พีระพันธุ์ จี้รื้อสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน ชี้ ‘ค่าพร้อมจ่าย’ ต้นตอค่าไฟแพง

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มติคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยระบุว่า เป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่จะแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก ทั้งการปรับลดราคารับซื้อและยกเลิกการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติ หรือ สัญญาชั่วนิรันดร์

นายพีระพันธุ์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยที่นายปกรณ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกานั้น ผู้แทนของนายปกรณ์ที่ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะทำงานชุดต่างๆ กลับไม่เห็นด้วยกับความพยายามแก้ปัญหานี้ โดยยืนยันว่าข้อตกลงและเงื่อนไขในสัญญาต้องแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่อาจใช้มติ กพช. ได้ เพราะ กพช. ไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น จึงต้องมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเจรจากับคู่สัญญาซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนกว่า 500 สัญญา และมอบหมายให้ กฟผ. ประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อดำเนินการต่อไป จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เหตุใดแนวทางที่เคยทักท้วงไว้ กลับกลายเป็นแนวทางที่ทำได้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

พีระพันธุ์

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ภาระจากสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในส่วนนี้ กระทบค่าไฟฟ้าเพียงประมาณ 10 สตางค์เศษต่อหน่วยเท่านั้น ขณะที่ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ หรือ ‘ค่า AP’ ในสัญญาที่ทำกับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ กระทบค่าไฟไม่น้อยกว่า 50-60 สตางค์ต่อหน่วย และยังมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมอีกหลายประการ แต่รัฐบาลและคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่มีแนวทางว่าจะยกเลิกหรือเจรจาอย่างไร

Advertisement

สำหรับเรื่องการแก้ปัญหาสัญญาค่าความพร้อมจ่ายนั้น นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า ได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งมีมติให้ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการ กฟผ. รวมทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกันเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่แล้ว โดยนำเสนอ 3 แนวทาง ดังนี้

  1. ให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้า ในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) และ ฟีด อิน ทารีฟ (FIT) และเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีอายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา
  2. หาแนวทางแก้ไขปัญหา ค่าความพร้อมจ่าย ( AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่น ในสัญญารับซื้อไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้า ระยะยาว (PPA) ทุกสัญญา ที่มีเงื่อนไขทำให้กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร หรือสูงเกินความเป็นจริง
  3. หาแนวทาง แก้ไขปัญหา อุปสรรคในข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการ การสั่งผลิตไฟฟ้า ให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดต่ำลงได้

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ มติ ครม. ดังกล่าวยังคงมีผลอยู่ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลชุดนี้ และคณะกรรมการชุดที่มีนายปกรณ์เป็นประธาน ที่จะต้องติดตามเร่งรัดผลการเจรจาให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไป

“คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ เหตุใดรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจึงดำเนินการเฉพาะส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก แต่ไม่แตะต้องสัญญาที่รัฐเสียเปรียบโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่เลย ทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่มากกว่าโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก” นายพีระพันธุ์ กล่าว

แม้โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะมีจำนวนมาก แต่กำลังการผลิตรวมมีเพียงหลักพันเมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียงประมาณสิบกว่าโรง กลับมีกำลังการผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ และค่า AP หรือค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายผ่านบิลค่าไฟโดยไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริงแม้แต่หน่วยเดียว ก็มีสัดส่วนสูงกว่าค่า Adder ของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กนับร้อยโรงอย่างมาก

“หากจะมีการเสนอ กพช. ให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้จริง ก็ต้องเสนอให้ดำเนินการในส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่พึงต้องกระทำเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่มีผลผูกพันมาแต่เดิมอีกด้วย การแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายพีระพันธุ์ กล่าว