
เมื่อเวลา 22.00 น. ที่รัฐสภา นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ กังฟู ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรวมพลัง กล่าวอภิปรายงบประมาณปี70 ว่า งบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้รับเพิ่มส่วนงบของกระทรวงกลาโหมกับลดลงเกือบ 1,000 ล้านบาท เพราะอยากให้ทราบสถานการณ์ชายแดนยังไม่มั่นคง และนโยบายของกระทรวงกลาโหมที่บอกว่า น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์ ก็ต้องย้อนถามว่าว่าน้ำไหลกี่โมงไฟสว่างกี่โมงทางจะดีกี่โมง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 15-17 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีคณะรัฐมนตรีได้ลงไปในพื้นที่แถวเขาพระวิหาร ได้มีการไปถ่ายรูปกับบังเกอร์ ถนน เสาธง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากงบประมาณแต่มาจากเงินของพระสงฆ์
ส่วนงบประมาณในการทำถนนแนวชายแดนนั้น จากที่ตนได้ลงพื้นที่มีจำนวน 18 เส้นทาง ตั้งแต่จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ โดยมีการขอไประยะทางทั้งสิ้น 114 กิโลเมตรใช้งบประมาณ 763 ล้านบาท จึงอยากขอความเมตตาจากส่วนที่ทำถนนทั้งกลุ่มทางหลวง ซึ่งเส้นทางที่สำรวจทั้งหมด 300 เส้นทาง ทำไปแล้ว 60 เส้นทาง โดยทหารช่าง อยู่ระหว่างการดำเนินการ 72 เส้นทาง รวมเป็น 152 เส้นทาง ซึ่งเส้นทางเหล่านี้เป็นพระทำ ไม่มีงบประมาณของภาครัฐลงไปถึงลงก็มีน้อย และส่วนใหญ่จะเป็นงบจากทหารพัฒนการเคลื่อนที่ และทหารช่าง และตนก็ยังไม่เห็นอยู่ในร่างของงบประมาณปี70 เลย ซึ่งหน่วยงานที่ควรจะทำอย่างกระทรวงคมนาคม และความรับผิดชอบของกรมทางหลวงอย่างเส้นหลวง 2214 เป็นทางเกวียนเก่าและอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ทั้งที่เป็นเส้นทางอพยพประชาชนจำนวนมาดจากเหตุปะทะครั้งที่หนึ่ง แต่เส้นทางนี้ไม่ได้อยู่ในงบประมาณรายจ่ายเลย ตนจึงอยากของบขยายไหล่ทาง ซึ่งใช้งบเพียง 60 ล้านบาทเท่าเอง
จากนั้นเวลา 22.35 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ลุกขึ้นชี้แจงว่า ที่มีเพื่อนสมาชิกพาดพิงว่ากระทรวงคมนาคมปล่อยปละละเลย ไม่ทำถนนหนทางให้กับพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น ต้องขอเรียนว่าตั้งแต่มีสถานการณ์ความไม่ปกติระหว่างชายแดนไทยกับกัมพูชา ไม่มีวันใดเลยที่ท่านนายกฯ ไม่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยของผืนแผ่นดินไทย หลายต่อหลายครั้งที่กระทรวงกลาโหมขอรับการสนับสนุนงบประมาณคืองบกลาง หรือไม่ว่าจะงบส่วนใด ซึ่งหากมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน นายกฯ กำชับว่าขอให้ใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด นอกจากนั้นกลไกต่างกัน สมัยก่อน สส.พรรคภูมิใจไทยตามแนวชายแดนมีจำนวนจำกัด แต่วันนี้องคาพยพในพื้นที่ชายแดนเป็นพรรคภูมิใจไทยแทบทั้งสิ้น ดังนั้นในทุกสัปดาห์จะมีการพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ซึ่งบางพื้นที่ เช่นพื้นที่เนิน 350 ที่ประชาชนและทหารต้องการถนนหนทาง ก็ได้มาปรึกษาหารือกัน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือเป็นพื้นที่อุทยาน ซึ่งทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงคมนาคม เราไม่ได้มีกฎหมายพิเศษในการดำเนินการในพื้นที่บริเวณนั้น หมายความว่าต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาต่อมาคือเมื่อตั้งงบประมาณไปแล้วและจะดำเนินการ ถามว่าเอกเอกชนผู้ใดที่จะอาสารับงานเข้าไปก่อสร้าง ก็เป็นความจำเป็นที่ต้องให้ทหารเข้าไปดำเนินการเอง ซึ่งนายกเปิดช่องไว้ว่าฝ่ายความมั่นคงทำงบประมาณมาได้เลย ทางรัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนที่ระบุว่าก่อนเป็นรัฐบาลไปบ่อย หลังเป็นรัฐบาลไม่ไปเลย มิได้ครับ เพราะท่านนายกฯ มอบหมายไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในเวลาที่ท่านติดภารกิจ บางทีนัดกันขึ้น ฮ.ไปดูช่องสะงำ ตนเป็นคนในพื้นที่ศรีสะเกษ ปกติทุกวันเสาร์และอาทิตย์จะต้องมีคนขึ้นรถตู้ขึ้นไป แต่ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ชายแดน ไม่มีรถตู้สักคันที่จะไปเล่นอยู่ด่านช่องสะงำ
“ผมเข้าใจว่าท่านขึ้นมาจากการไปปลุก ขออภัยไม่ใช่ ท่านไปลงพื้นที่ ไปดูเรื่องเกี่ยวกับชายแดนก็เข้าใจได้ แต่ถึงท่านบอกว่าไม่ได้ทำคอนเทนต์แต่ก็อดคิดไม่ได้จริงๆเพราะทุกวันนี้รัฐบาลก็ให้ความสำคัญ แต่ละสัปดาห์ผมกลับบ้านเกือบทุกอาทิตย์ ทุกสัปดาห์ก็จะมีกลุ่มต่างๆไปเจอพระไปเจอทหารขอน้ำเป็นคันรถ แต่เรื่องแบบนี้เราไม่ต้องประชาสัมพันธ์ การไม่ประชาสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ทำ เราดำเนินการเช่นเดียวกัน และขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ปล่อยปละละเลยและท่านนายกฯ ให้ความสำคัญสูงสุดกับอธิปไตยของประเทศไทย“ นายสิริพงศ์ ระบุ
จากนั้นเวลา 22.45 น. นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 สั่งพักการประชุมและนัดประชุมใหม่ในเวลา 09.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน





