เครือข่ายกัญชา บุก สธ. ยื่นค้านคุมเข้มเอื้อมาเฟียใต้ดิน ชี้กฎใหม่แค่ “เพิ่มราคาคอร์รัปชัน”


08 ก.ค. 2569 | 17:33น.

เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย บุกกระทรวงสาธารณสุข ค้านนิยาม “กัญชา เป็นยาเสพติด” แฉกฎกระทรวงเอื้อทุนใหญ่-ผลักรายย่อยลงใต้ดิน ชี้ พ.ร.บ. ใหม่แค่เปลี่ยนชื่อ ไม่แก้เนื้อหา ลั่น “กติกาบิดเบี้ยว เพิ่มราคาคอร์รัปชัน”

ที่กระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย นำโดย น.ส.ช่อขวัญ ช่อผกา ประธานเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย และนายพงศ์ธร ตั้งบวรไพศาล ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ  ยื่นหนังสือถึง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ปัญหาของพืชกัญชาเกิดจากกฎหมายที่ผูกขาดไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยมี นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และนางนิสิตา รอบุญ หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข เป็นคนรับหนังสือ 

โดยใจความสำคัญและรายละเอียดของหนังสือระบุว่า

เรื่อง ปัญหาของพืชกัญชาเกิดจากกฎหมายที่ผูกขาดไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยเคยออกแถลงการณ์เตือนกระทรวงสาธารณสุขว่า กฎหมายที่บังคับใช้นั้นจะก่อปัญหาใหม่ตามมาอีกหลายประการ เพราะกฎหมายที่บังคับใช้ไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงแต่กฎหมายของกระทรวงเกิดขึ้นจาก2สาเหตุ คือ เขียนกฎหมายตามที่กลุ่มทุนกัญชาต้องการและความไร้เดียงสาของกลุ่มหมอที่ไม่รู้จักสังคมในสภาพจริง สาเหตุ2ประการนี้จะนำมาซึ่งปัญหาใหม่อีกมากมายจากการการติดกระดุมเม็ดแรกผิด

เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยใช้เวลา 3 ปีในการทำความเข้าใจกับคนกัญชาเพื่อให้เข้าสู่ระบบของกฎหมาย ชวนผู้คนมาทำกัญชาบนกระดานที่เปิดเผย โดยในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากคนกัญชาจำนวนมากยินดีเข้าสู่ระบบของกฎหมาย และในขณะเดียวกันเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยได้เดินทางทั่วประเทศจัดทำ พ.ร.บ.กัญชา และเสนอกฎหมายระดับกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงที่จะใช้ควบคุมกัญชาก่อนกฎหมายแม่คือ พ.ร.บ.กัญชาได้รับการบังคับใช้

ความพยายามทั้งมวลของเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยถูกหมอในกระทรวงสาธารณสุขทำลายสิ้น ด้วยการออกกฎหมายที่ผูกขาดให้กับคนกลุ่มเดียวภายใต้การเขียนคำขวัญว่า ‘กัญชาทางการแพทย์’ แต่มาตรการที่ออกมาเป็นการแพทย์จอมปลอมเพื่อหาผลประโยชน์กันระหว่างนักธุรกิจกับข้าราชการ กัญชาทางการแพทย์จึงเป็นความหลอกลวงชนิดหนึ่งเพื่อให้สังคมตายใจว่ากระทรวงได้ขับเคลื่อนให้กัญชาเป็นกัญชาทางการแพทย์แล้ว ความจอมปลอมของกฎหมายในรูปแบบนี้จะก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย กฎหมายที่ก่อปัญหาอีกฉบับหนึ่งคือ กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานการปลูก เมื่อกำหนดมาตรฐานเพื่อคนมีเงิน คนปลูกจำนวนมากจึงไปสร้างระบบของตัวเองนั่นคือระบบใต้ดิน เพราะกติกาบนดินมันเอาเปรียบและผูกขาด

วันนี้เราเห็นกัญชาทะลักออกนอกประเทศจำนวนมากเป็นเพราะกฎหมายกัญชาของรัฐมนตรีชื่อ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ผลักคนกัญชาออกนอกระบบ คนกัญชาไร้ศรัทธาในกฎหมายที่ผูกขาดโดยรัฐมนตรีคนนี้ และหากยังไม่แก้กฎหมายกัญชาให้สอดรับกับข้อเท็จจริงและเป็นกฎหมายที่ทุกคนมีความสามารถในการปฏิบัติตามได้ปัญหาจะตามมาอีกมากมาย ดังเช่นที่เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยเคยระบุไว้ว่า ‘เมื่อกระทรวงผลักคนส่วนใหญ่ให้อยู่นอกกลไกของกฎหมาย ระบบใต้ดินจะเกิดขึ้นและระบบนี้รัฐจะควบคุมอะไรไม่ได้’ และอย่าได้กระทำผิดซ้ำซ้อนด้วยการเอากัญชากลับสู่ยาเสพติด เพราะปัญหาจะยิ่งเกิดตามมา

วิธีการที่ถูกต้องที่สุดคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องมีสติและแก้ไขกฎหมายที่ผูกขาดให้เป็นกฎหมายที่มีความเป็นธรรมให้ทุกคนปฏิบัติได้ก่อนกฎหมายแม่บทคือ พ.ร.บ.กัญชา บังคับใช้ เมื่อกฎหมายที่บังคับอยู่ในวิสัยที่คนทั่วไปปฏิบัติได้ ไม่มีใครอยากทำผิดกฎหมาย กัญชาทางการแพทย์คือวิธีปฏิบัติในการใช้อย่างถูกต้องสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขต้องออกกฎหมายบังคับคือวิธีปฏิบัติในการเข้าถึง การใช้ กัญชา แต่มาตรการที่ออกมาผูกโยงกับอาคารสถานที่และเครื่องมือ ผูกโยงกับจำนวนเงินในการขออนุญาต ไม่มีมาตรการใดที่ออกมาแล้วบ่งชี้ว่าจะทำให้ประชาชนใช้กัญชาในการรักษาอย่างเข้าใจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องกลับมาใช้สติในการออกกฎหมายกัญชาไม่เช่นนั้นตำแหน่งของรัฐมนตรีจะไปกับปัญหากัญชาที่เกิดแล้วเกิดอีกจากการวางมาตรการที่ผิดพลาดของรัฐมนตรีเอง

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา

ช่อขวัญ คิดตี้ ช่อผกา
ประธานเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย

กรมแพทย์แผนไทย ชี้หวังจัดระเบียบให้กัญชาถูกใช้ทางการแพทย์

ขณะที่ นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ประเด็นต่าง ๆ ที่เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยได้ยื่นเข้ามา ถือเป็นข้อสังเกตที่ดีและเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะในจุดที่ผู้ประกอบการและผู้เพาะปลูกกัญชามีกังวลว่าจะส่งผลกระทบให้ขับเคลื่อนธุรกิจได้ยาก หลังจากนี้ทางกองกัญชาทางการแพทย์จะนำข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาพิจารณา เพื่อเตรียมแนวทางชี้แจง รวมถึงปรับปรุงระบบรองรับที่จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถทำความเข้าใจ และปรับตัวในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้

โดยเป้าหมายหลักของ พรบ. ฉบับดังกล่าวนี้ คือการจัดระเบียบและควบคุมให้กัญชาถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยทางกรมฯ จะนำทุกข้อคิดเห็นมาปรับปรุงกฎหมายให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง เป็นธรรม และเท่าเทียมกับทุกฝ่าย

พร้อมกับเชิญชวนให้ประชาชนรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พรบ.ควบคุมกัญชา ฉบับล่าสุดซึ่งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นไปจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นี้

ชี้ พ.ร.บ.ควบคุมกัญชาฉบับ สธ. “แค่เปลี่ยนชื่อ แต่ไม่เปลี่ยนไส้ใน”

จากการที่ภาครัฐเปิดเผยไทม์ไลน์เตรียมนำร่าง พ.ร.บ. ควบคุมกัญชา เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.ช่อขวัญ ช่อผกา กล่าวว่าเนื้อแท้ของร่างกฎหมายดังกล่าวว่า ไม่ใช่ร่างที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขร่วมกับภาคประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นการนำร่างเดิมของกรมการแพทย์แผนไทยที่ค้างคามาตลอด 2 ปีมาปัดฝุ่นใหม่

“เขาไม่ได้แก้เนื้อหาอะไรเลย สิ่งเดียวที่เขาแก้คือแก้ชื่อเรื่อง ข้อเสนอแนะที่เราเคยเสนอกันไปเป็นพันๆ หมื่นๆ คน ไม่ได้นำมาแก้อะไรเลย ที่อ้างว่ารับฟังความคิดเห็นทะลุ 1,600 คน ก่อนหน้านี้มีคนร่วมแสดงความเห็นมากกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่ได้นำมาแก้ไขเป็นร่างใหม่”

โครงสร้างภายในของ พ.ร.บ. ตัวนี้ มีข้อกังวลหลัก 2 ประเด็นที่ขัดต่อบริบทความจริงและสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง คือ:

  1. การห้ามประชาชนปลูกใช้เองในครัวเรือน: ในเวอร์ชันของกรมการแพทย์แผนไทยได้ตัดสิทธิ์นี้ออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากร่างของเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยและร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่ยังยืนยันให้สิทธิ์ประชาชนปลูกใช้เองได้ภายใต้ระบบการลงทะเบียน เพื่อให้มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและสามารถรายงานต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) หรือต่างประเทศได้อย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้และผู้ไม่ใช้กัญชา
  2. บทลงโทษที่รุนแรงและไม่สมเหตุสมผล: มีการกำหนดโทษปรับสูงถึง 60,000 บาท หากพบว่าใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ซึ่งรัฐไม่มีนิยามและเกณฑ์การตรวจวัดที่ชัดเจนในทางปฏิบัติ เช่น การตั้งคำถามว่าหากประชาชนรับประทานกัมมี่กัญชาในพื้นที่สาธารณะจะถูกตีความอย่างไร

พ.ร.บ.กัญชา ควรเป็นกฎหมายกลางที่ควบคุมเฉพาะการรับอนุญาตของผู้ใช้ ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้ส่งออก และผู่วิจัย แต่ปัจจุบันกฎเกณฑ์ทั้งหมดถูกนำไปฝากไว้กับ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ทำให้อำนาจตกอยู่ที่การออกกฎกระทรวง ซึ่งรัฐสามารถโยนกฎเกณฑ์ใดๆ เข้ามาก็ได้ตามกระแสสังคม

อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรากฎหมายยังต้องผ่านวาระ 1 ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ ก่อนจะผ่านวาระ 2 และ 3 ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่เหมือนร่างแรกที่เข้าสภา โดยปัจจุบันมีร่างกฎหมายกัญชาจากภาคประชาชนและพรรคการเมืองรอเข้าประกบอยู่ประมาณ 7-8 ร่าง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้อาจต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี

กฎหมายเอื้อทุนใหญ่ สกัดคนตัวเล็ก “เพิ่มราคาคอร์รัปชัน”

เครือข่ายฯ ระบุว่า สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนในระหว่างรอ พ.ร.บ. คือการแก้ไขกฎกระทรวงที่ออกมาตั้งแต่สมัยอดีตรัฐมนตรี จนถึงรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เนื่องจากข้อบังคับและมาตรฐานที่ไม่สมเหตุสมผลกำลังกลายเป็นเครื่องมือทำลายผู้ประกอบการรายย่อย และเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

น.ส.ช่อขวัญ ได้สะท้อนภาพความไม่เป็นธรรมในพื้นที่ย่านสาทร ซึ่งเป็นทำเลเศรษฐกิจสำคัญ โดยระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เคยประกาศให้สิ้นเดือนเมษายนเป็นวันสุดท้ายในการออกใบอนุญาตใหม่ แต่กลับมีร้านค้ากัญชาของทุนใหญ่เปิดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันถัดมา ขณะที่ร้านค้ารายย่อยในซอยเดียวกันกลับถูกสั่งปิดไปถึง 4 ร้าน โดยไม่มีความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบสถานที่ก่อนให้ใบอนุญาต

“ตอนนี้ประชาชนที่ทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ คือคนที่ถูกลงโทษ ถูกปิดร้าน ถูกพักใช้ใบอนุญาต เพราะเขาไม่สามารถเข้าถึงกฎหรือมาตรฐานที่ไม่สมเหตุสมผล แล้วมันไม่ใช่กฎมาตรฐานที่ดีด้วยนะ เป็นกฎมาตรฐานที่สามารถเอื้อให้เกิดการคอร์รัปชันกันเองข้างในได้ ปัญหาเรื่องหมอแขวนป้ายมันมี แล้วมันก็จะมีกับกัญชาด้วย การออกกฎแบบนี้มาไม่ได้ทำให้ควบคุมกระชับขึ้น มันแค่เพิ่มราคาในการทำคอร์รัปชัน”

นอกจากนี้ การคุมเข้มของภาครัฐยังส่งผลให้โครงสร้างตลาดกัญชาบิดเบี้ยวใน 3 มิติ:

  • ฟาร์มใหญ่หลุดลงใต้ดิน: การควบคุมฟาร์มปลูกล้มเหลวโดยสิ้นเชิง บริษัทขนาดใหญ่ลักลอบนำผลผลิตออกนอกระบบและส่งออกทีละเป็นสิบกิโลกรัมโดยไม่จดทะเบียน เนื่องจากสามารถจัดซื้ออุปกรณ์การปลูกในระบบปิดได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Shopee, Lazada) ส่วนฟาร์มที่ทำถูกต้องตามกฎหมายกลับถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบซ้ำซ้อน 2-3 รอบ
  • ตัวเลขร้านค้าเจ๊งที่ไม่จริงใจ: ตัวเลขผู้ประกอบการกัญชาราว 6,000 ร้านค้าที่ภาครัฐระบุว่าใบอนุญาตหมดอายุนั้น เป็นตัวเลขที่ไม่สะท้อนความจริง เพราะหลายร้านปิดตัวไปนานกว่า 2-3 ปีแล้ว เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับร้านค้าที่ทำผิดกฎหมายแต่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ รายย่อยที่ตั้งใจทำถูกกฎหมายจึงต้องยอมเจ๊งและปิดตัวไปเอง โดยที่ภาครัฐไม่ได้แก้ปัญหา แต่แนวโน้มกฎหมายใหม่กลับมุ่งเพิ่มโทษและความรุนแรง ซึ่งคนที่จะโดนจับกุมในท้ายที่สุดคือผู้ค้ารายย่อยระดับชาวบ้านที่จัดกัญชาใส่ซองเล็กๆ ขาย
  • ส่วยศุลกากรและการโยนบาป: ปัญหาการลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศเป็นจำนวนหลายตันผ่านตู้คอนเทนเนอร์ สะท้อนถึงประสิทธิภาพและปัญหาการรับส่วยของหน่วยงานตรวจสอบ เช่น กรมศุลกากร แต่ภาครัฐกลับโยนความผิดและตราบาปทั้งหมดให้คนทำกัญชา

แบบจำลองอนาคต: เมื่อกัญชาถูกบีบให้คล้าย “ธุรกิจอาบอบนวด”

นายพงศ์ธร ตั้งบวรไพศาล ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ได้กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับกลไกตลาดว่า มาตรการที่ตึงตัวเกินไปของรัฐบาลไม่สามารถลดจำนวนผู้ใช้ได้ เนื่องจากความต้องการ (Demand) ในตลาดยังคงคงที่โดยเป็นกลุ่มผู้ใช้รายเดิม แต่กฎเกณฑ์ที่ผิดเพี้ยนจะผลักดันให้ระบบตลาดกัญชาแตกตัวและมีลักษณะคล้ายคลึงกับ “ธุรกิจอาบอบนวด” ดังนี้

  • กลุ่มทุนใหญ่/คลินิกเฉพาะทาง: ร้านค้าที่มีใบอนุญาตถูกต้องและมีแพทย์นั่งประจำ ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากสถานบริการอาบอบนวดที่มีใบอนุญาตถูกกฎหมาย
  • กลุ่มแผงลอย/รายย่อยริมทาง: พ่อค้าแม่ค้าที่ถูกตัดออกจากระบบ นำสินค้ามาวางขายตามข้างทางในลักษณะซองขนาดเล็ก
  • ระบบออนไลน์/เดลิเวอรี่: การซื้อขายผ่านระบบปิดและโซเชียลมีเดีย นัดหมายส่งของ ซึ่งมีรูปแบบการเข้าถึงไม่ต่างจากการโทรสั่ง “เด็กเอ็นเตอร์เทน (เด็กเอ็นฯ)”

รื้อมายาคติสังคม: กัญชาไม่ใช่ “ผู้ร้าย” และไม่ใช่ “ยาวิเศษ”

ในประเด็นทางการเมือง น.ส.ช่อขวัญ มองว่า กัญชามักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างข่าวกลบกระแสสังคมหรือปัญหาอื่นๆ ของประเทศ โดยมีการประโคมข่าวความรุนแรงเกินจริง ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยเกิดจากยาเคมี ยาหมอ และแอลกอฮอล์ ทว่าฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำกลับปรับเปลี่ยนท่าทีไปตามกระแสและผลประโยชน์

“ตอนคุณสมศักดิ์มา ทุกคนก็อยากเอากลับไปเป็นยาเสพติด แล้วก็ตอบไม่ได้ว่าตกลงมันดีหรือไม่ดี เพราะตอนจบ ดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่ผลประโยชน์เข้ากระเป๋าใคร นักการเมืองก็เล่นด้วยเพราะเห็นว่าเป็นกระแสตอนนั้น พอตอนนี้กระแสต่อต้านก็ต่อต้านกลับ นักการเมืองก็แถไปเรื่อย โดนมาหมดแล้วทั้งส้ม ฟ้า แดง น้ำเงิน”

เครือข่ายฯ จึงเสนอให้สังคมปรับจูนความคิดและมองกัญชาตามความเป็นจริง โดยแบ่งออกเป็นสองด้าน:

  • ฝั่งที่มองว่ากัญชาคือต้นตอปัญหา: ต้องยอมรับว่ากัญชาเป็นเพียงสารตัวหนึ่ง เช่นเดียวกับ กาแฟ น้ำตาล นิโคติน หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งทุกตัวมีกฎเกณฑ์ควบคุมให้เข้าถึงได้อย่างปลอดภัย กัญชาจะไม่มีอันตรายหากไม่หยิบมาใช้ผิดประเภท ส่วนการปกป้องเยาวชนนั้นเป็นเรื่องที่อธิบายสร้างความเข้าใจได้เนื่องจากสมองยังเติบโตไม่เต็มที่ ไม่ใช่การตราหน้าว่าผู้ผลักดันกัญชาต้องการให้เด็กติดยา
  • ฝั่งที่มองว่ากัญชาคือยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค: มายากติตัวนี้ก็ไม่เป็นความจริง ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคต่างๆ ด้วยกัญชา ไม่ได้เกิดจากกัญชาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการดูแลร่างกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย จึงไม่ควรนำกัญชาไปกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง

ยกระดับเกาะติดสภา ขยี้แผลบริหารพลาด

สำหรับก้าวต่อไปของเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย น.ส.ช่อขวัญ และ นายพงศ์ธร ยืนยันร่วมกันว่าจะไม่เงียบหาย แต่จะใช้แนวทางการขับเคลื่อนเชิงรุกด้วยการสื่อสารข้อเท็จจริงให้สังคมรับรู้ พร้อมทั้งหาทางส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา ในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้

“ทุกครั้งที่เขาก้าวพลาด ทุกครั้งที่มีปัญหา เราก็จะมายื่นหนังสือเรื่อยๆ และจะมาขยี้ต่อว่า ‘เนี่ย เพราะเราบอกแล้ว มันเลยเป็นอย่างนี้’ เรื่องทั้งหมดนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องกัญชาดีหรือไม่ดี แต่มันคือเรื่องเกี่ยวกับนายทุนกับคนตัวเล็ก สั้นๆ เลยคือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนใหญ่ กับชาวบ้านและธุรกิจเล็กๆ ตอนนี้การเข้าถึงกัญชามันไม่แฟร์และไม่เท่าเทียม เราจึงต้องออกมาเรียกร้อง” น.ส.ช่อขวัญ กล่าวสรุป