รัฐศาสตร์ มธ. มอง ‘ภาพลักษณ์’ ไม่ใหญ่โต-ไม่ท่ายาก ทำคนกรุงเลือก ‘ชัชชาติ’


29 มิ.ย. 2569 | 16:49น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ปรากฏการณ์คนกรุงเทคะแนนให้ “ชัชชาติ” ถล่มทลายเป็นประวัติศาสตร์ เหตุมีนโยบาย-ภาพลักษณ์นักการเมืองที่คนอยากเห็น “ไม่ใหญ่โต-ไม่พิธีการ-ไม่ทำการเมืองท่ายาก-ไม่ปฏิเสธการเมือง แต่อยู่เหนือข้อจำกัดพรรคการเมือง” สิ่งที่น่าสนใจคือพฤติกรรมเลือกตั้งของผู้มีจุดยืน “สายก้าวหน้า-อนุรักษ์นิยม” ชี้ชัดสนาม กทม. ตัวบุคคลสูงมาก

รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ที่คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ด้วยคะแนนเสียงสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ชัยชนะของตัวผู้สมัครเท่านั้น แต่คือการยืนยันถึงความไว้ใจที่คน กทม. มอบให้กับเขาอีกครั้ง และถึงแม้ตลอดช่วงการหาเสียง คู่แข่งจะพยายามตั้งคำถามต่อการบริหารงาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความโปร่งใส การตรวจสอบ หรือที่ถูกพูดถึงมากอย่างเรื่องระบบอากง แต่ผลเลือกตั้งในครั้งนี้สะท้อนว่า ประเด็นเหล่านี้สร้างข่าวได้ สร้างแรงกดดันได้ แต่ยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากได้

รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า นอกเหนือจากนโยบายแล้ว เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณชัชชาติชนะการเลือกตั้งคือ “ภาพรวมของความเป็นผู้บริหาร” ที่คนกรุงเทพฯ รู้สึกคุ้นเคย เห็น และประเมินได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามีภาพลักษณ์ที่ง่าย ไม่พิธีการ เป็นมิตร เข้าถึงได้ ไม่พูดซับซ้อน ไม่ทำการเมืองแบบท่ายาก และพยายามสื่อสารในแบบที่คนรู้สึกว่าเป็นคนทำงาน มากกว่านักการเมืองแบบเดิม

“ภาพลักษณ์แบบนี้สำคัญมาก เพราะคนกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งอาจไม่ได้มองหานักการเมืองที่พูดเก่งที่สุด หรือมีวาทกรรมทางการเมืองแรงที่สุด แต่มองหาคนที่ดูทำงานได้จริง อยู่กับปัญหาเมืองจริง และไม่สร้างความรู้สึกห่างเหินระหว่างผู้บริหารกับประชาชน ในแง่นี้ คุณชัชชาติกลายเป็นภาพของนักการเมืองที่คนเมืองจำนวนมากอยากเห็น คือไม่ใหญ่โต ไม่ซับซ้อน ไม่ปะทะเกินจำเป็น แต่ดูเป็นมืออาชีพและพร้อมทำงาน” รศ. ดร.อรรถสิทธิ กล่าว

นอกจากนี้ การที่คุณชัชชาติประกาศตัวเป็นผู้สมัครอิสระ และย้ำว่าพร้อมทำงานกับทุกพรรค ช่วยเสริมภาพความเป็นนักบริหารมืออาชีพอย่างมาก ในสนามที่คนจำนวนหนึ่งอาจเหนื่อยกับความขัดแย้งของพรรคการเมือง การวางตัวแบบอิสระทำให้คุณชัชชาติกลายเป็นทางเลือกของคนที่ไม่ได้อยากเลือกตามพรรคอย่างเดียว แต่อยากเลือกคนที่เชื่อว่าจะบริหารเมืองได้

“ตรงนี้คือจุดแข็งทางการเมืองของเขา เพราะเขาไม่ได้ปฏิเสธการเมือง แต่พยายามทำให้ตัวเองอยู่เหนือข้อจำกัดของการเมืองแบบพรรค และเสนอภาพว่า ไม่ว่า ส.ก. หรือรัฐบาลจะมาจากฝ่ายใด เขาก็พร้อมทำงานด้วยได้ ภาพนี้ซื้อใจคนกรุงเทพฯ ได้มาก โดยเฉพาะคนที่ต้องการเห็นกรุงเทพฯ เดินหน้า มากกว่าติดอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง” รศ. ดร.อรรถสิทธิ กล่าว

ในส่วนการหาเสียงแบบไม่ใช้ป้ายหาเสียง ถือเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งในสนามเลือกตั้ง และสอดคล้องกับตัวตนทางการเมืองของชัชชาติ คือไม่เน้นการยึดพื้นที่สายตาแบบการเมืองดั้งเดิม แต่เน้นการสื่อสารผ่านการลงพื้นที่ การพบคน การทำให้เห็นกิจกรรมจริง และการใช้ช่องทางออนไลน์ช่วยขยายภาพนั้นออกไป สิ่งนี้ทำให้การหาเสียงของเขาดูไม่รบกวนเมือง แต่ยังคงปรากฏตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างต่อเนื่อง

ฉะนั้นหากพูดในภาษาง่ายๆ ก็คือ ชัยชนะของคุณชัชชาติไม่ใช่เพียงแคมเปญเลือกตั้ง แต่เป็นชัยชนะของความไว้วางใจที่ถูกสะสมมาก่อนหน้า คุณชัชชาติไม่ได้ชนะเพราะคนกรุงเทพฯ ไม่เห็นคำถามหรือข้อวิจารณ์ แต่ชนะเพราะเมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว ผู้เลือกตั้งจำนวนมากยังเชื่อว่าเขาเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะบริหารกรุงเทพฯ ต่อไป

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวถึงพฤติกรรมการเลือกตั้งของคน กทม. ว่า หากมองจากมุมพฤติกรรมผู้เลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้ยังทำให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจของคนกรุงเทพฯ อย่างน้อย 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. กลุ่มที่มีจุดยืนทางการเมืองสายก้าวหน้า และ 2. กลุ่มที่มีจุดยืนทางอนุรักษ์นิยม

ทั้งนี้ ในฝั่งการเมืองสายก้าวหน้า ฐานเสียงของคุณชัชชาติ และคุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน มีส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่ ฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ดูเหมือนผู้เลือกตั้งจะเลือกคุณชัชชาติเพราะชอบตัวบุคคลมากกว่า หรือเชื่อในความสามารถมากกว่า และรู้สึกว่าเป็นตัวเลือกที่มั่นใจมากกว่า ตรงนี้เรียกว่าการเลือกแบบ “เลือกเพราะชอบ” หรือเลือกจากความพึงพอใจและความเชื่อมั่นต่อผู้สมัคร ซึ่งไม่ใช่เลือกเพราะคำนวณยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

สำหรับอีกฝั่ง คะแนนของคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล ที่มากกว่าคุณอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็สะท้อนลักษณะคล้ายกัน คือฐานเสียงอนุรักษ์นิยมบางส่วนอาจทับซ้อนกัน แต่ผู้เลือกตั้งเลือกผู้สมัครที่เขารู้สึกชอบมากกว่า เชื่อมากกว่า หรือเห็นว่าตอบโจทย์มากกว่า มากกว่าการเลือกตามชื่อพรรคเพียงอย่างเดียว

“ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงบอกเราว่า ในสนามผู้ว่าฯ กทม. ตัวบุคคลยังมีพลังสูงมาก ขณะที่พรรคมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ผู้สมัครที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นส่วนตัว สร้างภาพความสามารถ และทำให้ผู้เลือกตั้งรู้สึกไว้ใจได้ ย่อมมีโอกาสข้ามฐานการเมืองบางส่วนได้” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์รายนี้ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสนามสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ (ส.ก.) ตัวเลขที่ปรากฏสะท้อนลักษณะปกติของการเมืองท้องถิ่น คือผู้สมัครเดิมหรือคนที่มีฐานเสียงในพื้นที่ยังมีความได้เปรียบสูง เพราะสนาม ส.ก. ไม่ได้ตัดสินจากกระแสการเมืองระดับใหญ่อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลพื้นที่ ความสัมพันธ์กับชุมชน เครือข่ายผู้สนับสนุน และความคุ้นเคยระหว่างผู้สมัครกับประชาชนในเขตนั้นๆ ดังนั้นการที่ ส.ก. คนเก่าหลายคนยังได้รับเลือกตั้งจึงบอกเราว่า ในการเมืองระดับพื้นที่ “ฐานเสียงจริง” ยังมีน้ำหนักมาก และไม่ได้ถูกกวาดไปด้วยกระแสผู้ว่าฯ ทั้งหมด

ส่วนกรณีที่ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนยังได้รับเลือกตั้งจำนวนมาก ก็ต้องดูประกอบกับบริบทของตัวผู้สมัครด้วย เพราะบางส่วนไม่ใช่ฐานเสียงที่เกิดจากพรรคเพียงอย่างเดียว แต่มีการย้ายพรรค ย้ายกลุ่ม หรือมีฐานเสียงเดิมในพื้นที่ติดตัวมาด้วย พูดง่าย ๆ คือคะแนน ส.ก. เป็นคะแนนที่ผสมกันระหว่างกระแสพรรคกับทุนทางการเมืองส่วนตัวของผู้สมัคร

“ความน่าสนใจจึงอยู่ตรงที่ แม้ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนจะทำผลงานได้ดีในหลายเขต แต่คะแนนนั้นไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังผู้สมัครผู้ว่าฯ ของพรรคในระดับเดียวกัน แปลว่าผู้เลือกตั้งกรุงเทพฯ แยกแยะการเลือกสองระดับได้ค่อนข้างชัด เลือกผู้ว่าฯ คนหนึ่งด้วยเหตุผลแบบหนึ่ง และเลือก ส.ก. อีกคนหนึ่งด้วยเหตุผลอีกแบบหนึ่ง” รศ. ดร.อรรถสิทธิ กล่าว

สำหรับคะแนนในสนามผู้ว่าฯ กทม. ที่เกิดขึ้น กำลังสะท้อนอะไรต่อการเมืองสนามใหญ่ระดับประเทศหรือไม่ รศ. ดร.อรรถสิทธิ กล่าวว่า ผลคะแนน กทม. ครั้งนี้ยังไม่ควรถูกอ่านแบบตรงไปตรงมาว่าเป็นสัญญาณของสนามการเมืองใหญ่ทั้งหมด เพราะบางพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ อย่างเป็นทางการ เช่น พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทยที่ไม่ได้ส่งในนามพรรคโดยตรง ดังนั้นจึงยังพูดไม่ได้ว่าคะแนนผู้ว่าฯ ครั้งนี้สะท้อนความนิยมของทุกพรรคในระดับชาติอย่างไร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พูดได้มากกว่าคือ สนามผู้ว่าฯ กทม. เป็นสนามเฉพาะที่ตัวบุคคลสูงมาก และผู้เลือกตั้งจำนวนมากแยกการตัดสินใจระหว่าง “เลือกผู้ว่าฯ” กับ “เลือกพรรค” ออกจากกันพอสมควร

ในส่วนพรรคประชาชน ผลครั้งนี้ต้องอ่านแบบก้ำกึ่ง ถ้ามองเฉพาะสนามผู้ว่าฯ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสัญญาณเตือนเรื่องการเตรียมตัวผู้สมัคร การวางยุทธศาสตร์ และกระบวนการหาเสียง เพราะเมื่อมีคู่เปรียบเทียบในพื้นที่การเมืองใกล้กัน ผู้เลือกตั้งสายก้าวหน้าจำนวนมากหันไปเลือกคุณชัชชาติแทน แต่ถ้ามองสนาม ส.ก. พรรคประชาชนยังได้ที่นั่งจำนวนมาก และผลไม่ใช่ลบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ต้องอ่านให้ลึกต่อไปว่า ส.ก. ที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรคจริง ๆ มากน้อยแค่ไหน หรือมาจากผู้สมัครที่ย้ายมาพร้อมฐานเสียงเดิมจากพรรคหรือกลุ่มการเมืองอื่น เพราะตรงนี้จะบอกว่าพรรคกำลังเติบโตจากกระแสพรรค หรือจากฐานเสียงท้องถิ่นของตัวบุคคล

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ มองว่าสนามนี้น่าสนใจ เพราะการส่งผู้สมัครครั้งนี้เหมือนความพยายามพาพรรคกลับเข้าสู่อ้อมอกอ้อมใจของคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง แกนนำสำคัญของพรรคลงแรงหาเสียงค่อนข้างมาก ทั้งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณกรณ์ จาติกวณิช และคุณการดี เลียวไพโรจน์ เพื่อส่งสัญญาณว่าประชาธิปัตย์ยังอยากกลับมาเป็นตัวเลือกของคนกรุงเทพฯ แต่จากคะแนนของคุณอนุชา ก็สะท้อนว่าพรรคยังต้องทำงานหนักอีกมากในการกู้ความไว้วางใจเดิมกลับมา โดยเฉพาะในเมืองที่ผู้เลือกตั้งไม่ได้เลือกตามพรรคโดยอัตโนมัติอีกต่อไป และพร้อมแยกดูทั้งตัวผู้สมัคร ภาพพรรค และความน่าเชื่อถือในการบริหารไปพร้อมกัน