
เมื่อเวลา 16.13 น. วันที่ 29 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบลงทุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ว่า งบประมาณในปีนี้ยังมองไม่เห็นอนาคต เพราะรายจ่ายการลงทุนตํ่า มีเพียง 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ระบุว่างบประมาณลงทุนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 แต่มีความพยายามที่จะเลี่ยงกฎหมาย เพราะในเอกสาร งบประมาณมีการใช้ถ้อยคำ “ลงทุน” ที่คลุมเครือกำกวม ซึ่งตัวเลขงบลงทุนที่ชัดเจนมีเพียง 13% แต่ส่วนต่างที่เหลือ 8% ยังมีความคลุมเครือในนิยาม แอบไปซุกในงบเงินอุดหนุน หรืองบรายจ่ายอื่น แต่ละรายการต้องตีความแบบศรีธนญชัยเพื่อให้ผ่านเกณฑ์
นอกจากนี้ ในส่วนของงบกลางก็ยิ่งขาดความชัดเจน เพราะมีการแบ่งเป็นงบลงทุน 60% ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร แต่งบค่าใช้จ่ายที่ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 12,000 ล้านบาท กลับไม่ถูกนับว่าเป็นงบลงทุน ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แม้เราจะเห็นฝ่ายบริหารตั้งงบลงทุนมาต่ำ แต่เราก็ปล่อยผ่านไม่ได้ง่าย ๆ เพราะปีศาจมักซ่อนอยู่ในรายละเอียด ต้องตามไปดูไส้ในว่าด้านไหนควรมีการปรับเพิ่มหรือลด
นายสุรเชษฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่า งบลงทุนที่เป็นกระเป๋าใหญ่ คืองบทำถนนที่อยู่ในมือของกระทรวงคมนาคม 99.2% ภายใต้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งงบก้อนนี้คือขุมทรัพย์ทุนการเมืองที่สำคัญของรัฐบาลทุกสมัย รัฐมนตรีสายดาร์คจึงมักได้ครอบครองเก้าอี้นี้ เป็นขุมทองหลักให้พรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาล
นายสุรเชษฐ์ อธิบายต่อว่า ณ ตอนนี้หลายบริษัทก่อสร้างของไทยกำลังใกล้ตาย และกำลังจะเจอกับงบปี 70 ที่งานใหม่น้อย พ่วงด้วยวิกฤตน้ำมันแพง ทำให้ผู้ประกอบการซวยไม่ไหวแล้ว แย่งงานไม่พอ อาจมีการทิ้งงานกัน แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่กินหรูอยู่สบาย เพราะเป็นถุงเงินใหญ่ให้พรรคการเมือง กลุ่มคนเหล่านั้นคือ “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ที่มีอยู่ 83 ราย บางรายอาจไม่ค่อยทำงานแล้ว แต่ยังขอเงินทอนส่วนแบ่งได้ ซึ่งเชื่อว่านายกรัฐมนตรีทราบเรื่องนี้ดี เพราะท่านเคยอยู่ในวงการนี้ และบริษัทครอบครัวของนายกรัฐมนตรี ก็อยู่ 1 ใน 83 รายนี้
ซึ่งเมื่อดูจากงบประมาณก็ชัดเจนว่า ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ได้โครงการที่เยอะและงบประมาณมากมาโดยตลอด ทั้งที่ปีนี้งบลงทุนในส่วนอื่นน้อยลง แต่ชนชั้นพิเศษได้โครงการเพิ่มจากปีที่แล้ว จาก 69 เป็น 70 โครงการ ได้งบไปแบ่งกัน 8,385 ล้านบาท และสร้างภาระผูกพันเพิ่มในปีต่อไป 51,846 ล้านบาท หน่วยงานก็มีหน้าที่เตรียมเค้กมาประเคนให้พอต่อการแบ่ง หาสร้างไปเรื่อย ๆ ไม่งั้นอธิบดีก็โดนเด้ง
นายสุรเชษฐ์ ชี้ให้เห็นว่า หากจัดงบตามเกณฑ์ปกติ โครงการจะมีน้อย และไม่พอแบ่ง จึงต้องมีการเล่นทริกเบี้ยวเกม ในสมัยก่อนมีการหาช่องให้ผู้รับเหมามีงาน ด้วยการปั้นโครงการใหม่ให้เยอะ แต่ตั้งงบปีแรกน้อย ปล่อยให้เป็นภาระผูกพันธ์ก้อนใหญ่ จนมีการกำหนดหลักเกณฑ์งบปีแรก ว่าต้องมีขั้นต่ำ 15% ของงบโครงการทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการซอยงบ แต่ในปีนี้ตนพบว่ามี 10 โครงการ ที่แอบลดงบประมาณปีแรก จาก 15% เหลือ 10% ซึ่งทั้งหมดเป็นของผู้รับเหมาชั้นพิเศษ เป็นการแหย่ขาเพื่อให้ได้โครงการมากขึ้น เพราะหากทำถูกต้องตามระเบียบ อาจจะถูกตัดงบออก 6 โครงการ
นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนจะจับตาว่า จะมีการชงเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอให้แก้มติ ครม. ทำให้การเบี้ยวเกณฑ์ดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะนี่คือระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งหัวโต๊ะ ครม.ก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นดีเอ็นเอของผู้รับเหมาชั้นพิเศษโดยแท้ มีหรือจะไม่ช่วยเกาหลังให้กัน แต่ตนอยากทราบว่า ใครช่างกล้าตั้งงบเบี้ยวเกณฑ์มาตั้งแต่ต้น เป็นฝ่ายราชการหรือฝ่ายการเมือง หรือทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมมือการไม่ทำตามเกณฑ์ เพราะรู้ว่าหัวโต๊ะ ครม.จะยกเว้นเกณฑ์ดังกล่าว จึงขอฝากข้าราชการดี ๆ ว่าอย่าเสี่ยงตายเพื่อชนชั้นพิเศษเลย เห็นแก่ประชาชนคนธรรมดาบ้าง





