‘สิริพงศ์’ ชงงบ 2.4 หมื่นล้าน ดันโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV มุ่งลดคาร์บอน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 29 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงภายหลังหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง เพื่อเสนอของบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ วงเงิน 4 แสนล้านบาท สำหรับโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ ว่ากระทรวงคมนาคมในส่วนของกรมขนส่งทางบก เข้าหารือนายเอกนิติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่กระทรวงคมนาคมขอให้รัฐบาลใช้งบประมาณวงเงินกู้ 4 แสนล้าน ในการเปลี่ยนถ่ายการใช้พลังงานจากพลังงานฟอสซิลไปเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะในหมวดรถโดยสาร เนื่องจากในปีที่จะถึงนี้ จะเป็นปีที่ผู้ให้บริการรถโดยสารในประเภทต่างๆ ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเปลี่ยนรถ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น การออกมาตรการเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า จะช่วยได้หลายประการ คือ 1.ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยให้กับประชาชน 2.เป็นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกอบการเพื่อไปช่วยประชาชนในการไม่ขึ้นค่าโดยสาร 3.เป็นการเปลี่ยนถ่ายการพึ่งพาการใช้พลังงานน้ำมัน โดยกรมการขนส่งทางบก ได้คำนวณตัวเลขว่ารอบนี้กลุ่มเป้าหมายที่จะสามารถดำเนินการได้อยู่ที่ 7 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มรถแท็กซี่ กลุ่มรถที่ให้ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสามล้อ รถโดยสารประจำทางไม่ประจำทาง รถโดยสารประจำทาง รถบรรทุก รถขนส่งนักเรียน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายมีอยู่ประมาณ 8 หมื่นคัน

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า กรมการขนส่งทางบกคำนวณว่าหาก 8 หมื่นคันนี้ เปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด เป็นรถ EV ทั้งหมดจะสามารถลดปริมาณการผ่อนคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ถึง 2 แสนตันต่อปี จึงเป็นตัวเลขที่น่าสนใจอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่จะเสนอให้กระทรวงการคลัง โดยคณะอนุกรรมการที่ดำเนินการกลั่นกรอง นำเรื่องนี้ไปพิจารณา ซึ่งใช้ในชื่อโครงการ GOV TOPUP โดยใช้งบประมาณอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท โดยการอุดหนุนจะเป็นรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น รถขนส่งประจำทาง อาจจะเป็นการช่วยเงินก้อนแรกไปเลย สำหรับคนที่เปลี่ยนรถจากเก่าไปเป็นรถ EV

“สำหรับประชาชนทั่วไป รัฐบาลจะมีมาตรการออกมาแน่นอน แต่ส่วนที่เราพูดถึงคือการขนส่งมวลชนที่ประชาชนมีภาระในการจ่ายค่าโดยสาร การที่รัฐบาลทำเช่นนี้ เป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ในการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าโดยสารหรือคุณภาพรถ สิ่งที่รัฐบาลทำ ไม่ได้ทำเพื่อผู้ประกอบการ แต่ทำเพื่อเชิญชวนให้ผู้ประกอบการ หันไปใช้พลังงานสะอาดและได้รถใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

เมื่อถามว่า โครงการดังกล่าวอาจถูกวิจารณ์ว่าไม่ใช่โครงการเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน นายสิริพงศ์ กล่าวว่า หากวันนี้น้ำมันแพงขนาดนี้แล้วประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า การระบุว่าไม่เร่งด่วน แล้ววันไหนจะเร่งด่วน เพราะวันนี้เราไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางจะรุนแรงแค่ไหน เห็นได้จากการประกาศหยุดยิงเพียงไม่กี่วันก็กลับมายิงกันอีก ซึ่งไม่ทราบว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน ฉะนั้นเราต้องดำเนินการในช่วงที่ยังสามารถดำเนินการได้

เมื่อถามว่า ประชาชนทั่วไปจะมีส่วนร่วมในโครงการรถเก่าแลกรถใหม่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า จะมีมาตรการอื่นทยอยออกมาตามมา แต่วันนี้เราพูดถึงในส่วนของผู้ประกอบการ เนื่องจากเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ประชาชนมีภาระในการจ่ายค่าโดยสาร จึงขออย่าเข้าใจผิด ตนกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นการช่วยผู้ประกอบการอีก แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ดำเนินการไม่ได้ทำเพื่อผู้ประกอบการ แต่เป็นการเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานสะอาด และใช้รถใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น