2 ปี มงคล ประธานวุฒิสภา ฝ่าคดีฮั้ว สว. ‘ไม่มีอะไรง่าย แต่ผ่านได้ทุกที’


11 ก.ค. 2569 | 10:01น.
คอลัมน์ : Politics policy people forum

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันทำหน้าที่ “สภาสูง” มาแล้วครบ 2 ปี ในวันที่ 10 กรกฎาคม

เป็น สว.สูตร “เลือกไขว้” 20 กลุ่มอาชีพ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ชุดแรก หลังจากหมดยุค สว.ลากตั้ง 250 คน ที่อยู่ยาวคุมการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ คุมหางเสือเรือแป๊ะ มาสู่รัฐบาลเรือเหล็ก 

แต่ สว.สูตรเลือกไขว้ 200 คนในชุดปัจจุบัน กลับถูกครหาว่าเป็น “สภาสีน้ำเงิน” ล้อมาจากสีของพรรคภูมิใจไทย 

กลายเป็นข้อกล่าวหาที่ สว.ต้องออกมาปฏิเสธ ตลอด 2 ปี นับตั้งแต่ Day 1 ของการดำรงตำแหน่ง 

ไฟเขียว 16 องค์กรอิสระ

ผ่านมา 2 ปีของ สว.ชุดที่ 13 หากนับผลงาน ตามภาระ-หน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ ในฝ่ายนิติบัญญัติ กลั่นกรองกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 47 ฉบับ ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 32 ฉบับ การอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำนวน 3 ฉบับ การพิจารณาญัตติจำนวน 54 ญัตติ ตั้งกระทู้ 443 กะทู้ เพื่อสอบถามรัฐมนตรี 

ส่วนการแต่งตั้ง “องค์กรอิสระ” ที่เป็นหัวใจของการเมืองนั้น สว.ได้รับรองไปแล้ว 16 คน ใน 5 องค์กรอิสระ ประกอบด้วย 

เห็นชอบบุคคลเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนคือ สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางราง และอดีตอธิบดีกรมทางหลวง และ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ศาสตราจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

เห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช. 4 คน ประกอบด้วย ประภาศ คงเอียด อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์, เพียรศักดิ์ สมบัติทอง อดีตอธิบดีอัยการ, สุชาติ สุนทรีเกษม อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงาน ภาค 8, มนูภาน ยศธแสนย์ อดีตรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง

ขณะเดียวกัน สว.ชุดปัจจุบันยังเห็นชอบ กกต.ไปแล้ว 4 คน ประกอบด้วย “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา “อนันต์ สุวรรณรัตน์” อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ณรงค์ รักร้อย” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร “จิรุตม์ วิศาลจิตร” อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก  

เห็นชอบกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 5 คน ได้แก่ “เกล็ดนที มโนสันติ์” อดีตรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน, “พรพิมล นิลทจันทร์” อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, “ยุทธพงษ์ อภิรัตนรังสี” อดีตอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด, “เฉลิมพล เพ็ญสูตร” อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, “ยุทธนา สาโยชนกร” รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 

ยื่นถอดนายกฯ อิ๊งค์ 

แต่ผลงานสำคัญที่ทำให้ไทยต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีคือ กรณีที่ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภาและคณะรวม 36 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องผ่านประธานวุฒิสภา ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา  

สุดท้ายนำไปสู่การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธารสิ้นสุดลง เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)

2 ปี สว.หนักกว่าอยู่มหาดไทย

แต่อีกด้านหนึ่ง สว.ชุดปัจจุบันยังต้องเผชิญข้อกล่าวหาฮั้ว สว. และถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญของระบอบสีน้ำเงิน 

อย่างไรก็ตาม “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ใช้วาระการทำงานครบ 2 ปี สว. ยืนยันหนักแน่นว่า สว.ชุดนี้ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาตามรัฐธรรมนูญ 

“คนเราเห็นต่างกันได้ และความเห็นของทุกคนไม่จำเป็นจะต้องถูกเสมอไป มุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มองจากมุมหนึ่งก็อาจจะเห็นด้านดี อีกท่านหนึ่งมองจากมุมหนึ่งก็เห็นด้านไม่ดี” 

“มันเป็นธรรมดาของโลกมนุษย์ ซึ่งเราจะทำอะไรมันจะไม่มีความสมบูรณ์”  

“เพราะการทำงานของสมาชิกวุฒิสภา สิ่งหนึ่งที่พวกเราจะต้องยึดถือ คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือรัฐธรรมนูญ ถ้าทำผิดไปจากระเบียบ ผิดไปจากกฎหมาย ผิดไปจากกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ มันก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

“มงคล” ยืนยันว่า สว.ไม่ได้รับคำสั่งจากฝ่ายใดทั้งสิ้น “ไม่มีหรอกครับ สว.แต่ละคนเขามีเอกสิทธิ์ของเขา ผมเองผมก็ไม่เคยไปสั่งใคร และก็ผมเองผมก็ไม่เคยรับคำสั่งของใคร มีหน้าที่ในการเป็นประธานของผม มีหน้าที่ชี้ให้คนพูดครับ แล้วก็สมาชิกแต่ละคนก็พูดตามเอกสิทธิ์ของตัวเอง”  

“พวกเราเอง ก็พวกเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และก็ไม่มีความรู้จักมักจี่อะไรกันเป็นการส่วนตัวเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าประธาน สว. รองประธาน สว. พวกเราจะไม่มีวันที่จะเข้าไปก้าวล่วงแทรกแซงอะไรกันได้เลย ทำไม่ได้ครับ แล้วก็จะไม่ทำด้วยครับ”

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว ครั้งที่ “มงคล” มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นอธิบดีกรมการปกครอง มีลุ้นที่จะได้เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยคนแรกที่จบรัฐศาสตร์ รามคำแหง 

แต่ “มงคล” ถูกร้องจากคลื่นใต้น้ำในกระทรวงมหาดไทย และอดีตข้าราชการมหาดไทย ด้วยข้อหาอาวุโส หรือการครองตำแหน่ง ซี 10 อยู่ในลำดับที่ 56 ไม่ควรที่จะขึ้นเก้าอี้ปลัดกระทรวง 

นอกจากนี้ตอนที่เขานั่งเป็นอธิบดีกรมการปกครอง ยังถูกโยงเข้าไปเกี่ยวพันกับการจัดซื้อจัดจ้างระบบคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง 3,490 ล้านบาท 

แต่ “มงคล” ยอมรับว่า 2 ปีที่เป็นประธาน สว.ลำบากกว่าตอนอยู่มหาดไทย ไม่มีอะไรง่าย แต่ก็ผ่านได้ทุกที ผ่านตลอด 

“คิดว่าหนักกว่าตอนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ตอนเป็นประธาน สว.ไม่มีเสรีภาพเหมือนตอนเป็นผู้ว่าฯ เพราะเราต้องระมัดระวังตัว ทั้งกาย วาจา ใจ โกรธใครก็ไม่ได้ ตอนเป็นผู้ว่าฯ ยังโกรธได้ แต่ประธานสว.ต้องมีสมาธิ ห้ามหลุด เวลาตอบคำถามสื่อมวลชนก็ต้องมีสติ”   

“ตอนนั้นโดนคดีคอมพ์ฉาว ผมรอดมาได้ วิ่งใครได้ที่ไหน ถ้าไม่มีความสุจริตเป็นที่ตั้ง ไม่เช่นนั้นเรียบร้อย… เพราะ ป.ป.ช.สอบแล้วสอบอีก สุดท้ายก็ไม่มีส่วนที่กล่าวหา ยกคำร้อง ไม่อย่างนั้นจะเป็น สว.ได้ยังไง” 

ถามว่าเวลาคนโยงชื่อเขากับระบอบสีน้ำเงิน มองเรื่องนี้อย่างไร “มงคล” ตอบในฐานะที่เคยเป็น “คนเดือนตุลา” และมีคำนำหน้า “สหายจ้อน” ว่า “เป็นมุมมองแต่ละคน ส่วนตัวเราเห็นทุกสีเป็นพี่น้องกัน สมัยก่อนคนเดือนตุลาเห็นต่างทางความคิดกันมาก เราบ่มเพาะมาจากตรงนั้น ดังนั้นถ้าคิดแบ่งสีเราก็มีเพื่อนไม่ได้”

“เรื่อง สว.สีน้ำเงินเป็นมุมมองแต่ละคน แต่สำหรับเรา เราเห็นว่าเรามีพี่น้องทุกสี” เขากล่าวปิดท้าย