สาทิตย์ อึ้งปีแรกในปวศ. รบ.ยอมรับกลางสภา โครงสร้างงบมีปัญหา หนี้ท่วม เสนอ 5 ข้อแก้ด่วน

เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 1 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เป็นวันที่ 3 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ว่าต้องยอมรับว่าเป็นปีแรกที่ต้องถือเป็นประวัติศาสตร์ของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี เพราะมีรัฐมนตรีซึ่งมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลและทำหน้าที่ในการกำกับดูแลจัดสรรงบได้ลุกขึ้นมายอมรับกับสภาว่าโครงสร้างงบประมาแบบนี้อีก 2-3 ปี ประเทศเราไปไม่ได้แน่ๆ และยังยอมรับด้วยว่าโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้เลย เพราะในการพิจารณางบตลอดหลายปีเราจะไม่เคยได้ยินแกนนำสำคัญในรัฐบาลยอมรับกับสภาเช่นนี้

นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะฝ่ายค้านหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายและโครงสร้างงบชุดนี้ว่าเป็นงบประมาณที่เรียกว่าหาเช้ากินค่ำ หรือไร้อนาคต คือประเทศนี้หารายได้มาได้เท่าไหร่ใน 1 ปีกลายเป็นจ่ายให้งบประจำทั้งหมด ไม่มีเงินพอไปลงทุนจนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน กลายเป็นดอกเบี้ย เป็นภาระของงบประมาณในการพัฒนาประเทศ จนบัดนี้หนี้ หรือที่กู้ไปแล้วใกล้เต็มเพดานแล้ว สภาวะนี้จึงเรียกว่าเป็นสภาวะของหนี้สาธารณะท่วมประเทศ มีภาระดอกเบี้ย และเงินต้นต้องจ่ายมากมาย ประชาชนตกอยู่ในฐานะของคนที่ต้องจ่ายภาษี ต้องทำงานด้วยความยากลำบาก ตื่นเช้าขับรถออกไปทำงานหาเงินมาเติมน้ำมัน ซึ่งก็แพงเพราะต้องบวกชดเชยน้ำมันด้วย และภาษีทุกบาททุกสตางค์ก็ไม่ได้ลงทุนกับประเทศ ปัญหาของประเทศจึงกลายเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะท่วม

นายสาทิตย์กล่าวว่า ไม่ได้มีแค่หนี้สาธารณะคิดร่วมประเทศเท่านั้น แต่หนี้ครัวเรือนก็ท่วม ประชาชนแทบจะทุกครัวเรือนเหมือนกัน ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยน่าตกใจมาก ทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนของคนไทยประมาณ 91% ต่อจีดีพี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งอยู่ที่ 80% ของจีดีพี หนี้ครัวเรือนในประทศไทย เรียกได้ว่าท่วมครัวเรือนเกือบทั้งประเทศเหมือนกัน มีตัวเลขบอกว่าคนไทยที่เป็นหนี้ใครมีมากถึง 25.5 ล้านคน หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรไทย มูลค่าหนี้เฉลี่ยสถิติ 2566 อยู่ที่ 539,000 กว่าบาทต่อคน คนที่มีหนี้เกิน 1 ล้านบาท มีสัดส่วนอยู่ถึง 13.5% คนไทยที่เป็นหนี้เฉลี่ย 3.3 บัญชีต่อคน เช่น หนี้บัตรเครดิต 2 ใบ หนี้รถยนต์ 1 คัน เป็นต้น

“หนี้ครัวเรือนของไทยน่ากังวลมาก และจะกลายเป็นปัญหทับซ้อนเข้ามาสู่ปัญหาโครงสร้างของงบประมาณของประเทศไทยต่อไปในอนาคตอันใกล้ และน่าจะถึงแล้ว เพราะหนี้ครัวเรือนของคนไทย ถ้าเทียบในโลกนี้ติดอันดับท็อปเท็น 1 ใน 10 ของโลก โดยการสำรวจปีล่าสุดหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่อันดับ 7 ของโลก ส่วนอีก 8-9 ประเทศที่ติดอันดับหนี้ครัวเรือน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและร่ำรวยทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลี นอร์เวย์ หนี้ครัวเรือนในประเทศเหล่านั้นเป็นหนี้เพื่อการลงทุน แต่หนี้ครัวเรือนของไทยเป็นหนี้เพื่อการบริโภค” นายสาทิตย์กล่าว

Advertisement

นายสาทิตย์กล่าวอีกว่า จากเอกสารที่สำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุว่าหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในภาวะที่เปราะบาง ปัญหาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและงบประมาณรายจ่ายประจำปี คือจะทำให้รายได้ของภาครัฐลดลง และเมื่อคนเป็นหนี้มากขึ้นรายจ่ายจำเป็นของรัฐซึ่งต้องไปเยียวยาเป็นภาระกึ่งการคลังก็เพิ่มขึ้น ที่สำคัญเมื่อไหร่รายได้รัฐลดลง รายจ่ายที่จำเป็นเพิ่มขึ้น ปัญหาในการจัดสรรงบประมาณก็ต้องเกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นครั้งนี้ประเทศหนี้ท่วม และหนี้ครัวเรือนที่ท่วมก็ไปซ้ำเติมปัญหาของโครงสร้างงบประมาณ ชื่นชมที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมายอมรับว่าโครงสร้างของงบประมาณมีปัญหา แต่โจทย์ของตนคือทำอย่างไรให้สิ่งที่ท่านพูดไม่ได้เป็นแค่วาทกรรม ทำอย่างไรให้สิ่งที่ท่านลุกขึ้นมา
ยอมรับ ชักชวนฝ่ายค้านและฝ่ายอื่นๆ ช่วยกันในการเสนอความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของงบประมาณอย่างน้อยที่สุดในปีงบประมาณต่อไปไม่ให้ติดปัญหาเหมือนกับโครงสร้างของงบประมาณในปีนี้

นายสาทิตย์กล่าวว่า นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศและเป็นโจทย์ที่ทั้งสภา รัฐบาลจะต้องทำไปด้วยกันและเดินไปด้วยกัน ทำอย่างไรให้โจทย์นี้ไม่ใช่เป็นแค่วาทกรรม ที่หลังจากผ่านงบประมาณไปแล้วปีหน้าก็เหมือนเดิมหลักสำคัญอยู่ที่รัฐบาล ทั้งนี้ ขอเสนอรัฐบาล 5 ข้อคือ 1.รัฐบาลต้องหยุดกู้มาแจก 2.สร้างความเข้าใจผิดว่าเงินที่กู้ไม่ใช่ภาระของประชาชน 3.ต้องหยุดแสดงความรวยเกินฐานะประเทศ เพราะประเทศไม่ได้รวยเหมือนฐานะนายกฯ 4.ทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และ 5.ต้องหาทางปิดช่องการทุจริตคอร์รัปชั่นกับเงินงบประมาณของรัฐบาล เพราะมีเรื่องเงินทอน เรื่องใต้โต๊ะ รัฐบาลต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เนื่องจากบางปีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีถึงขั้นมีการออกมาเปิดโปงว่ามีห้องบางห้องเปิดให้มีการต่อรองเรื่องงบประมาณ และมีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เกี่ยวข้องเข้าไปเกี่ยวพันกับการจัดสรรงบประมาณในห้องที่อยู่ใกล้กับห้องพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีปีนี้และปีต่อไปต้องไม่เกิดเรื่องแบบนี้

นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า ขอยกตัวอย่างโครงการเกิดขึ้นที่ จ.ตรัง ประมาณต้นปีมีข่าวว่ามีการขุดทำแก้มลิงที่อำเภอหนึ่งใน จ.ตรัง วงเงินงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ป.ป.ช.ไปตรวจพบว่าพื้นที่ที่มีการขุดไปแล้วจำนวนนับเป็น 100 ไร่ ปรากฏว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินยังไม่ได้ตกเป็นของรัฐ ยังเป็นที่ดินของเอกชน และเป็นที่ดินที่มีกรณีพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์กันอยู่ระหว่างเจ้าของ 2-3 ราย ปัญหาใหญ่คือมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 106 ล้านบาท เมื่อ ป.ป.ช.สอบปากคำเจ้าหน้าที่จากสำนักงบฯและจากกรมชลประทานบางคนออกมายืนยันว่าถึงไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐก็สามารถใช้จ่ายเงินงบประมาณได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อ ป.ป.ช.สอบต่อไป โครงการนี้มีการหยุดดำเนินการ แต่ทราบว่าในเวลานี้มีความพยายามที่จะหาเงินไปซื้อที่ดินแปลงนี้ ซึ่งจะเป็นความผิดซ้ำซ้อนเกิดขึ้นอีก

นายสาทิตย์กล่าวว่า โครงการแบบนี้ยเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผ่านหน่วยงานทั้งสำนักงบฯ กรรมาธิการของสภามาได้อย่างไร เห็นว่าโครงการนี้มีความไม่ชอบมาพากลสูงมาก และเป็นตัวอย่างของการเกิดขึ้นอีกหลายๆ โครงการประเทศนี้ ไม่นับโครงการที่ขาดความคุ้มค่า สร้างไปเสร็จใช้งานไม่ได้ต้องทุบทิ้ง แต่งบประมาณเบิกไปแล้ว ส่วยจ่ายไปแล้ว รับเงินใต้โต๊ะไปแล้ว

“พวกผมในพรรคประชาธิปัตย์พร้อมถ้าจะมีการพูดคุย ขอคิดความเห็น ความรู้ เพราะเป็นเรื่องของประเทศ และเราเห็นว่าถ้าไม่ร่วมมือกันทำแบบนี้ และยังเดินหน้ากันต่อไปแบบนี้ จบงบประมาณนี้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิมประเทศนี้ไร้อนาคตแน่นอน” นายสาทิตย์กล่าว