
งานวิจัยเชิงปริมาณชี้ ประเทศระบอบประชาธิปไตยผูกขาดเกมนัดชิงชนะเลิศและตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกแบบ 100% นับตั้งแต่ปี 1982 ข้อมูลดัชนีเสรีภาพตอกย้ำ ประเทศที่มีเสรีภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจสูง เป็นกลุ่มที่ยึดครองอันดับต้นๆ ของฟีฟ่า (FIFA) ขณะที่ประเทศปิดกั้นเสรีภาพมักกระจุกตัวอยู่ท้ายตาราง สะท้อนโครงสร้างแบบเสรีเป็นสูตรเอื้อต่อความสากลและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกีฬาในระยะยาว
ท่ามกลางคำกล่าวอ้างอันยอดฮิตของ จานนี อินแฟนติโน (Gianni Infantino) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) และนักวิจารณ์อีกมากมายที่ว่า
“ฟุตบอล คือ กีฬาที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดในโลก”
พวกเขากล่าวเช่นนั้นเพราะว่า ฟุตบอลเป็นกีฬามหาชนที่ก้าวข้ามกำแพงชนชั้นและชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน ทว่าเมื่อเจาะลึกไปที่การแข่งขันมหกรรมฟุตบอลโลก (World Cup) คำถามที่ว่า
“โครงสร้างระบอบการเมืองแบบใดที่เอื้อให้ประเทศประสบความสำเร็จบนผืนหญ้ามากกว่ากัน?”
กลับเป็นประเด็นที่น่าสนใจในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองทั่วโลก
จอห์น ทูเรส (John A. Tures) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากสถาบัน LaGrange College ได้ทำการประมวลผลข้อมูลเชิงสถิติ (Number Crunching) จากประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกทั้ง 22 ครั้งที่ผ่านมา รวมถึงวิเคราะห์แนวโน้มของมหาศึกฟุตบอลโลกปี 2026 ที่ขยายขอบเขตเป็น 48 ทีม เพื่อหาคำตอบว่า
ระหว่างชาติประชาธิปไตยเสรีนิยม กับชาติเผด็จการอำนาจนิยม ฝ่ายใดคือผู้ชนะที่แท้จริงในสมรภูมินี้?
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ยุค ‘Sportswashing’
ในอดีต รัฐบาลเผด็จการมักมองเห็นมูลค่าทางกลยุทธ์ของฟุตบอลโลก และใช้ทัวร์นาเมนต์นี้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบปกครองของตน เช่น
- เบนิโต มุสโสลินี อ้างอิงจาก The Guardian ผู้นำฟาสซิสต์แห่งอิตาลีเข้าไปแทรกแซงและคัดเลือกผู้ตัดสินด้วยตัวเองในฟุตบอลโลกปี 1934 เพื่อกรุยทางให้อิตาลีคว้าแชมป์ในบ้านเหนือเชโกสโลวาเกียที่เป็นประชาธิปไตย
- รัฐบาลเผด็จการทหารอาร์เจนตินา อ้างอิงจาก HISTORY ในปี 1978 รัฐบาลเผด็จการทหารอาร์เจนตินาใช้การเป็นเจ้าภาพและตำแหน่งแชมป์โลกในการทำ “Sportswashing” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมโลกจากการปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยมหลังการรัฐประหาร
ผลการศึกษาพบว่า ในช่วง 32 ปีแรกของการแข่งขัน ตั้งแต่ช่วงปี 1930 จนถึง ปี 1962 ชาติที่มีเสรีภาพยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าเท่าใดนัก แบ่งออกเป็นกลุ่มดังนี้
- แชมป์โลกที่เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ อิตาลี ปี 1934 และ 1938
- แชมป์โลกที่เป็นกึ่งประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการ อุรุกวัย ปี 1930 และ 1950 บราซิล ปี 1962
- แชมป์ที่เป็นประชาธิปไตย เยอรมนีตะวันตก ปี 1954 และบราซิลในยุคก่อนรัฐประหาร ปี 1958
ยิ่งไปกว่านั้น สถิติตัวเลขผู้เข้าชิงชนะเลิศในช่วงดังกล่าว ตกเป็นของประเทศเผด็จการถึง 6 ทีม กึ่งประชาธิปไตย 4 ทีม และเป็นประชาธิปไตยเพียง 4 ทีมเท่านั้น
จุดเปลี่ยนปี 1966 “เสรีภาพ” กลายเป็นสูตรสำเร็จสู่นัดชิง
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ทูเรส ชี้ให้เห็นว่าดุลอำนาจบนผืนหญ้าได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 1966 ซึ่งเป็นนัดชิงชนะเลิศครั้งแรกที่เป็นการดวลกันระหว่างสองชาติประชาธิปไตยอย่างอังกฤษและเยอรมนีตะวันตก
นับจากนั้นเป็นต้นมา มีชาติเผด็จการเพียง 2 ทีมเท่านั้นที่เอื้อมถึงตำแหน่งแชมป์ คือ บราซิล ในปี 1970 และอาร์เจนตินา ในปี 1978 ซึ่งถือเป็นประเทศเผด็จการประเทศสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่ได้ชูถ้วยฟุตบอลโลก
เพื่อให้ผลงานวิจัยมีความแม่นยำมากขึ้น ศาสตราจารย์ทูเรส ได้อ้างอิงชุดข้อมูลระดับสากล 2 แหล่งหลัก ได้แก่
- ข้อมูลจากสถาบัน Polity (วัดระดับการกระจุกตัวของอำนาจการเมืองจาก -10 ถึง +10) ข้อมูลระบุว่าตลอดช่วงปี 1930–2018 ทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็น ประเทศประชาธิปไตยสูงถึง 71.4% ขณะที่เป็นประเทศเผด็จการต่ำกว่า 20% และกึ่งประชาธิปไตยเพียง 9.5%
- ดัชนีของ Freedom House (ประเมินสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง) พบว่านับตั้งแต่ปี 1974 เป็นต้นมา ชาติในกลุ่ม “มีเสรีภาพ” ครองสัดส่วนในเกมนัดชิงชนะเลิศถึง 23 จาก 26 ทีม หรือคิดเป็น 88% ของทั้งหมด และคว้าแชมป์ไปถึง 11 ครั้ง โดยมีแชมป์ที่เป็นกลุ่ม “มีเสรีภาพบางส่วน” (Partly Free) เพียงทีมเดียวคือ บราซิล (ปี 1994) และกลุ่ม “ไม่มีเสรีภาพ” (Not Free) เพียงทีมเดียวคือ อาร์เจนตินา (ปี 1978)
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสัดส่วนระบอบการเมืองของโลก จะเห็นความสามารถในการแข่งขันที่สวนทางกันอย่างชัดเจน
- ปี 1930 โลกมีประเทศประชาธิปไตยเพียง 21.7% (เผด็จการ 44.6%, กึ่งประชาธิปไตย 33.7%)
- ปี 2018 แม้สัดส่วนประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกจะเติบโตขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 60% และชาติเผด็จการลดลงเหลือ 12% แต่สัดส่วนของชาติประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จและผ่านเข้ารอบลึกๆ ในฟุตบอลโลก กลับสูงกว่าสัดส่วนเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ
บอลโลก 2026: ประชาธิปไตยยังคงกินขาด
สำหรับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกปี 2026 ข้อมูลจาก Freedom House ระบุว่า ในบรรดา 48 ชาติที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย มีสัดส่วนเป็นประเทศ “มีเสรีภาพ” 43.1% และประเทศ “ไม่มีเสรีภาพ” อยู่ที่ 26.7% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เกือบจะสลับขั้วกับปี 1974 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการเก็บสถิติของ Freedom House โดยในเวลานั้นโลกมีประเทศมีเสรีภาพเพียง 27% และไม่มีเสรีภาพสูงถึง 41.4%
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำอันดับโลกของฟีฟ่า (FIFA Rankings) มาจับคู่กับดัชนีเสรีภาพ พบว่า
- อันดับ 1 ถึง 11 ของโลก ล้วนเป็นประเทศในกลุ่ม “มีเสรีภาพ” ทั้งสิ้น
- อันดับ 1 ถึง 19 ของโลก มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ไม่ใช่กลุ่มมีเสรีภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ คือ โมร็อกโก และเอกวาดอร์ ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “มีเสรีภาพบางส่วน”
- ในทางตรงกันข้าม 11 ประเทศที่มีอันดับต่ำที่สุดในทัวร์นาเมนต์ มากกว่าครึ่งหนึ่งตกอยู่ในกลุ่มประเทศ “ไม่มีเสรีภาพ”
ชัยชนะบนผืนหญ้า
ศาสตราจารย์ทูเรส ทิ้งท้ายบทวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ประเทศเผด็จการพยายามใช้เมกะโปรเจกต์และการแข่งขันกีฬาเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ บังหน้า หรือฟอกตัว และในขณะที่องค์กรอย่าง FIFA มักจะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศเจ้าภาพจัดงาน
แต่ข้อเท็จจริงทางสถิติที่พิสูจน์แล้วว่า “ชาติประชาธิปไตยมักเป็นฝ่ายมีชัยและเหนือกว่าบนผืนหญ้า” นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของเกมกีฬา ทว่ามันคือสัญลักษณ์และชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของกลุ่มประเทศเสรีภาพในเวทีโลกอย่างแท้จริง
ขอบคุณที่มาจาก: ดิ คอนเวอร์เซชัน





