งบ 70 วาระ 1 ฉลุย 288 เสียงรับหลักการ ตั้ง กมธ. 72 คนถกนัดแรกพรุ่งนี้ ‘เอกนิติ’ ปลุกทุกฝ่ายร่วมผ่าตัดงบ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันที่ 3

เวลา 20.30 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นกล่าวว่า ในนามรัฐบาลขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่รัฐบาลเสนอ ขอใช้โอกาสนี้ตอบหลายๆ คำถามที่เพื่อนสมาชิกถามโดยเฉพาะท่านผู้นำฝ่ายค้านที่ถามเมื่อสักครู่ว่ารัฐบาลมีมุมมองอย่างไรต่อวิสัยทัศน์ และต่อการจัดงบประมาณครั้งนี้ โดยงบประมาณนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเครื่องมือในหลายๆ เครื่องมือที่รัฐบาลมี เรามีเครื่องมือรัฐวิสาหกิจกองทุนนอกงบประมาณ สถาบันการเงินของรัฐ มีการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ดังนั้นวันนี้สิ่งที่เราต้องเห็นก่อนคือปัญหาของเศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เชื่อว่าในระยะสั้นหลายคนทราบดีอยู่แล้วว่าเราเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต 1.เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ เราถอยหลังไปด้วยอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ปัจจุบันแม้จะปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 30 ขึ้นมาเป็นที่ 26 แต่ถ้าเรายังไม่รีบปรับตัวก็จะยิ่งถูกคนอื่นแซงไป ดังนั้นรัฐบาลถึงตั้งเป้าว่าในสี่ปีเราจะกลับขึ้นมาเป็นท็อป 20 ของโลก 2.เราต้องการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ วันนี้อาจจะโตอยู่ที่แค่ 2.8% แต่เป้าหมายระยะปานกลางเราต้องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศให้โตมากกว่า 2.8% เราตั้งเป้าไว้ที่ 3% พลัส

นายเอกนิติ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ที่เราทำคือ รัฐบาลได้ร่วมกับภาคเอกชน มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชนที่ร่วมกันตั้งเป้าในระยะยาว คนอาจจะบอกว่าตั้งเป้าเกินจริง แต่ทุกคนต้องฝันให้เป็นจริง วันนี้ถ้าเราไม่ตั้งเป้าให้ชัดเจนของการจะเติบโตได้แข่งขันได้ในระยะยาว เราก็จะถอยไปเรื่อย และสิ่งที่เราตั้งเป้าร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนไม่ใช่รัฐบาลคนเดียว เราร่วมกับเอกชนและมีองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมมือ ช่วยยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศผ่านการร่วมกับธนาคารธนาคารพัฒนาเอเชีย ต้องการยกระดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับระดับสูงภายใน 12 ปี ธนาคารโลกได้ศึกษาว่าไทยต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง ซึ่งรัฐก็จะร่วมกับเอกชนยกระดับในเรื่องของการพัฒนาทักษะในด้าน ai ซึ่งเราเห็นด้วย ตนเห็นด้วยกับฝ่ายค้านมาร่วมกันทำให้ประเทศไทยดีขึ้น มาร่วมกันฝันช่วยให้ประเทศไทยดีขึ้น

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 นี้เราเจอสภาพปัญหาอะไร ขอเล่าจากเรื่องจริงว่ารัฐบาลเข้ามาในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งถูกตั้งมาก่อนหน้านั้นงบประมาณมีอยู่อย่างจำกัดขาดดุลประมาณ 4.4% ของจีดีพีซึ่งเกินกว่ามาตรฐานสากลจนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาเตือนเราว่าให้มุมมองทางลบหากขาดดุลในระดับนี้อาจจะถูกดาวน์เกรด ต่อมาเราโตน้อยโตแค่ 1% 2% โตต่ำกว่าศักยภาพเราก็ต้องทำให้โตได้มากขึ้นคนไทยจะได้มีรายได้ที่ดีขึ้น แถมยังเคราะห์ซ้ำกรรมซัดโดนวิกฤตพลังงานที่ถูกประเทศทั่วโลกเจอกัน จนลามมาสู่วิกฤตปากท้องของประชาชน นอกจากนั้นตัวเลขเงินเฟ้อยังสูงขึ้นจากที่เคยติดลบกลายเป็นสูง 2.9% หลังจากเจอวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ราคาผู้ผลิตของแพงขึ้นเกือบ 10% ต้นทุนสูงขึ้น นี่คือวิกฤตปากท้องของประชาชนน้อย

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดเพื่อมาช่วยกลุ่มเหล่านี้ แต่การออกพระราชกำหนดนี้ไม่ได้เพื่อช่วยเยียวยาประชาชนเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยเราพึ่งพาน้ำมันในแก๊สธรรมชาติสูงมากเรานำเข้าน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเกือบ 10% ของจีดีพีหรือรายได้ประเภทสูงที่สุดในอาเซียนอันดับต้นๆ ในเอเชีย จนหลายคนเตือนว่าหากเราแก้การเปลี่ยนผ่านวิกฤติพลังงานนี้แล้วถ้าสงครามยังไม่จบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาพลังงานยังคงสูงอยู่ เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศแล้วเราไม่เปลี่ยนผ่านพลังงานตั้งแต่วันนี้ ประชาชน ธุรกิจก็จะต้องนำเข้าแพงขึ้น โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยประชาชนคือแก้วิกฤตปากท้อง

Advertisement

นายเอกนิติ กล่าวว่า กลับมาสู่งบประมาณปี 2570 ตอบโจทย์แล้วว่าวันนี้เรามีวิสัยทัศน์ทั้งระยะปานกลาง ทำให้ประเทศมีขีดความสามารถดีขึ้นในระยะสั้น รักษาเสถียรภาพช่วยปากท้องประชาชนจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ช่วยดูแลคนตัวเล็กตัวน้อย ขณะเดียวกันเรายังคงขับเคลื่อนเพื่อมุ่งมั่นทำประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว แต่เครื่องมือที่เรามีเราต้องใช้ทุกเครื่องมือ โดยเครื่องมือที่หนึ่งคืองบประมาณรายจ่าย 2570 ตนเป็นคนบอกสำนักงบประมาณว่างบครั้งนี้ต้องเลิกทำแบบในอดีต ที่ตั้งให้ไม่เต็มหมกเม็ดไว้ ในอดีตตั้งงบหลายอันและไปกินงบประมาณคงคลัง และอีกสองปีก็ไปใช้คืนเพราะตั้งไม่เป็น ความโปร่งใสก็ไม่เกิดขึ้นทวันนี้ตนในฐานะเป็นหมอรักษาโรค เราเปิดแผลเลยให้ชัดเจนทำสิ่งต่างๆ ให้โปร่งใส ทำโครงการ PDF แปลงให้สามารถอ่านได้ ซึ่งช่วยกันตรวจสอบ

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ตนไม่ใช่แค่หมอที่มาบรรยายโรคว่าเป็นโรคนั้นโรคนี้ ตนไม่ใช่หมอที่สร้างวาทกรรมเก่ง แต่ตนตั้งใจจริงที่จะผ่าตัดรักษาโรค งบประมาณเราขาดดุลเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ตนนี่แหละคือคนที่บอกว่าต้องสร้างแผนความยั่งยืนทางการคลัง ปีที่แล้วขาดดุล 4.4% ของจีดีพี ตนจึงออกแผนยั่งยืนระยะปานกลางและจะลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 ปีนี้เมื่อเราเปิดเผยหมดให้เห็นแผลทั้งหมด ก็จะตั้งเป้าลดขาดดุล 4.4% ของจีดีพีเหลือ 3.9% ของจีดีพี บริษัทจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือเริ่มปรับให้เราเพิ่มขึ้น ตรงนี้ช่วยรักษาบริษัทไทยทำให้ต้นทุนไม่แพงขึ้น ธุรกิจไทยไม่ถูกกระทบ แรงงานก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการถูกดาวน์เกรด นี่คือความตั้งใจที่อยากทำให้การยั่งยืนทางการคลังโปร่งใส

วันนี้ฐานะทางการคลังของประเทศเราเหนื่อย เราถึงต้องเน้นวินัยการเงินการคลัง แน่นอนว่าเมื่อเราทำให้โปร่งใสแล้วเราช่วยกันตัดงบวันนี้งบสวัสดิการต่างๆ ที่ซ้ำซ้อน งบต่างๆที่เคยแปะไว้ในอดีตไม่ได้จ่าย เอาขึ้นมากองให้หมด แล้วเราช่วยกันผ่าตัด ช่วยกันรักษาโรค เราจะได้มีงบประมาณเหลืออยู่เพื่อเอาไปลงทุนในการพัฒนาประเทศหลายท่านถามผมว่างบประมาณปีนี้ตัดงบทุน เพราะเราต้องการรักษาวินัยการคลังและเปิดแผลให้หมดไม่ต้องหมกเม็ด อย่าไปซุก รายจ่ายประจำก็เลยกระโดดขึ้นมาเพราะแผลเก่าในอดีตที่ไม่เคยเปิดเผย เราถึงต้องผ่าตัด ฝียังไม่แตกหรอกเพราะเรามาช่วยกันผ่าตัด นี่คือความตั้งใจจริงๆ ส่วนงบลงทุนเรามีงบส่วนอื่น ปีนี้ผมจึงเน้นงบลงทุนรัฐวิสาหกิจซึ่งไม่อยู่ในการพิจารณาของงบประมาณ 2570 นี้ เราตั้งให้งบลงทุนรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นจาก 2.4 แสนล้าน เป็น 2.7 แสนล้านโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในเรื่อง ai ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอ เราต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการจะมี ai ได้อย่างครบถ้วนต้องมีมีพื้นฐานพลังงานสะอาดต้องดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่พอ ต้องต่อยอดไปสู่เรื่องชิป ตอนนี้ตนได้คุยกับรองนายกฯ ยศชนัน คุยเรื่องชิป เซมิคอนดักเตอร์เพื่อยกระดับการสร้างพัฒนาทางทักษะผ่านบีโอไอ ดังนั้นเราต้องใช้เครื่องมือ หมอเอกคุ้นเคยเพราะเห็นเครื่องมือทั้งหมด เราถึงมาช่วยกันทำทั้งรัฐวิสาหกิจ มีพีพีพีมาร่วมมือกันเราต้องร่วมมือกับเอกชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป การลงทุนไม่ว่าจะเป็น ai ชิปต่างๆ เซมิคอนดัคเตอร์ เราถึงร่วมกับภาครัฐและเอกชน 7 อุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกษตรสมัยสมัยใหม่อาหาร ต่างประเทศต้องการความมั่นคงทางอาหาร เรื่องยา เรื่องสุขภาพ ประเทศไทยมีจุดแข็งเวลล์เนสต่างๆ เมื่อรถไฟขบวนใหม่มาเราต้องขึ้นรถไฟขบวนใหม่ให้ทัน ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่ขึ้นขบวนใหม่ แต่ทำให้ผลของการขึ้นขบวนใหม่นั้นดึงบริษัทไทย เอสเอ็มอีไทยคนไทยให้เก่งขึ้น ถึงมีโครงการเชื่อมโยงทักษะระหว่างให้คนที่มาลงทุน ต้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยี สอนให้คนไทยเก่งขึ้นผ่านโครงการที่เชื่อมโยงทักษะสมัยใหม่

“งบประมาณปี 2570 นี้เรามุ่งมั่นที่จะทำให้โปร่งใสมากขึ้น รักษาวินัยการเงินการคลัง ตอบโจทย์จากงบประมาณที่เรามีจำกัดโปร่งใสแล้วเหลือเงินเท่าไหร่ เราขอมุ่งเน้นเอาไปช่วยประชาชน เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการ พยายามตั้งงบให้เต็ม ไม่ใช่เหมือนในอดีตตั้งไม่เป็นแล้วต้องมาหาเงินมาเติมทีหลัง ไปใช้เงินคงคลังหรือที่อื่นให้มันโปร่งใสมากขึ้น เราไม่สามารถกู้มากกว่านี้ได้เพราะถ้ากู้มากกว่านี้อาจจะโดนวิกฤตการคลัง วิกฤตซ้อนวิกฤตซ้อนวิกฤต ประเทศอาจจะพังได้ แต่เราไม่ได้ยอมแพ้เรื่องการลงทุน เราถึงเอาการลงทุนไปร่วมกับเอกขน แม้การจัดทำงบประมาณรายจ่าย 2570 จะอยู่ภายใต้งบประมาณรายจ่ายที่มีจำกัด รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับประชาชนและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับเครื่องมืออื่นๆ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิตความมั่นคงของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อสภาเพื่อเกิดผลสัมฤทธิ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน สำหรับความเห็นข้อสังเกตข้อเสนอแนะต่างๆ ที่สมาชิกได้อภิปรายไว้ ขอฝากท่านกรรมาธิการวิสามัญที่สภาจะแต่งตั้งขึ้นนำไปประกอบการพิจารณา ตรวจสอบรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติ ฃให้เป็นไปด้วยความรอบคอบยิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนตามที่มุ่งหวังตามที่ได้อภิปรายในสภานี้ มาช่วยกันพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส มาช่วยสร้างอนาคตให้กับสังคมไทย ให้คนไทยมีความหวังว่าชีวิตความเป็นความเป็นอยู่และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศจะดีขึ้น“ นายเอกนิติ กล่าว

จากนั้นเวลา 21.00 น. ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ด้วยคะแนน 288 เสียง ต่อ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง โดยมีการตัั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ จำนวน 72 คน กำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน โดยนัดประชุม กมธ.ครั้งแรกวันที่ 2 กรกฎาคม เวลา 13.30 น.