จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ กระตุ้นท่องเที่ยวไทย ช่วยโรงแรมรายย่อย คาดเริ่ม ต.ค.นี้


10 ส.ค. 2569 | 14:21น.
ท่องเที่ยว

สุรศักดิ์ จ่อเสนอ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ปลัดท่องเที่ยวฯ เผยเน้นช่วย “โรงแรมรายย่อย” คาดเริ่มภายใน ต.ค.นี้ วางเบื้องต้น 3 เดือน เล็งปรับจ่ายเงินอุดหนุนแบบคงที่ แก้ปัญหาโรงแรมอัพราคา

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 ถึงแนวทางการช่วยเหลือและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ ว่าขณะนี้ได้มีการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน และนำข้อเสนอเบื้องต้นเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบ “ไทยเที่ยวไทยพลัส”

เบื้องต้นอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะสามารถนำเงินจากส่วนใดมาใช้สนับสนุนโครงการได้บ้าง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขการสนับสนุนค่าโรงแรม ตลอดจนการสนับสนุนบริการด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าอาหารและร้านอาหาร โดยในส่วนของการดำเนินการผ่านแอปพลิเคชั่น เบื้องต้นคาดว่าจะใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย

ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขต่าง ๆ ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนจะนำไปสรุปและหารือร่วมกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง ทั้งในเรื่องรูปแบบการดำเนินโครงการ เงื่อนไข และรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ก่อนนำกลับมาพิจารณาให้เกิดความชัดเจน

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้รับทราบประเด็นเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่เข้าสู่ประเทศไทย และเงินที่จะเข้าสู่กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีแนวทางนำไปใช้ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การประกันสภาพแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามเมืองต่าง ๆ ซึ่งมีการเสนอแนวทางเบื้องต้นแล้ว

สำหรับการขับเคลื่อนงานดังกล่าว จะทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีนายวีรศักดิ์เป็นประธาน และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เดินหน้าไปพร้อมกัน

นายสุรศักดิ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องเงินที่จะนำมาใช้ทั้งหมด โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะพิจารณาแหล่งงเงิน เนื่องจากยังต้องพิจารณารายละเอียด และระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชั่นที่จะรองรับการลงทะเบียน ทั้งในส่วนของประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการและผู้ประกอบการ

ซึ่งทั้ง 2 ส่วนจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีกระยะหนึ่ง เมื่อสามารถสรุปรายละเอียดของโครงการ ระบบหลังบ้านแล้วเสร็จ รวมถึงได้ข้อสรุปเรื่องแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ และกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว จะนำกลับมาหารือกันอีกครั้ง

ส่วนกรอบเวลาการดำเนินโครงการ หากสามารถออกโครงการได้เร็วและทันในช่วง กรีนซีซั่น ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่หากโครงการสามารถออกได้ในช่วง ไฮซีซั่น ก็จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการเพิ่มเติมว่า มีความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากแต่ละพื้นที่อาจมีสถานการณ์และความแตกต่างกัน

ทั้งนี้ หากรายละเอียดของโครงการแล้วเสร็จและช่วงเวลาการดำเนินโครงการคาบเกี่ยวกับไฮซีซั่น ก็ต้องพิจารณาอีกครั้งว่า การดำเนินโครงการในช่วงดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด

นายสุรศักดิ์คาดว่าภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า จะสามารถได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ก่อนพิจารณาขั้นตอนการดำเนินการต่อไป

ขณะที่ น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวผ่านมาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ว่ารัฐบาลมีนโยบายมุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก เนื่องจากโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือโรงแรมขนาดใหญ่ (Chain Hotels) มักจะมียอดจองเต็มจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่แล้วในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ในขณะที่โรงแรมขนาดเล็กยังคงต้องการแรงกระตุ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย

สำหรับรูปแบบการสนับสนุนค่าที่พัก ปลัดกระทรวงฯ ระบุว่า มีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินอุดหนุนเป็นแบบอัตราคงที่ (Flat Rate) ต่อคืน เช่น 2,000 หรือ 3,000 บาทต่อคืนต่อสิทธิ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้เลือกโรงแรมที่ต้องการพักเองตามงบประมาณ วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่โรงแรมบางแห่งฉวยโอกาสปรับราคาสูงขึ้นเมื่อรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุน,

ทั้งนี้ โรงแรมที่จะเข้าร่วมโครงการต้องเป็นโรงแรมที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องกับทางหน่วยงานรัฐเท่านั้น

นอกจากมาตรการค่าที่พักแล้ว ยังมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินสำหรับการใช้จ่าย (Pocket Money) จากเดิม 500 บาท ให้สูงขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ร้านอาหารในชุมชน สินค้าท้องถิ่น รวมถึงบริการด้านสุขภาพอย่างสปาและการนวดแผนไทย

ในส่วนของกรอบระยะเวลาดำเนินงาน คาดว่าจะเริ่มต้นในช่วงต้นปีงบประมาณใหม่ หรือเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวพอดี โดยเบื้องต้นกำหนดระยะเวลาโครงการไว้ที่ 3 เดือน (ตุลาคม – ธันวาคม) อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีการใช้สิทธิไม่ครบตามจำนวนภายในเวลาที่กำหนด ก็อาจมีการพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการออกไปอีก

ขณะนี้มาตรการดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดและพิจารณาแหล่งเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ คาดว่าจะสามารถนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติอย่างเป็นทางการได้ในเร็ว ๆ นี้ คาดว่าภายในเดือน ส.ค.นี้