-40 คน แต่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล ขณะที่สัดส่วนการใช้สินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทย (Local Content) อยู่เพียงประมาณ 30% ต่ำกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมทั่วไปที่มักอยู่ราว 70%
นอกจากนี้ ‘วิทัย’ ยังมองว่า คนที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของสินค้าไฮเทคมีจำนวนไม่มาก โดยมีผู้ผลิต 105 รายที่ครองสัดส่วนการส่งออกถึง 85% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ทำให้ผลประโยชน์ที่ตกถึงคนไทยมีไม่มาก ทั้งในแง่กำไร การจ้างงาน และการใช้ผู้ผลิตในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ‘วิทัย’ ย้ำว่า การมีดาต้าเซ็นเตอร์และอยู่ในซัพพลายเชน AI ย่อมดีกว่าไม่มีเลย เพียงแต่ประเทศไทยต้องตั้งคำถามว่า การลงทุนในลักษณะนี้สร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน
ดาต้าเซ็นเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่โรงงาน
ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีอีกมุมหนึ่งจากภาคเอกชน นั่นคือ ‘จูน-จรีพร จารุกรสกุล’ ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group
‘จูน’ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่โรงงานผลิตสินค้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นเหมือนโรงไฟฟ้าที่แม้จะใช้พนักงานเพียง 50-80 คน แต่สามารถผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนหลายล้านครัวเรือนและโรงงานอีกจำนวนมาก จนเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามมา
ดาต้าเซ็นเตอร์ก็มีบทบาทในลักษณะเดียวกัน แม้จะไม่ได้จ้างคนจำนวนมากโดยตรง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร โรงงาน ภาครัฐ การศึกษา อีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย ระบบ ERP รวมถึงบริการ AI ที่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
เมื่อมีดาต้าเซ็นเตอร์ ก็จะเกิดความต้องการอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงชิป AI ขณะเดียวกัน ธุรกิจจำนวนมากก็สามารถนำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไปต่อยอดได้ ซึ่งบางส่วนมีฐานการผลิตอยู่ในไทย และยังช่วยให้ธุรกิจดิจิทัล ผู้ประกอบการออนไลน์ ยูทูบเบอร์ ตลอดจนธุรกิจอีกจำนวนมากสามารถดำเนินงานต่อได้ ซึ่งเธอมองว่า สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงานทางอ้อมจำนวนมาก
‘จูน’ ยังเห็นด้วยว่าภาครัฐควรเข้ามากำกับการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด พร้อมบอกว่า อยากให้สังคมเห็นข้อมูลทั้งสองด้าน เพื่อให้เห็นทั้งข้อดีและข้อจำกัดของการลงทุนประเภทนี้
การลงทุนไม่ควรวัดแค่ ‘จ้างงานมากหรือน้อย’
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกมุมมองจาก ‘โค้ก-สาโรจน์ อธิวิทวัส’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Wisible ซึ่งมองว่า การถกเถียงเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ควรจบแค่ประเด็น ‘จ้างงานมากหรือน้อย’ แต่ควรถามต่อว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านั้นถูกนำไปใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยมากแค่ไหน
เขามองว่า การมีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะเติบโตโดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งสำคัญคือ กำลังประมวลผลถูกนำไปใช้ทำอะไร ถ้าถูกนำไปใช้กับงานที่สร้างนวัตกรรม พัฒนา AI ของไทย วิจัยยา หรือยกระดับภาคอุตสาหกรรม ก็ย่อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย
แต่ถ้ากำลังประมวลผลส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการดูคอนเทนต์ หรือกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ก็อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากนัก
สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครบอกว่าไทยไม่ควรมีดาต้าเซ็นเตอร์ ต่างกันตรงที่การวัด ‘ความคุ้มค่า’ ของการลงทุน
ฝั่งหนึ่งมองเรื่องการจ้างงานและผลประโยชน์ที่ตกถึงคนไทยโดยตรง อีกฝั่งมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ส่วนอีกมุมหนึ่งตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วกำลังประมวลผลเหล่านั้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยจริงหรือไม่
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย [1][2], จูน-จรีพร จารุกรสกุล, โค้ก-สาโรจน์ อธิวิทวัส
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




