ธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกกำลังเจอความท้าทายครั้งใหญ่ แม้ผู้ให้บริการจะทุ่มงบลงทุนมหาศาลกับ 5G แต่รายได้ใหม่กลับไม่ได้เติบโตเร็วอย่างที่คาดไว้ ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายจำนวนมากต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่ ขณะที่การมาถึงของ AI กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม

ภายในงาน ‘Nokia Wavelengths APAC 2026’ ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ‘Nokia’ มองว่าการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกกำลังสร้าง ‘AI Supercycle’ หรือวัฏจักรการลงทุนครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก และเปิดโอกาสครั้งใหม่ให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคม
‘Christian Uremovic’ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Solution Marketing ระบุว่า ในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า โลกจะมีการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์รวมกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 180.8 ล้านล้านบาท หากนำมูลค่าเศรษฐกิจของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดมาเปรียบเทียบ ก็จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก
ทว่าเม็ดเงินมหาศาลนี้ไม่ได้ถูกใช้ไปกับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ทำงานได้จริง ตั้งแต่ระบบประมวลผลด้วย GPU ระบบเครือข่าย ไปจนถึงสายไฟเบอร์ที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
Nokia ประเมินว่าในช่วงปี 2026-2030 โลกจะมีการวางสายไฟเบอร์เพิ่มอีกกว่า 1.2 พันล้านกิโลเมตร เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีไฟเบอร์ก็เริ่มพัฒนาไปอีกขั้น เพราะไฟเบอร์แบบเดิมกำลังเข้าใกล้ข้อจำกัดทางกายภาพ จึงเริ่มมีการพัฒนาไฟเบอร์รุ่นใหม่อย่าง Multi-core Fiber และ Hollow-core Fiber ที่ช่วยให้สัญญาณเดินทางได้เร็วขึ้น และรองรับปริมาณข้อมูลได้มากกว่าเดิม

สำหรับประเทศไทย Nokia มองว่ากำลังอยู่ในจังหวะที่ได้เปรียบจากหลายปัจจัย ทั้งการมีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศ และการเป็นเส้นทางสำรองของโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมระหว่างเวียดนาม สิงคโปร์ รวมถึงเส้นทางรับส่งข้อมูลจากจีน
‘Vito Di Maria’ รองประธานฝ่าย Optical Networks ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Nokia ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่า 50 แห่ง และจำนวนนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ของโลกอย่าง ‘ลอนดอน’ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่า 50 แห่งเพียงเมืองเดียว ประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต
สิ่งสำคัญคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ทำงานแบบต่างคนต่างอยู่ แต่ต้องเชื่อมต่อหากันตลอดเวลา รวมถึงเชื่อมกับระบบคลาวด์ ผู้ใช้งาน และ AI ที่กระจายอยู่ตาม Edge Network จึงทำให้ความต้องการโครงข่ายไฟเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัทมองว่าลำดับการเติบโตของทราฟฟิกข้อมูลจะเริ่มจากการรับส่งข้อมูลผ่านสายเคเบิลใต้น้ำจากต่างประเทศเข้าสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย จากนั้นจะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ และสุดท้ายคือการส่งข้อมูลไปยังผู้ใช้งานปลายทาง รวมถึงอุปกรณ์ AI ต่างๆ
ขณะเดียวกัน AI ก็ไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ หรือ Hyperscaler เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมด้วย
‘Christian’ อธิบายว่า หนึ่งในโมเดลธุรกิจที่น่าจับตาคือ ‘GPU as a Service’ หรือการให้เช่ากำลังประมวลผลของ GPU ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถนำพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มาสร้างบริการประมวลผล AI ให้ลูกค้าใช้งาน แทนที่จะเป็นเพียงผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง ‘Neo-cloud’ หรือผู้ให้บริการคลาวด์รุ่นใหม่ที่เน้นบริการ AI โดยเฉพาะ แต่ยังต้องอาศัยผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้พัฒนาเทคโนโลยีอย่าง Nokia เพื่อสร้างระบบนิเวศร่วมกัน
ผู้บริหารของ Nokia มองว่า ยุค AI จะทำให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการคลาวด์ และบริษัทเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น เพราะ AI บางงานสามารถประมวลผลในดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ได้ แต่บางงานจำเป็นต้องประมวลผลใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ตั้งแต่โครงข่ายไฟเบอร์ไปจนถึงเครือข่ายมือถือ ต้องทำงานเชื่อมโยงกัน
‘Ron Johnson’ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Optical Networks ของ Nokia ระบุว่า ประเทศไทยยังมีบทบาทสำคัญในซัพพลายเชนของบริษัท เพราะผลิตภัณฑ์ด้าน Optical Networking จำนวนมากของ Nokia ผลิตในประเทศไทย
เขาเพิ่งเดินทางไปเยี่ยมโรงงานใน ‘ชลบุรี’ และ ‘ศรีราชา’ และมองว่ากำลังการผลิตของไทยเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรองรับการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์รับส่งสัญญาณภายในดาต้าเซ็นเตอร์ หรือระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทำหน้าที่เสมือน ‘ทางด่วน’ สำหรับการรับส่งข้อมูลผ่านใยแก้วนำแสง
‘Ron’ เชื่อว่า การเติบโตของ AI เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด และอีก 30 ปีข้างหน้าก็มีแนวโน้มจะเติบโตเร็วกว่านั้นอีก
เขายกตัวอย่างว่า ขีดความสามารถด้านการสวิตชิ่งข้อมูลเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 เท่า ขณะที่ระบบส่งข้อมูลผ่านไฟเบอร์เพิ่มขึ้นกว่า 25,000 เท่า และหากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป อีก 30 ปีข้างหน้า สายไฟเบอร์เพียงเส้นเดียวอาจรองรับการส่งข้อมูลได้มากพอที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ตในปี 2004 ได้ภายในเวลาเพียง 1 วินาที หรือคิดเป็นระดับ Exabit
สำหรับประเทศไทย Nokia มองว่าบทบาทของประเทศจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นตลาดผู้ใช้งาน AI แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งในฐานะฐานการผลิต จุดเชื่อมต่อข้อมูลระดับภูมิภาค และศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับการเติบโตของ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อการลงทุนด้าน AI ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งที่กลายเป็น ‘หัวใจสำคัญ’ จึงไม่ใช่แค่ชิปหรือ GPU แต่รวมถึงโครงข่ายไฟเบอร์ที่เชื่อมทุกอย่างเข้าหากัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI จะเติบโตได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า ‘เครือข่าย’ รองรับการเติบโตนั้นได้ดีเพียงใด
ที่มา: Nokia Wavelengths APAC 2026
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




