
อรรถวิชช์ แนะยุบ กกพ. เหตุเป็นตัวดีบอนไซนโยบายภาครัฐ หนุน TH-AI Passport ย้อนฝ่ายค้าน อย่าเกี่ยงนามสกุลอะไรทำสำเร็จ ขอแค่โปร่งใส-คุ้มค่า ลั่น หาก ‘ชิดชอบ’ ทำสำเร็จก็ต้องอนุญาตแบบนั้น
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2570 เวลา 22.20 น. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า ในช่วง 4-5 ปีหลัง เราจัดสรรงบประมาณแบบเต็มตุ่มทุกทีเนื่องจากส่วนต่างการขาดดุลปกติจะขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายบวกกับ 80% ของการชำระคืนเงินต้น เฉี่ยวๆ อยู่ที่ประมาณ 8 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลขาดดุลไปที่ 7.88 แสนล้านบาท กระทรวงพลังงานถือว่าได้งบประมาณน้อยที่สุด แต่กลับสร้างรายได้เป็นอันดับสองรองจากกระทรวงการคลัง โดยมีหน่วยงานหนึ่งที่ควรยุบได้แล้วนั่นคือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า แม้ว่านายกรัฐมนตรีแต่ละท่านตั้งแต่ นายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จนกระทั่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทุกคนเข้ามาเพื่อกดราคาพลังงานให้ถูกลง แต่ กกพ.เคยเสนอให้ลดลงหรือ เคยแต่จะเสนอคงตัวหรือเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง กกพ.ถือเป็นตัวดีบอนไซนโยบายภาครัฐไม่สามารถส่งลงไปได้ รัฐมนตรีเข้ามากี่คน เมื่อส่งเรื่องไปถึง กกพ. ก็เป็นคนละเรื่องหมด ฉะนั้น ตนจึงเสนอในขั้นนี้ว่าหากอยากลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ก็ขอให้ยุบ กกพ.
นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือโครงการ TH-AI Passports ซึ่งไม่ใช่แค่ 1.6 พันล้านบาทแบบที่เราเข้าใจในตอนต้น สุดท้ายแล้วหน่วยงานไหน ราษฎรคนไหนจะใช้ก็แล้วแต่คิด 25 บาทต่อเดือน หากเดือนต่อไปไม่ใช้ก็คิดแค่นั้น หากมีคนใช้ 1 ล้านคน ก็จะตกเดือนละ 25 ล้านบาท แล้วที่บอกว่าล็อกสเป็คนั้น มีหลายคนพยายามทำให้เข้าใจว่าบริษัทที่จะได้โครงการนี้ต้องมีจอดิจิทัล ในห้างห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ แต่ในรายละเอียดของโครงการเขียนไว้ว่า ให้จัดทำโฆษณาความยาวไม่น้อยกว่า 15 วินาทีประชาสัมพันธ์หนึ่งเดือนเผยแพร่ 10 ครั้ง หมายความว่า ส่วนนี้มีจำนวนเพียงแค่ 9 แสนบาท และนักโฆษณาก็บอกว่าใครทำได้
นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า ตนเสียดายของหากรัฐจ่ายแค่ 25 บาทต่อเดือนให้ประชาชน ที่ประหยัดไปในนั้นคือ 14 บริษัท 31 โมเดล ซึ่งค่าใช้จ่ายของการใช้ AI บางโปรแกรม 500-700 บาท ที่ตนมาพูด เพราะยังมีงบประมาณด้านอื่น ซึ่งโครงการดังกล่าว มีระยะเวลา 1 ปี โดยจะเริ่มต้นใช้ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะมีเดือนที่ทับซ้อนกับการเริ่มต้นนับปีงบประมาณ 2570 และยังมีงบ AI อยู่ในงบประมาณของยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพตลอดชีวิตกว่า 3.45 หมื่นล้านบาท โครงการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 3.02 หมื่นล้านบาท และโครงการมุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการนำระบบ AI มาใช้บริการอีก 6.85 หมื่นล้านบาท จึงคิดว่าเป็นงบประมาณที่จะซ้ำซ้อนกัน หากโครงการ TH-AI Passport นั้นคุ้มค่าแล้วในการจ่าย 25 บาทต่อเดือน ที่รัฐจะจ่ายให้ ก็อย่าไปซ้ำกับโครงการข้างต้น และบางทีการตั้งงบประมาณอยู่ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีผลไปยังกระทรวงอื่นด้วย จึงเป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมกระทรวงดีอี ถึงงบประมาณเพิ่ม
“ประเทศจะเดินต่อไปข้างหน้าได้ มันต้องสู้ให้ประชาชนสะดวกขึ้น เข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้นแล้วคือการเปลี่ยนผ่านประเทศ นโยบายนี้ไม่ได้มีแค่นโยบายของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น พรรคฝ่ายค้านก็มีนโยบายนี้เช่นเดียวกัน คนทำสำเร็จ อย่าไปเกี่ยงว่าคือใครถ้าเขาแค่นามสกุลชิดชอบ แต่เขาทำสำเร็จ ก็ต้องอนุญาตให้เขาแบบนั้น อยู่ที่ความโปร่งใสหรือไม่ จะไปป.ป.ช. ก็เป็นเรื่องการตรวจสอบ แต่ความคุ้มค่าของโครงการมันมีอยู่ งบประมาณไหนใน 70 ที่ซ้ำซ้อนก็ตัดออก” นายอรรถวิชช์ กล่าว





