
คอลัมน์ : Politics policy people forumนาทีนี้ระบอบสีนํ้าเงิน อยู่ในภาวะ “Power Full”
เมื่อ “วุฒิสภา” ที่มีหน้าที่ “ประทับตรา” รับรององค์กรอิสระ กว่า 150 ชีวิตได้ทยอยเปลี่ยนถ่าย “กรรมการ” ในองค์กรอิสระ
โดยเฉพาะ 3 องค์กรอิสระสำคัญที่ชี้เป็น-ชี้ตาย ให้คุณ ให้โทษทางการเมือง
ทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ศาลรัฐธรรมนูญ
หากกลุ่มการเมืองสีใดสีหนึ่งคุมการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ย่อมได้เปรียบทางการเมืองอย่างยิ่ง
เกมคัดองค์กรอิสระ
ว่ากันว่า “ผู้ใด” ที่จะลงสมัครเป็น “กรรมการ” ในองค์กรอิสระ ทั้ง 3 ที่นี้ อันดับแรกจะต้อง “เดินสาย” ไปขอคะแนนเบื้องต้นจาก “ผู้มีบารมี” นอกสภา เพื่อให้ผ่านด่าน “คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ”
ในยุคที่การเมืองสีแดง คนที่จะสมัครเป็นองค์กรอิสระ ต้องหูไวตาไวว่าจะไปเจรจากับใครเพื่อให้ได้คะแนน เช่นเดียวกับในยุคที่ระบอบน้ำเงินเรืองอำนาจ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีสรรหาองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 203 และมาตรา 217 กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระแต่ละองค์กร ประกอบด้วย
1.ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ 2.ประธานสภาผู้แทนราษฎร 3.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 4.ประธานศาลปกครองสูงสุด
บวกกับบุคคลซึ่งถูกแต่งตั้งโดยศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ที่ไม่ใช่องค์กรอิสระที่ต้องมีการสรรหาองค์กรละหนึ่งคน ได้แก่ บุคคลที่ กกต.แต่งตั้งหนึ่งคน บุคคลที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้งหนึ่งคน บุคคลที่ ป.ป.ช.แต่งตั้งหนึ่งคน บุคคลที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แต่งตั้งหนึ่งคน บุคคลที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แต่งตั้งหนึ่งคน บุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้งหนึ่งคน
กล่าวคือ หากสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่มีบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้ง หรือหากสรรหากรรมการ ป.ป.ช. ก็จะไม่มีบุคคลที่ ป.ป.ช.แต่งตั้ง เป็นต้น
หากแบ่งสัดส่วนฝ่ายการเมืองที่เข้าไปเป็นคณะกรรมการสรรหา จะมี 2 คนที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปกติต้องเป็นคนของพรรคแกนนำรัฐบาล อีกคนหนึ่งคือ “ผู้นำฝ่ายค้าน” บวกกับสายตุลาการ ทั้งประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด
แต่ทันทีที่กลุ่มการเมืองใดแทรกซึมองค์กรอิสระได้ ก็จะใช้วิธีการให้องค์กรอิสระนั้น ๆ แต่งตั้ง “ตัวแทน” ไปร่วมคณะกรรมการสรรหา ในการเลือกบุคคลที่จะมาเป็นองค์กรอิสระ
กางรายชื่อ “คณะกรรมการสรรหา” แต่ละคณะ จะเริ่มเห็นบุคคลที่แต่งตั้งจาก กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อดีตอธิบดีในกระทรวงมหาดไทยเป็น “กรรมการสรรหา”
เท่ากับว่ายุคการเมืองสีน้ำเงินสามารถกุมที่นั่งในคณะกรรมการสรรหา อย่างน้อย 4 ที่นั่ง ในการคัดบุคคลไปเป็นองค์กรอิสระ
และเมื่อผ่านด่านคณะกรรมการสรรหาแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการ “รับรององค์กรอิสระ” ในชั้นวุฒิสภาที่เสียงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เรียกว่าสว.สีน้ำเงิน
สว.ถ่ายเลือด ศาล รธน.
โดย สว.ชุดปัจจุบัน ที่มีวาระ 5 ปี จนถึง 2572 สามารถ “เห็นชอบ” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 จาก 9 คน ตลอดระยะที่ดำรงตำแหน่ง
ล่าสุดกับการที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบ “จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช” นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในสายนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ คนใหม่ แทน “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบัน ด้วยเสียง 140 ต่อ 17 เสียง ซึ่งก่อนหน้านี้ “จักรพงศ์” เคยสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช.หลายครั้ง และสมัครเป็น กกต. และมาลงเอยที่ศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อ X-ray ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับการเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบัน มีอีก 1 คน สราวุธ ทรงศิวิไล โดยเห็นชอบเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สัดส่วนข้าราชการ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 โดย “สราวุธ” ถูกจับตามองว่าเคยเป็นอธิบดีกรมทางหลวง ในช่วงที่มีเจ้ากระทรวงคมนาคมคือ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”
สำหรับคดีการเมืองร้อนในศาลรัฐธรรมนูญ โดยเกี่ยวข้องกับรัฐบาลอนุทิน 2 คือ กรณีพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยเป็นคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อีกคดี คือ กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ จากการที่ กกต.จัดการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด และรหัสคิวอาร์โค้ด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 72 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 43 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224
ฮั้ว สว. คดีสำคัญ กกต.
ขณะเดียวกัน สว.ชุดปัจจุบันยังเห็นชอบ กกต.ไปแล้ว 4 คน เริ่มจาก 22 กรกฎาคม 2568 ที่เห็นชอบ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็น กกต. ด้วยเสียง 165 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 20 เสียง ซึ่งปัจจุบัน “ณรงค์” นั่งเก้าอี้ประธาน กกต.
ต่อมา 20 ตุลาคม 2568 ที่ประชุม สว.ได้เห็นชอบ กกต. 2 ราย ประกอบด้วย “อนันต์ สุวรรณรัตน์” อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 137 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 29 คน และ 2. “ณรงค์ รักร้อย” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยเสียง 135 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 32 คน ไม่ลงคะแนน 1 คน
และ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุม สว.ได้เห็นชอบ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็น กกต. ด้วยเสียงเห็นชอบ 144 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 26 คน
ว่ากันว่า กกต.จาก 7 คน ขณะนี้เครือข่ายสีน้ำเงินคุมเกมใน กกต.ไปแล้ว 5 เสียง ท่ามกลางคดีการเมืองสำคัญ คือ กรณีฮั้ว สว. ที่มี 229 ผู้ถูกกล่าวหาโยงกับพรรคภูมิใจไทย และ สว.ชุดปัจจุบัน
ป.ป.ช. ไม่เอาผิดศักดิ์สยาม
เช่นเดียวกับ ป.ป.ช.ที่มีการผลัดใบเช่นกัน โดย สว.ชุดปัจจุบันได้เห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช.ไปแล้ว 4 คน ประกอบด้วย ประภาศ คงเอียด, เพียรศักดิ์ สมบัติทอง, สุชาติ สุนทรีเกษม, มนูภาน ยศธแสนย์
โดยช่วงต้นปี 2569 ป.ป.ช.ได้กลายเป็นตำบลกระสุนตก เมื่อที่ประชุม ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยปม “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินอันเป็นเท็จ ปมครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า “ศักดิ์สยาม” พ้นจากความเป็น รมว.คมนาคม เพราะยังคงครอบงำและเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
ขณะที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยว่า “ศักดิ์สยาม” ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง





