เล็งชงของบ 2.4 หมื่นล้าน ‘พ.ร.ก.เงินกู้ฯ’ เปลี่ยนรถสาธารณะ 7 กลุ่มเป็น EV


29 มิ.ย. 2569 | 17:44น.
เล็งชงของบ 2.4 หมื่นล้าน จาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เปลี่ยนรถสาธารณะ 7 กลุ่มเป็น EV

เล็งชงของบ 2.4 หมื่นล้าน จาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เปลี่ยนรถสาธารณะ 7 กลุ่มเป็น EV

ก.คมนาคม เล็งชงสนับสนุนโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะ 7 กลุ่มเป็นอีวี วงเงิน 2.4 หมื่นล้าน จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ยันไม่เอื้อผู้ประกอบการ ชี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเหตุสถานการณ์โลกไม่แน่นอน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า กระทรวงคมนาคม จะเสนอโครงการเพื่อใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน 4 แสนล้านบาท สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปีที่จะถึงนี้จะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการขนส่งหลายประเภท ต้องเปลี่ยนรถตามรอบการใช้งาน จึงเห็นว่าหากภาครัฐจะออกมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้ประชาชนผู้ใช้บริการที่ได้ใช้รถรุ่นใหม่ที่มีมาตรฐานมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งจะส่งผลให้สามารถตรึงหรือช่วยลดภาระค่าโดยสารของประชาชนได้

นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยนถ่ายการพึ่งพาการใช้น้ำมัน โดยกรมการขนส่งทางบกได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมโครงการรวม 7 กลุ่ม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชั่น, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถโดยสารประจำทาง, รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า รวมเป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน

กรมการขนส่งทางบก ประเมินว่า หากสามารถเปลี่ยนผ่านได้ทั้ง 80,000 คัน มาใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ประมาณ 200,000 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ราว 11 ล้านต้นต่อปี และช่วยลดการใช้น้ำมัน คิดเป็นมูลค่าราว 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวใช้ชื่อว่า Govt. Top-Up โดยจะใช้งบประมาณประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท โดยการอุดหนุนรถแต่ละประเภทจะแต่ต่างกัน อาทิสนับสนุนเงินก้อนแรก ให้กับผู้ประกอบการขนส่งที่เปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดของประเทศ ส่วนกลุ่มแท็กซี่หรือรัฐอาจจะช่วยเหลือเป็นวัน ยกตัวเช่น รัฐช่วยวันละ 500 บาท ระยะเวลา 5 ปีเป็นต้น ส่วนโครงการของประชาชนอาจจะมีอีกโครงการอื่นๆ

เมื่อถามว่า โครงการดังกล่าวอาจถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้เร่งด่วนหรือฉุกเฉิน นายสิริพงศ์ กล่าวว่า หากวันนี้น้ำมันแพงขนาดนี้แล้วประชาชนเดือดร้อนถ้วนหน้า การระบุว่าไม่เร่งด่วน แล้ววันไหนจะเร่งด่วน เพราะวันนี้เราไม่มีทางรู้เลยว่าสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางจะรุนแรงแค่ไหน เห็นได้จากการประกาศหยุดยิงเพียงไม่กี่วันก็กลับมายิงกันอีก และไม่ทราบว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน ฉะนั้นเราต้องดำเนินการในช่วงที่ยังสามารถดำเนินการได้

เมื่อถามว่า ประชาชนทั่วไปจะมีส่วนร่วมในโครงเทิร์นรถหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สำหรับประชาชนทั่วไปจะมีมาตรการอื่นทยอยตามมา แต่วันนี้เราพูดถึงในส่วนของผู้ประกอบการ แต่เราพูดถึงระบบขนส่งมวลชนที่ประชาชนมีภาระในการจ่ายค่าโดยสาร

“ขออย่าเข้าใจผิด ผมกังวลว่าจะถูกมองว่าเอาอีกแล้วช่วยผู้ประกอบการอีก มิได้ การที่รัฐบาลทำคือเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น ในขณะที่ราคาค่าโดยสารไม่สูงขึ้น เพราะรัฐมีหน้าที่กำกับดูแล ดังนั้นสิ่งที่ทำไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการ สิ่งที่ทำเราเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานสะอาด และได้รถใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น”

ส่วนกรณีที่ นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้สัมภาษณ์ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เอกชนจะถอดใจโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) นั้น รมช.คมนาคม ระบุว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ฟังที่ผู้ว่า ร.ฟ.ท. ไปคุย