
เกือบ 100 วัน ที่รัฐบาลอนุทิน 2 เข้าบริหารราชการแผ่นดิน
เกือบ 10 เดือนที่ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เข้าสู่วงการเมือง
เคยครองเรตติ้งรัฐมนตรีผลงานดีอันดับต้น ๆ ในสมัยอนุทิน 1 แต่เมื่อย่างเข้าสู่ตำแหน่งที่ต้อง “คุมกระทรวงเศรษฐกิจ” ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี คู่ขนานการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ความนิยมลดฮวบ
คำถามที่เคยปากต่อปาก “ศุภจี..หายไปไหน” ดังก้องไปถึงตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
เสียงสัญญาณเตือนจากปากนายกรัฐมนตรี ดังสวนทาง สั่งรัฐมนตรีปรากฏตัวในพื้นที่ข่าว
เน้นเบื้องหลัง..แก้ให้จบก่อนพูด
“ศุภจี” ที่เคยยึดมั่นว่า ชอบทำงานเบื้องหลัง…ต้องแก้ปัญหาให้จบก่อน ไม่ได้เน้นออกสื่อ ไม่อยากเสียเวลากับการตอบโต้ ต้องถึงเวลาปรับเปลี่ยน เพื่อไปต่อ
รองนายกรัฐมนตรีรับนัดสนทนาวาระข่าว กับผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจที่ทำเนียบรัฐบาลครั้งแรก เธอบอกว่า “คิดมาตลอดว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง เป็นข้าราชการ มีความตั้งใจ อยากจะมาช่วยจริง ๆ ในวันที่เศรษฐกิจวิกฤตซ้อนวิกฤต”
แต่นับจากนี้ไปเธอจะตระหนักถึงความเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ที่ต้องผสมผสานกับการบริหารวาระการควบ 2 เก้าอี้ ในคณะรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการบอร์ดระดับชาติ 35 ชุด และนั่งเป็นกรรมการนโยบายต่าง ๆ อีก 14 ชุด รวมวาระต้องประชุมราว 50 กรรมการ ร่วมกับทีมที่ปรึกษาระดับบิ๊กเนม 20 ราย
บินด่วนเจรจาสหรัฐ 72 ชั่วโมง
ในหมวกของหัวหน้าทีมเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพื่อขับเคลื่อนการเจรจามาตรการภาษี และปกป้องสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ถือเป็นวาระด่วน “ศุภจี” มีแผนการเดินทางไปอเมริกา 15-17 กรกฎาคม 69 เพื่อเจรจาครั้งสำคัญ-ปักธง “ต้องเคลียร์ให้จบ” เพราะถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการส่งออกของไทย
ประเด็นที่มาจากเรื่องภาษีแรงงานบังคับในปัจจุบัน ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษี 12.5% เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนในการห้ามรับสินค้าจากแรงงานบังคับ
ประเด็นมาตรา 301 ที่สหรัฐเปิดไต่สวนการส่งออกสินค้าจากไทยครอบคลุม 2 เรื่องหลักคือ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และสินค้าที่มาจากการใช้แรงงานบังคับ ฝ่ายสหรัฐแสดงความกังวลว่าไทยเป็นทางผ่าน โดยนำสินค้าจากจีนมาตกแต่งเพียงเล็กน้อยแล้วส่งออก (Circumvention)
ฝ่ายไทยได้ยื่นผลพิสูจน์ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักคือ 1.เครื่องจักร 2.ยานยนต์ 3.ยางและผลิตภัณฑ์ยาง พบว่ามีสัดส่วนการผลิตจริงในประเทศสูงถึง 70-90% และไม่มีรายการใดที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 60%
สำหรับกฎหมายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา ในมาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ (Trade Act of 1974) จะหมดอายุลงแล้วในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ การเจรจาจะมุ่งเน้นชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น
เจรจาวาระดีลเพื่อชาติ
หัวหน้าทีมไทยแลนด์ระบุว่า ฝ่ายไทยได้เตรียมข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา โดยชี้ให้เห็นว่าดุลการค้าที่ไทยได้เปรียบสหรัฐ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 7 สัดส่วนกว่า 30% เป็นผลผลิตจากบริษัทของสหรัฐที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในไทยแล้วส่งกลับไปยังสหรัฐ
นอกจากนี้ยังได้เสนอรายการสินค้าประมาณ 6 กลุ่ม (Exempt List) ที่ควรได้รับการยกเว้นภาษี โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่สหรัฐไม่สามารถปลูกได้เอง และการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาหารและค่าครองชีพของประชาชนอเมริกัน
ไทยยื่นเสนอว่า สิ่งที่สหรัฐดำเนินการกับคู่ค้ากำลังทำให้สินค้าอเมริกันที่เขาผลิตเองในประเทศไม่ได้ หรือไม่สามารถทดแทนได้ทันทีมีราคาสูงขึ้น และมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ จากตัวชี้วัดเศรษฐกิจของเขาเอง
72 ชั่วโมงที่ “ทีมศุภจี” จะเดินทางไปสื่อสาร-เจรจา-ต่อรอง และยื่นข้อเสนอต่อสหรัฐ จึงเป็นภารกิจที่เร่งด่วน เพื่อขจัดความไม่แน่นอนทางการค้าและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคธุรกิจไทย
ในเวทีเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รองนายกรัฐมนตรีเล่าว่า ขณะนี้เหลือประเด็นค้างอีก 9 บท โดยจะสามารถเจรจาต่อได้ในเดือนกันยายนปีนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในการเจรจารอบนี้จะพยายามผลักดันให้เกิดความก้าวหน้ามากที่สุด และเร่งผลักดันการทำสัญญาการค้ากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เปิดประตูการขายสินค้าไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญกับประเทศไทย
ส่วนประเด็นข้อพิพาททางการค้ากับประเทศจีน ที่มีสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามาทุ่มตลาด ฝ่ายไทยมีโมเดลแก้ปัญหาด้วยการลงทุนแบบ “Co-creation” นำร่องด้วยกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป โดยดึงผู้ประกอบการชาวจีนเข้ามาลงทุนร่วมกับฝ่ายไทย แต่กำหนดเงื่อนไขบังคับว่าต้องใช้วัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานของประเทศไทยเป็นหลัก (Local Content) โมเดลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องผู้ประกอบการไทยและลดปัญหาการขาดดุลการค้า แต่ยังเอื้อประโยชน์ให้ประเทศจีนสามารถผ่านเงื่อนไขแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีและขยายช่องทางการส่งออกไปยังประเทศที่สามได้อย่างยั่งยืน
ปักหมุดเทใจดันราคาสินค้าเกษตร
ในหมวกของ รมว.พาณิชย์ “ศุภจี” ปักหมุดสินค้าเกษตร ดันราคาให้ดีขึ้น เธอบอกว่า ตอนที่อยู่ในภาคธุรกิจตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมรัฐบาลไม่บูรณาการแก้ปัญหา เมื่อมาเป็นฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นรอบรัฐบาลอนุทิน 2 จึงเปิดความร่วมมือบูรณาการร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) พัฒนาระบบ “Dashboard ข้าว” เป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และวิเคราะห์-พยากรณ์ผลผลิตระดับอำเภอล่วงหน้า 2 เดือน
กลไกนี้ทำให้รัฐสามารถเข้าไปซื้อนำตลาดได้ทันท่วงที หมุนเวียนนำข้าวไปขายต่อให้หน่วยงานรัฐอื่น ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพางบฯ ก้อนใหม่ และเดินหน้าโครงการ “ข้าวประณีต” ขยายจาก 200 ชุมชน เป็น 466 ชุมชน มอบเครื่องดีดสีข้าวให้เกษตรกรคัดแยกข้าวคุณภาพเพื่อทำตลาดเฉพาะกลุ่ม ยกระดับราคาจาก 6-7 บาท เป็น 10-20 บาท/กิโลกรัม
ผลของการแก้ปัญหาทั้งระบบนี้ ส่งผลให้ราคาข้าวสารขาวในปัจจุบันพุ่งทะยานจาก 334 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 480 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ส่วนที่ยังมีปัญหาก็จะเดินหน้าแก้ต่อไป และจะพัฒนาระบบ Dashboard ไปยังพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ด้วย
ราคามะพร้าวจาก 2 บาท ขึ้นมาเป็น 15 บาท ทุเรียนมีการทำตลาดล่วงหน้า ทำให้ส่งออกได้ดี ทุเรียนลูกเล็กขายได้ราคาสูงมากในญี่ปุ่น ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขอยืนยันอีกรอบว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นผู้เซ็น MOU ซื้อข้าวโพด GMO จากสหรัฐตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นเรื่องของเอกชน สาเหตุที่ต้องนำเข้าเป็นเพราะไทยแบนข้าวโพดจากการเผาป่าของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดตลาด
เดินไปในดาวอังคาร
ก่อนจบสนทนาสารพัดวาระที่อยู่ในความรับผิด-รับชอบของ “ศุภจี” เธอย้ำว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง “วันนี้จะเป็นนักการเมืองแล้ว…แต่จุดยืนจะไม่เปลี่ยน และยึดถือในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม คือไม่เคยโกหก และจะบอกข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเสมอ”
หากเอกนิติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจจะเทียบตัวเองว่า การทำงานในรัฐบาลรอบนี้ “เหมือนหายใจอยู่บนดวงจันทร์” ศุภจี หัวหน้าทีมไทยแลนด์เปรียบตัวเองว่า “น่าจะอยู่บนดาวอังคาร” แต่จะเดินหน้าทำงานบนพื้นโลกต่อไป





