เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ฐานะรองประธานคณะ กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค สภาฯ นายกัณตภณ ดวงอัมพร ส.ส.กทม.พรรคประชาชน ฐานะโฆษกคณะ กมธ. และนายวุฒากร นุตยกุล ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน ฐานะ กมธ.แถลงผลการพิจารณาศึกษาเชิงนโยบาย เพื่อสรุปแนวทางการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ว่า จากการเข้าชี้แจงของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พบว่าปัจจุบันได้มีการยกระดับการกำกับดูแลสินค้าบนระบบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใน 3 ประการหลัก ได้แก่
1. การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานผ่านระบบ API ซึ่งขณะนี้ สมอ.อยู่ระหว่างการบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากรและผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เพื่อใช้เป็นกลไกในการตรวจสอบและสกัดกั้นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือยังไม่ได้รับอนุญาตก่อนเข้าสู่ระบบ ปัจจุบันได้ดำเนินการเชื่อมต่อระบบดังกล่าวกับแพลตฟอร์มช้อปปี้ (Shopee) แล้ว และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขยายผลไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปริมาณสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายกันต์พงษ์ กล่าวว่า 2.การส่งเสริมให้ผู้บริโภคตรวจสอบข้อมูลก่อนการเลือกซื้อสินค้า โดยประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการรับรองมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อยืนยันคุณภาพก่อนตัดสินใจซื้อ และ 3.การบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก ซึ่ง สมอ.ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและพบสินค้าที่ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จำนวนถึง 8,557 รายการ จึงได้แจ้งให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มนำสินค้าดังกล่าวออกจากระบบการจำหน่าย อย่างไรก็ตาม สมอ.ได้สะท้อนปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากบทบัญญัติในปัจจุบันกำหนดให้ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิด ทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมักโต้แย้งว่าตนเป็นเพียงตัวกลางในการให้บริการ มิใช่ผู้จำหน่ายสินค้าโดยตรงและไม่มีเจตนาในการกระทำผิด ส่งผลให้ในหลายกรณีศาลไม่สามารถฟ้องร้องหรือดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มได้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพของกฎหมายในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ สมอ.จึงได้เสนอให้คณะ กมธ.ช่วยพิจารณาผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นายกันต์พงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สคบ. สมอ.และตัวแทนจากภาคเอกชนคือไลน์แมน โดยชี้ให้เห็นว่าหากเป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มมาตรฐาน ผู้ให้บริการมักจะปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างจริงจัง แต่ปัญหาหลักมักเกิดจากการซื้อขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ขาดการยืนยันตัวตนของผู้ซื้อและผู้ขาย นำไปสู่ปัญหาการหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพ และสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ตัวแทนอำพรางในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ซื้อ ผู้ขาย แพลตฟอร์ม ไปจนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงฉลาก ทำให้การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและใช้ชีวิตได้ยากยิ่งขึ้น คณะ กมธ.จึงเห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่
1.พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2522 ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของ สคบ. กฎหมายฉบับนี้มีการบังคับใช้มาอย่างยาวนาน แม้จะมีการแก้ไขหลายครั้งแต่ยังคงไม่ทันต่อรูปแบบการตลาดแบบตรงในยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียง (Influencer) และการโฆษณาที่ผิดรูปแบบ ทำให้กฎหมายไม่สามารถเอาผิดกับการโฆษณาที่หลอกลวงเหล่านั้นได้ จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านทาง สคบ.

นายกันต์พงษ์ กล่าวว่า 2.พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ของ สมอ.ซึ่งมีความล้าสมัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำความผิดได้ชัดเจน และมีข้อจำกัดที่ต้องพิสูจน์เจตนาของผู้กระทำผิด นอกจากนี้ การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย สามารถจดทะเบียนรับรองมาตรฐานและรับการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่กำลังครองตลาดในแพลตฟอร์มออนไลน์อยู่ในขณะนี้ ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการผลักดันการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
3. พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ภายใต้การดูแลของ ETDA ซึ่งปัจจุบันได้มีการออกประกาศเพิ่มเติมกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก หรือช้อปปี้ ต้องเข้ามาจดแจ้งการประกอบธุรกิจ ซึ่งมีบริษัทเข้าจดแจ้งแล้วกว่า 19 แห่ง กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้แพลตฟอร์ม ไม่สามารถอ้างตนเป็นเพียงพื้นที่ตลาดกลางโดยปฏิเสธความรับผิดชอบได้อีกต่อไป แต่จะต้องมีระบบในการตรวจสอบและกำกับดูแลผู้ใช้งาน ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย รวมถึงผู้ที่ทำการโฆษณาแฝงหรือเป็นตัวแทนอำพราง แพลตฟอร์มจะต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ในลักษณะเดียวกับกฎหมายของประเทศอินเดียที่มีบทลงโทษสำหรับการโฆษณาที่ผิดวิธีหรือเกินจริง ซึ่งแตกต่างจากบริบทของประเทศไทยที่ผ่านมาซึ่งผู้โฆษณามักไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายมากกว่า 15,000 ฉบับ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มาก แต่เป้าหมายสำคัญมิใช่การเพิ่มปริมาณ แต่เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่มีบทลงโทษน้อยเกินไปให้มีความเข้มงวดรัดกุม เพื่อให้บุคคลเกิดความเกรงกลัวในการกระทำความผิด โดยฝ่ายนิติบัญญัติจะทุ่มเทดำเนินการอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคที่ทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด
ด้านนายวุฒากร กล่าวถึงประเด็นปัญหาการใช้ฉลากสินค้าปลอม ซึ่งแม้สินค้าจะมีการติดฉลากอย่างชัดเจน แต่พบว่ามีการปลอมแปลงฉลากมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจากโรงงานต้นทาง ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้า และทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างถูกต้องหรือไม่ กมธ.จึงได้ฝากข้อสังเกตไปยัง สมอ.และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ให้ร่วมกันศึกษาและหามาตรการป้องกันการใช้ฉลากปลอมบนบรรจุภัณฑ์ ที่มาจากผู้ผลิตต้นทางอย่างเข้มงวด





