GC สร้างการเติบโตยั่งยืน เปิดกลยุทธ์ Sustainable Portfolio ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ กำลังเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนผ่านของโลกที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เทรนด์นี้เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นตลาดล่วงหน้ามากว่า 20 ปี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้เตรียมแผนสำหรับการบุกเบิกและรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ไว้อย่างดี

วันนี้ GC กำลังปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจด้วยการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเคมีภัณฑ์ เทคโนโลยี และการบริหารห่วงโซ่คุณค่า ไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value and Low Carbon Business) ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Sustainable Portfolio”

คำถามคือ Strategic Move ครั้งนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย และสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาคเกษตรกรรมอย่างไร? ชวนเจาะลึกโมเดลนี้ไปพร้อมกัน

Sustainable Portfolio กลไกขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวของ GC

กลยุทธ์ Sustainable Portfolio ของ GC เป็น “การเติบโตทางธุรกิจระยะยาว” โดย GC วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ยั่งยืนเป็น 20–30% ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) และมุ่งสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) โดยมีเป้าหมายระยะกลางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 20% ภายในปี 2578 (ค.ศ. 2035)

พอร์ตธุรกิจยั่งยืนของ GC ถูกขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  1. Recycling (พลาสติกรีไซเคิล) เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้กลับมาเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงระดับ Food Grade ผ่าน ENVICCO (ผลิต rPET และ rHDPE) ร่วมกับแพลตฟอร์มการจัดการขยะอย่าง GC YOUเทิร์น
  2. Bioplastics (ไบโอพลาสติก) พลาสติกที่ผลิตจากพืชหรือทรัพยากรธรรมชาติทดแทน ช่วยลดการพึ่งพาฟอสซิล
  3. Oleochemicals (โอลีโอเคมี) การแปรรูปน้ำมันพืช (เช่น ปาล์มน้ำมัน) ให้เป็นเคมีภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง 
  4. Biofuels & Biopolymers (เชื้อเพลิงและพลาสติกชีวภาพ) พัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ที่สามารถนำน้ำมันพืชใช้แล้ว มาผลิตได้ทั้งเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) พลาสติกชีวภาพ เช่น Bio-PE และเคมีภัณฑ์ชีวภาพ เช่น Bio-Butadiene 

NatureWorks & GGC พิสูจน์แนวทางยั่งยืนที่ทำได้จริง

ความน่าสนใจของ Sustainable Portfolio คือการไม่หยุดอยู่แค่แผนบนกระดาษ แต่ถูกทำให้เกิดขึ้นจริง โดยขอยกตัวอย่างผ่าน 2 ธุรกิจสำคัญ ได้แก่

  1. NatureWorks ผู้ผลิตไบโอพลาสติกประเภท PLA (Polylactic Acid) รายใหญ่ของโลก  ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนใน GC Group มาร่วมเปลี่ยนน้ำตาลจากอ้อยไทย เป็นไบโอพลาสติก
    โรงงานแห่งใหม่ของ NatureWorks ตั้งอยู่ใน นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี โดยใช้วัตถุดิบหลักคือ “อ้อยที่ปลูกในไทย” นำมาผ่านกระบวนการผลิตแบบครบวงจร (Fully Integrated System) ภายในพื้นที่เดียวกัน จนออกมาเป็นเม็ดไบโอพลาสติก PLA ที่พร้อมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปลายน้ำหลากหลาย เช่น
    • บรรจุภัณฑ์อาหาร ถุงชา และแคปซูลกาแฟ
    • เส้นใยสำหรับผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด และหน้ากากอนามัย
    • อุปกรณ์ใช้ในครัวเรือน และเส้นพลาสติกสำหรับงานพิมพ์สามมิติ (3D Printing)

    ไบโอพลาสติก (Bioplastics) คือ พลาสติกที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถปลูกทดแทนได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ต่างจากพลาสติกทั่วไปที่สังเคราะห์จากปิโตรเลียม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทางกระบวนการผลิต

  2. บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เป็นอีกหนึ่ง Proof Point สำคัญในฝั่ง Oleochemicals ต่อยอดปาล์มน้ำมันสู่เคมีภัณฑ์มูลค่าสูงGGC นำวัตถุดิบทางเกษตร โดยเฉพาะ ปาล์มน้ำมัน มาต่อยอดเป็นเคมีภัณฑ์ชีวภาพสำหรับใช้อุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และสารหล่อลื่น

    นอกจากนี้ GGC ยังเชื่อมโยงกับโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ผ่านการร่วมทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางชีวภาพ เช่น โรงหีบอ้อย โรงงานเอทานอล และโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย

ภาครัฐและเอกชนปักหมุดทิศทางเดียวกัน

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพให้สำเร็จ ไม่สามารถทำได้โดยภาคเอกชนเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจาก synergy ร่วมกับนโยบายภาครัฐ

ย้อนกลับไปภายใต้ มาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย พ.ศ. 2561–2570 รัฐบาลไทยได้กำหนดให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) เพื่อเร่งรัดการลงทุน ดึงดูดเทคโนโลยี และยกระดับผลผลิตทางการเกษตร

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา การลงพื้นที่เยี่ยมชม นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนว่า ภาครัฐและภาคเอกชนกำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างแท้จริง

ในการเยือนครั้งดังกล่าว ได้มีการระบุถึงแนวทางในการเร่งหารือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดัน “มาตรการส่งเสริมการใช้พลาสติกชีวภาพภายในประเทศ” ให้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นการจับมือกันพัฒนาทั้งฝั่ง Supply (การลงทุนและกำลังการผลิตจากเอกชน) และฝั่ง Demand (การสร้างตลาดและการบริโภคภายในประเทศจากรัฐ)

ประโยชน์ 4 มิติ เมื่อเกษตรไทยขยับสู่ Value Chain

การเปลี่ยนผ่านจากปิโตรเคมีดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ธุรกิจของ GC แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติหลัก

  1. มิติภาคเกษตรกรรม เปลี่ยนจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น ให้กลายเป็นวัตถุดิบความแม่นยำสูงสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ เพิ่มช่องทางการใช้อ้อย น้ำตาล และปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน
  2. มิติเศรษฐกิจและการลงทุน เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์การขนส่งวัตถุดิบ กระบวนการแปรรูป อุตสาหกรรมแปรรูปปลายน้ำ ไปจนถึงการส่งออกเม็ดพลาสติกมูลค่าสูง
  3. มิติเทคโนโลยีและบุคลากร ดึงดูดเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และวิศวกรรมกระบวนการระดับสากลเข้ามาในประเทศ ยกระดับทักษะแรงงานและบุคลากรวิจัยของไทยให้แตะมาตรฐานโลก
  4. มิติด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มทางเลือกของวัสดุหมุนเวียนที่ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบฟอสซิล สนับสนุนการบริหารจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ก้าวต่อไปของไทยกับการเป็น Bio-based Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

GC เดินหน้ากลยุทธ์ Sustainable Portfolio กับโครงการ NatureWorks และ GGC คือการวางรากฐานเพื่อรับมือกับกฎระเบียบการค้าโลกยุคใหม่ เช่น กฎระเบียบด้านคาร์บอนและวัสดุยั่งยืนในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Bio-based Hub of SEA)” ได้อย่างสมบูรณ์ ยังมีโจทย์สำคัญที่ทั้งระบบต้องร่วมกันแก้

  • การสร้าง Demand ในประเทศ พลาสติกชีวภาพยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าพลาสติกทั่วไป มาตรการสนับสนุนจากรัฐ เช่น สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับองค์กรที่ใช้บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ หรือการกำหนดสัดส่วนการใช้ในภาครัฐ (Green Procurement) จะเป็นตัวเร่งสำคัญ
  • การจัดการหลังการใช้งาน (Waste Management) แม้จะเป็นไบโอพลาสติก แต่การย่อยสลายที่สมบูรณ์ยังต้องการสภาวะสลายตัวทางชีวภาพในเชิงอุตสาหกรรม (Industrial Composting) การสร้างระบบจัดเก็บและคัดแยกขยะที่ถูกต้องจึงต้องเดินควบคู่ไปกับการผลิต
  • การบริหารจัดการวัตถุดิบเกษตร การควบคุมเสถียรภาพราคาและปริมาณผลผลิตอ้อยและปาล์มน้ำมัน เพื่อให้ภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมเติบโตร่วมกันอย่างสมดุล

ด้วยแผนธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนของ GC เชื่อว่าจะสร้างความร่วมมือและสร้างตลาดในประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับขึ้นไปสู่การเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Bio-based Hub of SEA)” ได้อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา