
ทุกวันนี้คนในกรุงเทพฯ จะหันมองไปทางไหนก็เจอแต่ห้างสรรพสินค้าและคอมมูนิตี้มอลล์อยู่แทบจะทั่วทุกหนแห่ง
แต่ห้างฯ แบบเดิม ๆ จะยังคงตอบโจทย์คนกรุงได้อยู่ไหม ในเมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยความวุ่นวายนี้ กำลังทำให้รู้สึกหมดแรง จนอยากหาพื้นที่ที่ได้พักหายใจจริง ๆ
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้อาจจะต้องเริ่มปรับตัวอย่างจริงจัง เพราะแหล่งไลฟ์สไตล์เหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่สถานที่โชว์สินค้าและจัดกิจกรรมอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว
แต่กำลังกลายเป็นแหล่งพักผ่อน สถานที่สำหรับใช้ชีวิต หาประสบการณ์ และจุดแวะพักเพื่อฟื้นพลังของคนเมือง ตามเทรนด์ Slow Urbanism ที่อยากใช้ชีวิตให้ช้าลง ใฝ่หาพื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการที่สามารถเดินได้อย่างสบายใจ หายใจได้อย่างเต็มปอด

‘ALLY’ กลุ่มลงทุนอสังหาฯ ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ดังที่คุ้นเคย
เมื่อกระแสของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ก็ได้เวลาที่ธุรกิจจะต้องเปลี่ยนเกมตาม หากพูดถึงแหล่งคอมมูนิตี้มอลล์ในประเทศไทย เชื่อว่าหลายคนจะต้องรู้จักชื่อของ CDC หรือ The Crystal อย่างแน่นอน
รวมไปถึงการการเปิดตัวแบรนด์ ALLY Village ในฐานะ “A Lifestyle Neighborhood” ที่เพิ่งประกาศ Rebrand โดยจะเริ่มปรับโฉมเฟสแรกที่โครงการ The Scene ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น ALLY Village Town-in-Town ตามด้วย ALLY Village Songprapha, Amorini และ North Ratchapruek และทยอยพัฒนาโครงการที่เหลือในพอร์ตภายใน 5 ปี
ซึ่งทั้งหมดนี้ ถูกบริหารอยู่ภายใต้ ‘ALLY’ กลุ่มลงทุนและบริหารอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ที่ลงทุนในประเทศไทย และแพลตฟอร์มอสังหาฯ ระดับสากล ผ่านธุรกิจหลักอย่างพื้นที่พาณิชยกรรม คอมมูนิตี้มอลล์ และพื้นที่มิกซ์ยูส
ทั้ง CDC, The Crystal และ ALLY Village 3 แบรนด์นี้แม้จะอยู่คู่กับคนไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อกระแสของโลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนไป ก็ทำให้ ALLY ตัดสินใจพลิกโฉมบทบาทใหม่ เพื่อให้พร้อมตอบรับความต้องการได้มากกว่าเดิม ซึ่งรวมไปถึงด้านโครงสร้าง ภาพลักษณ์ และกลยุทธ์หลักที่ใช้ในการดำเนินงานอีกด้วย

โจทย์หลัก การ Redefine พลิกบทบาทจากผู้พัฒนาของ ‘ALLY’
การเปลี่ยนแปลงแรก และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กำหนดทุกนโยบายต่อจากนี้ อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าพลิกกระดาน เพราะ ALLY ไม่ได้เลือกวางบทบาทตนเองในฐานะ ‘ผู้พัฒนา’ อีกต่อไป แต่เปลี่ยนบทบาทของตัวเองครั้งใหญ่สู่การเป็น ‘Urban Experience Platform’ ที่เข้าใจชีวิตของผู้คนและชุมชนมากขึ้น ในฐานะของพื้นที่แห่งไลฟ์สไตล์ที่ใช้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงทั้งผู้คน ธุรกิจ และประสบการณ์การใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมชูแนวคิดใหม่ ‘WHERE LIFE FEELS RIGHT’ หรือ “เพราะชีวิตที่ดี เริ่มต้นจากพื้นที่ที่รู้สึกใช่”
ที่น่าสนใจก็คือ ALLY ไม่ได้เลือกลงทุนผ่านคอมมูนิตี้มอลล์และมิกซ์ยูสแค่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการลงทุนในหลากหลายธุรกิจ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยแบ่งกลยุทธ์การลงทุนใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- Lifestyle Community การลงทุนในพื้นที่ Community Mall และ Mixed-Use ด้วยการบริหารผ่าน ALLY REIT หรือ กองทรัสต์อัลไล โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 15 โครงการ
- Global Platform การลงทุนในธุรกิจและแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ในระดับสากล ครอบคลุมประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และยุโรป ทั้ง พื้นที่พาณิชยกรรม โลจิสติกส์ และการปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ
- Landmark Development การลงทุนเชิงกลยุทธ์ทั้งในและนอกประเทศ เช่น 111 Praditmanutham ในประเทศไทย และโครงการ Six Senses Ibiza ในประเทศสเปน
เรียกได้ว่าเป็นการขยายพอร์ตอย่างครอบคลุม พร้อมตอบรับทุกมิติความต้องการของผู้บริโภคและเพิ่มเสถียรภาพทางการเงิน จากการลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ปรับพื้นที่ เติมประสบการณ์ ถึงเวลาของการ Rebrand
เมื่อมีสารตั้งต้นอย่างการวางบทบาทของตัวเองใหม่แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือทำอย่างไรให้พื้นที่ในมือนั้น สามารถตอบรับความต้องการและมอบประสบการณ์ที่แตกต่างได้จริง ๆ
คำตอบของ ALLY ก็คือการลงทุนเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ด้วยการสร้าง Brand Architecture ใหม่ เชื่อมโยงทุกแบรนด์ให้เป็น Lifestyle Experience Destination โดยที่แต่ละแบรนด์ (CDC, The Crystal และ ALLY Village) ก็ยังคงเอกลักษณ์ของตนเองเอาไว้
ท่ามกลางความหลากหลายทั้งในตัวผู้บริโภคเองหรือแบรนด์ที่มีความโดดเด่นต่างกัน สิ่งนี้คือการสร้าง Ecosystem ของแบรนด์ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตั้งแต่การเปลี่ยนโลโก้ใหม่ การใช้ Brand CI ใหม่ หรือแม้แต่การเปลี่ยนชื่อเป็น ALLY Village
สิ่งที่เราจะได้เห็นกันเร็ว ๆ นี้ก็คือ ‘การรีโนเวต’ พื้นที่ครั้งใหญ่ ของคอมมูนิตี้มอลล์และพื้นที่มิกซ์ยูสที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดภายใน 5 ปีนี้
ด้วยแนวคิดหลักของการออกแบบแบบ Human-Centric Urban Experience หรือการออกแบบพื้นที่เพื่อประสบการณ์ของคนเมือง โดยยึดผู้คนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งการรีโนเวตนี้ไม่ได้มีเพียงพื้นที่ค้าขายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการดีไซน์พื้นที่สาธารณะ สถาปัตยกรรม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตให้มากขึ้น เริ่มตั้งแต่
- Rebrand & Major Renovation: CDC (Crystal Design Center) ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ในการ Rebrand และ Renovate โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางแจ้งให้กลายเป็น Destination Park ของคนเมือง
- Brand Refresh: The Crystal ปรับภาพลักษณ์ใหม่ ให้มีความสดใหม่ ทันสมัย และสะท้อนไลฟ์สไตล์มากขึ้น แหล่งรวมของคนมีเทสต์ ตอกย้ำการเป็น One-Stop Urban Destination
- Brand Launch & Renovation Rollout: ALLY Village เปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุด ALLY Village ในฐานะ “A Lifestyle Neighborhood” และรีโนเวตเพื่อตอบรับบทบาทใหม่ โดยเน้นที่วัสดุจากธรรมชาติ พื้นที่สีเขียว และเอกลักษณ์ของชุมชน

ต่อยอดจากสิ่งที่มี Reignite สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็คงจะเห็นภาพกันชัดเจนแล้วว่าทิศทางต่อไปของ ALLY จะเป็นรูปแบบไหน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือจะทำอย่างไรให้การเติบโตนี้เป็นไปอย่างยั่งยืน รวมไปถึงแผนในอนาคตที่จะต่อยอดจากแบรนด์ที่มีอยู่
ซึ่งปัจจุบัน ALLY ได้วางแผนที่จะเดินหน้าขยายพอร์ตการลงทุนด้วยการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ผ่าน ALLY REIT ในอีก 3 โครงการด้วยกันบนพื้นที่ศักยภาพสูง ได้แก่ Charn Chaengwattana, Saimai Avenue และ The Zone Town-in-Town รวมมูลค่า 1,515 ล้านบาท เพื่อเติมเต็มพอร์ตการลงทุนให้สมบูรณ์ สร้างการเติบโตของรายได้ ไปจนถึงสร้างมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ โดยปัจจุบัน ALLY REIT มีโครงการภายใต้การบริหารจัดการอยู่แล้ว 15 โครงการ ได้แก่ CDC, The Crystal เอกมัย-รามอินทรา, The Crystal SB ราชพฤกษ์, The Crystal ชัยพฤกษ์, อมอรินี่ รามอินทรา, แอมพาร์ค จุฬา, เพลินนารี่ มอลล์ วัชรพล, สัมมากร เพลส รามคำแหง, สัมมากร เพลส รังสิต, สัมมากร เพลส ราชพฤกษ์, เดอะซีน ทาวน์อินทาวน์, กาดฝรั่ง วิลเลจ เชียงใหม่, แฮปปี้ อเวนิว ดอนเมือง, เดอะไพร์ม หัวลำโพง และทีเท็น
นอกจากการขยายพอร์ตแล้ว ALLY ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบ ESG ครอบคลุม Environment, Social และ Governance โดยตั้งเป้ามุ่งสู่ Net Zero ด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจาก 12% สู่ 20% ติดตั้ง Solar Rooftop ครอบคลุมทุกโครงการ พร้อมสนับสนุนสถานี EV Charging และเข้าร่วมระบบจัดการขยะ Care the Whale นอกจากนี้ ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
การตัดสินใจของ ALLY ที่จะพลิกบทบาทตนเองมาสู่การเข้าใจชีวิตของผู้บริโภคให้มากขึ้นในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เราเห็นว่า ท่ามกลางการแข่งขันของรีเทลมากมาย การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว แต่กำลังก้าวมาสู่การแข่งขันด้านประสบการณ์และการใช้ชีวิต ว่าใครที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ รวมไปถึงเข้าใจวิถีชีวิตของคนได้มากกว่ากัน
เพราะเมื่อเทรนด์การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ผู้คนมองหาพื้นที่ที่สามารถใช้ชีวิตให้ช้าลง การเปลี่ยนบทบาทครั้งนี้อาจบอกได้ว่าน่าสนใจและมาถูกทาง ในอนาคตเราคงได้เห็นการแข่งขันของธุรกิจรีเทลที่มีความใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้นและใส่ใจผู้คนอย่างแท้จริง ซึ่งไม่แน่ว่าในเมืองที่เต็มไปด้วยห้างฯ นี้ อาจจะมี ‘เซฟโซน’ สำหรับทุกคนเกิดขึ้นได้จริง ๆ ก็เป็นได้
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




