เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของเอเชีย โดย ‘World Economic Outlook’ ฉบับเดือนตุลาคม 2568 ของ IMF คาดการณ์ว่า GDP ของประเทศในปี 2569 จะเติบโต 5.6%

แต่ในอีกด้าน เวียดนามกลับกำลังเจอความท้าทายที่อาจกระทบการเติบโตในระยะยาว เมื่อ ’อัตราการเกิด’ ลดลงต่อเนื่อง และสังคมกำลังเข้าสู่ ‘ภาวะสูงวัย’ เร็วกว่าระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ จนรัฐบาลต้องพลิกนโยบายประชากรครั้งใหญ่
จากประเทศที่เคยจำกัดการมีลูกไม่เกิน 2 คน เวียดนามกลับหันมาใช้มาตรการจูงใจให้ประชาชนมีลูกเพิ่ม ทั้งเพิ่มสิทธิ์ลาคลอด เงินอุดหนุน และสวัสดิการสำหรับครอบครัว หวังชะลอปัญหา “แก่ก่อนรวย”
การเปลี่ยนทิศครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2568 หลังรัฐบาลยกเลิกนโยบายจำกัดการมีลูกไม่เกิน 2 คนที่ใช้มายาวนาน
และในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะเริ่มบังคับใช้กฎหมายประชากรฉบับใหม่ พร้อมมาตรการจูงใจให้ประชาชนมีลูกมากขึ้น เพื่อชะลอการลดลงของอัตราการเกิด และรับมือกับสังคมสูงวัย
มาตรการใหม่ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มสิทธิ์ลาคลอดสำหรับผู้หญิงที่มีลูกคนที่สองจาก 6 เดือนเป็น 7 เดือน เพิ่มสิทธิ์ลาหยุดของผู้เป็นพ่อจาก 5 วันทำงานเป็น 10 วัน สนับสนุนค่าตรวจคัดกรองก่อนคลอดและหลังคลอด รวมถึงเงินอุดหนุนอย่างน้อย 2 ล้านดอง หรือราว 2,523 บาท สำหรับผู้หญิงในบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงจากชนกลุ่มน้อยขนาดเล็ก ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดต่ำ และผู้หญิงที่มีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 ปี ก่อนจะขยายสิทธิ์ด้านการตรวจสุขภาพให้ครอบคลุมทั่วประเทศในปีหน้า
‘ฟาม ถิ ลาน’ หัวหน้าฝ่ายประชากรและการพัฒนาแห่งกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำเวียดนาม มองว่านี่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดครั้งสำคัญของประเทศ จากเดิมที่เน้นควบคุมการวางแผนครอบครัว ไปสู่การพัฒนาประชากร และเปิดโอกาสให้คู่รักตัดสินใจเรื่องการมีบุตรได้ด้วยตนเองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการจะดูใจป้ำกว่าเดิม แต่คำถามสำคัญคือ สิทธิประโยชน์เหล่านี้มากพอจะเปลี่ยนการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่หรือไม่ คำตอบจากหลายครอบครัวคือ “ยังไม่พอ”
‘เหงียน คิม บิช’ หนึ่งในชาวฮานอยวัย 32 ปี และสามี มีลูกหนึ่งคนแล้ว บอกว่า หากตัดสินใจมีลูกคนที่สอง เธอจะได้ลาคลอดเพิ่มอีก 1 เดือน ได้รับการตรวจสุขภาพฟรี และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่เธอบอกว่าครอบครัวมีรายได้รวมเพียงประมาณ 1,000 ดอลลาร์ฯ ต่อเดือน หรือราว 33,180 บาท และเกือบครึ่งหนึ่งหมดไปกับการเลี้ยงลูกคนแรก อีกทั้งยังต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของสามี
สำหรับเธอ สิทธิ์ลาคลอดเพิ่มอีก 1 เดือน หรือเงินช่วยเหลือราว 76 ดอลลาร์ฯ ไม่ใช่เหตุผลที่มากพอจะทำให้ตัดสินใจมีลูกเพิ่ม
มุมมองเดียวกันยังสะท้อนจาก ตรัน มินห์ อันห์ พนักงานแคชเชียร์วัย 24 ปี ในกรุงฮานอย ที่มีรายได้ราว 380 ดอลลาร์ฯ ต่อเดือน เธอบอกว่าไม่มีแผนจะมีลูกเลย เพราะภาระทั้งด้านการเงินและความกดดันในการเลี้ยงดูสูงเกินไป
เสียงสะท้อนจากทั้งสองคนชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของเวียดนามอาจไม่ใช่การที่คนไม่อยากมีลูก แต่เป็นการที่หลายครอบครัวรู้สึกว่ายังไม่พร้อมจะมี
ข้อมูลจาก ‘กระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม’ ระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์ของประเทศลดลงเหลือเพียง 1.91 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2567 ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 และถือเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของประชาชนเพิ่มขึ้นเกือบ 75 ปี และปัจจุบันประชากรอายุเกิน 60 ปีมีสัดส่วนมากกว่า 10% ของทั้งประเทศแล้ว
รัฐบาลคาดการณ์ว่า ภายในช่วงกลางศตวรรษ ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็นราว 25% ของประชากรทั้งหมด ก่อนที่จำนวนประชากรโดยรวมจะเริ่มลดลง ขณะที่ ‘โบนัสทางประชากร’ ซึ่งเป็นช่วงที่ประชากรวัยทำงานมีสัดส่วนมากกว่ากลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ จะสิ้นสุดลงในปี 2579
สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลไม่ใช่แค่จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง แต่คือการที่เวียดนามกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทั้งที่ประเทศยังมีรายได้ต่อหัวไม่สูงนัก โดย GDP ต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์ฯ ต่ำกว่าระดับที่ ‘ญี่ปุ่น’ มีเมื่อเริ่มเผชิญปัญหาอัตราการเกิดลดลงในช่วงทศวรรษ 2523
ธนาคารโลกเคยเตือนว่า เวียดนามมีกรอบเวลาสำหรับการปฏิรูปประเทศค่อนข้างจำกัด หากไม่เร่งปรับตัว ประเทศอาจเผชิญการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จากปัญหาขาดแคลนแรงงาน และภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
‘เจียง ถั่นห์ ลอง’ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก National Economics University ของเวียดนาม มองว่ามาตรการกระตุ้นการมีลูกถือว่า “มาถูกเวลา” แต่เงินช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวไม่สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจระยะยาวของครอบครัวได้
หากไม่มีนโยบายอื่นเข้ามาเสริม ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ดูแลเด็กที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ ราคาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม สถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว ระบบสาธารณสุขด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมถึงการแบ่งบทบาทดูแลลูกระหว่างพ่อและแม่อย่างเท่าเทียม
เขายังมองว่า แม้เวียดนามจะสามารถดันอัตราการเกิดกลับขึ้นไปแตะระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาสังคมสูงวัย หรือการขาดแคลนแรงงานจะหมดไป เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับผลิตภาพ คุณภาพแรงงาน และนวัตกรรม มากกว่าการเพิ่มจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว
นั่นหมายความว่า สำหรับเวียดนาม การแจกเงินหรือเพิ่มสิทธิ์ลาคลอดอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่โจทย์ที่แท้จริงคือการทำให้คนรู้สึกว่า “การมีลูกไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับเพียงลำพัง” เพราะหากทำไม่ได้ ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็อาจต้องเผชิญภาวะ “แก่ก่อนรวย” เร็วกว่าที่คาดไว้
ที่มา: Channel News Asia, China Daily
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




