ชำแหละ‘พิมพ์เขียว’ รื้อกติกาสู่รธน.ฉบับใหม่

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญระหว่างร่างของพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ รวม 4 พรรค โดยพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์เสนอพรรคละ 2 ร่าง รวม 4 พรรคการเมือง จำนวน 6 ร่าง แต่ละร่างต่างออกแบบที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขอบเขตหมวด 1-2 และการเพิ่มอำนาจ ส.ว.ที่แตกต่างกันไป ทั้งยังเกิดวาทกรรมของพรรคฝ่ายค้านเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” โจมตีกลุ่มอำนาจการเมืองที่เชื่อมโยงกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและกลุ่ม ส.ว.สายสีน้ำเงิน

วีระ หวังสัจจะโชค 

อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

Advertisement

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากการทำประชามติที่ประชาชนได้ส่งเสียงมาแล้ว จากเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีความต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะโดยเนื้อหาอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะเรายังไม่ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในเชิงความต้องการของสังคม มองว่ารัฐธรรมนูญในฐานะกติกาหลักมีปัญหา แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างทางการเมืองที่ประชาชนในประเทศนี้เห็นอยู่ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระและทุกสถาบันที่อยู่ในรัฐธรรมนูญต้องมานั่งคุยกันใหม่ ด้วยเหตุเช่นนี้ 

รัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลหลีกหนีความรับผิดชอบไม่ได้ เลยนำมาสู่ประเด็นทางการเมืองว่าใครจะเป็นคนควบคุมกติกาในการแก้ไข จะพบว่ามีพรรคการเมืองหลัก 3 พรรคที่มีข้อเสนอในการแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมา เห็นชัดๆ พรรคแกนนำรัฐบาล และก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นร่างตัวนี้แหละที่จะผ่าน คือร่างของพรรคภูมิใจไทย มีการแก้ไขที่มาของ ส.ส.ร. 

โดยในร่างภูมิใจไทยจะไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. แต่จะเป็นการคัดเลือกแต่ละจังหวัด 77 คน และผู้เชี่ยวชาญอีก 23 คน จนไปถึงการมีตัวสำรอง 30 คน เป็นกระบวนการที่จบโดยสภา ไม่มีการกลับมาให้ประชาชนคัดเลือกอีก ตรงนี้มีข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่บอกว่า ไม่สามารถเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ทำให้ต้องมีกระบวนการที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น คือตัว ส.ส.ร.จะต้องได้สภาเป็นคนเลือก ร่างของภูมิใจไทย อาจไม่ค่อยกระทบเท่าไหร่นัก แต่ไปกระทบ 2 ร่างที่เหลือคือ ของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน

ร่างของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนพยายามเสนอให้มีความยึดโยงกับการเลือก ส.ส.ร.มากขึ้น เปลี่ยนเป็นการเลือกทางอ้อม คือให้ประชาชนเลือกผู้สมัคร ส.ว.มากลุ่มหนึ่งก่อน เป็นความแตกต่างกันสิ้นเชิงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทย แต่หลักการคล้ายๆ กัน 

ร่างของพรรคประชาชนคือ ประมาณ 300 คน แล้วสภามาคัดเลือกเหลือ 150 คน เป็น ส.ส.ร. ส่วนคนที่แพ้จากการคัดในสภาก็ให้ไปเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมาธิการ มีกระบวนการให้ประชาชนได้เข้าคูหาไปเลือก ส.ส.ร.ของตัวเอง แล้วสุดท้ายสภาก็จะคัดเลือกเท่าที่คัดเลือกมา ไม่ใช่ไปหยิบใครจากตัวแทนแต่ละจังหวัด กับพรรคเพื่อไทยจะมีโควต้าของแต่ละภาคส่วน คล้ายๆ กับโควต้าอาชีพแบบ ส.ว.

เพราะฉะนั้นโจทย์จะมีอยู่ 2 อย่างคือ ประชาชนจะมีสิทธิเลือก ส.ส.ร.หรือไม่ หรือสภาจะเป็นคนจัดการเอง ถ้าประชาชนมีสิทธิเลือกก็ต้องเป็นร่างของพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าสภาจัดการกันเองจะเหลือแต่ร่างพรรคภูมิใจไทย พอโจทย์เป็นแบบนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองเชิงตัวเลขแล้วว่าคุณจะได้เสียงในการโหวตในสภาในการผ่านร่างเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ 

การได้มาซึ่ง ส.ส.ร.ได้อย่างไร โจทย์ข้อ 1 คือจะต้องมีเสียงจากทั้งรัฐสภา ต้องได้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 ลักษณะนี้ส่งผลให้ร่างของพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน แม้จะมีหลักการน่าสนใจยึดโยง ส.ส.ร.กับประชาชน อาจจะเป็นร่างที่ตกไปเป็นฉบับแรก เพราะทั้ง ส.ว.คงจะไม่โหวตให้ร่างของพรรคประชาชนอยู่แล้ว ปัญหาก็เลยกลับไปคุยกันว่าจะมีของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่จะได้หยิบมาคุยกัน เกิดการจับกุมพันธมิตรกันครั้งใหม่ ถ้าเราอยากเห็นการเลือก ส.ส.ร.ต้องเชียร์ให้พรรคประชาชนไปรวมกับพรรคเพื่อไทย เพื่อสนับสนุนร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เพื่อให้ร่างของเพื่อไทยผ่านการโหวตเสียงจากสภาล่างและสภาสูง อย่างน้อยที่สุดพรรคเพื่อไทย ณ วันนี้ก็คือพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าเผื่อมีเสียงรวมกับพรรคประชาชนอย่างน้อยก็พอจะท้าทายของพรรคภูมิใจไทยได้

แต่คำถามคือ ร่างของภูมิใจไทย การที่มี ส.ส.ร.ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเลย เขามีเหตุผลตรงที่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเผื่อไปใช้ร่างอื่นที่ประชาชนเลือกแบบครั้งแรกก่อน อาจถูกตีความและกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญอาจจะถูกทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ได้ เพราะฉะนั้น ร่างของภูมิใจไทยออกมาในลักษณะที่ไม่มีการเลือกโดยประชาชนเลย และถ้าออกมาในลักษณะนี้ พรรคประชาชนไม่เลือกจับมือกับพรรคเพื่อไทย สุดท้ายจะเหลือร่างน้ำเงินร่างเดียวที่ผ่านเข้าไป 

กำแพงที่สูงที่สุดไม่ใช่แค่การแก้เนื้อหา ไม่ใช่การหากรรมการยกร่างอะไรพวกนี้ กำแพงที่ยากที่สุดจะเกิดขึ้นในเดือนหน้า คือการพิจารณารับหลักการในวาระแรก ต้องมีเสียง ส.ว. 1 ใน 3 และในเดือนมิถุนายน ถ้ามีการโหวตร่างที่มาของ ส.ส.ร. และไม่สามารถผ่านด่าน ส.ว. 1 ใน 3 เข้าไปได้จะทำให้รัฐธรรมนูญที่จะเห็นในอนาคตอาจจะไม่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2560 มากนัก เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว พรรคเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562, 2566 จนมาถึง 2569 เปลี่ยนจากพรรคขนาดกลางกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ 

แสดงให้เห็นว่าถ้าจะต้องแก้กติกา ในทางการเมืองจะต้องมีการแก้สอดคล้องกับประโยชน์ของพรรคเหมือนเดิม ซึ่งไม่แปลก พอเข้าใจได้เพราะว่าคำถาม คือประโยชน์ของพรรคจะสอดคล้องผลประโยชน์กับการออกแบบกติกาทางการเมืองที่เป็นประโยชน์กับทุกคนหรือเปล่า เป็นอีกเรื่อง แต่เราพอจะเห็นทิศทางในอนาคต ว่าถ้าเผื่อมีร่างของพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว อาจไม่แตกต่างหรืออาจจะแย่กว่าปี 2560

อันนี้ก็ต้องดูว่าพรรคส้มกับพรรคแดงจะผนึกกำลังกันได้ไหม ด้วยเหตุเช่นนี้ก็เลยเกิดกระแสในการปลุกคำโจมตีทางการเมืองขึ้นมา อย่างคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็คือพรรคภูมิใจไทย หรือ ส.ว. คือองค์กรอิสระต่างๆ ที่ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกัน จะโหวตไปในแนวทางเดียวกัน คำว่าระบอบสีน้ำเงินตรงนี้ถูกผลิตขึ้นมา แน่นอนฟังพรรคประชาชน ซื้อแน่ๆ เพราะเป็นผู้ผลิตคำดังกล่าวขึ้นมา คำถามคือพรรคเพื่อไทยซื้อคำนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะคำคำนี้ต้องตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยได้รับบทเรียนจากระบอบนี้มากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการถูกแพทองธารมีคลิปหลุดขึ้นมา การถูกคดีต่างๆ ที่อดีตนายกฯทักษิณยังมีหลายเรื่องที่ยังติดค้างกันอยู่ เลยตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยยังมองระบอบสีน้ำเงินวันนี้อย่างไร ว่าเป็นระบอบที่เพื่อไทยลงไปเล่นแบบเดิมที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงไม่อยากให้ระบอบถูกผูกขาด เป็นระบอบสีน้ำเงินแบบนี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตัวผู้เล่นสำคัญที่ต้องจับตามองก็คือเพื่อไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลจะไปด้วยกันได้กับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเปล่า หรือเลือกยึดหลักการแก้รัฐธรรมนูญของตัวเองที่มีเนื้อหาคล้ายกับพรรคฝ่ายค้านคือพรรคประชาชน

ส่วนมุมมองประชาชน กระแสสังคมยังไม่ได้ซื้อคำว่า ระบอบสีน้ำเงิน มากนัก ในอดีตมีการสร้างคำโจมตีทางการเมืองแบบนี้ขึ้น เช่น ระบอบทักษิณ คำนี้ดูจะมีพลังมากกว่าว่าใครจะเป็นมิตรใครจะเป็นศัตรู และแนวทางในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะแก้อย่างไร ในอดีตม็อบเสื้อเหลืองก็สร้างคำนี้ “ระบอบทักษิณ” ขึ้นมาที่นำมาสู่การทำรัฐประหาร 2 รอบทั้งปี’57 แล้วก็ปี’49 เพราะฉะนั้น คำว่าระบอบสีน้ำเงินในวันนี้ ความหมายอาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก เพราะว่าคำว่าน้ำเงินนี้ น้ำเงินแค่ไหน เป็นแค่ ส.ว. องค์กรอิสระหรือเปล่า ตรงนี้ต่างหากที่ต้องใช้เวลาให้ประชาชนเห็นว่า การเมืองไทยกำลังถูกผูกขาดด้วยเครือข่ายกลุ่มนี้ จำเป็นจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้อย่างไรไม่ให้อยู่ในเครือข่ายกลุ่มเดิม ไม่ให้อำนาจทางการเมืองกระจุกตัวเข้าไปอีก

เลยมองว่าการพูดถึงปัญหาที่เชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นปัญหาพลังงาน ค่าครองชีพ กลับไปอยู่ในโจทย์ ตัวเลขทางการเมืองว่าคุณจะขยับเลขเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาอย่างไร และจะได้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 มากน้อยแค่ไหน ถ้าเผื่อไม่มีกระแสสังคมมาฝากให้เกิดการแก้ไข ไม่มีกระบวนการทางสังคม ไม่มีม็อบแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีมวลชนขนาดใหญ่เข้ามากดดัน สุดท้ายก็จะจบแค่สภา และร่างที่เหมาะสมที่สุด จากรัฐสภาจัดการกันเอง มันกลายเป็น “ร่างสีน้ำเงิน” ต่อให้เป็นร่างของพรรคภูมิใจไทยผ่าน ข้อดีก็คือทำให้เกิดกระแสสังคมใน ส.ส.ร. แม้ว่าประชาชนจะไม่ได้เลือกก็จำเป็นจะต้องมีการเก็บข้อมูล จะต้องมีการเก็บข้อมูลการมีส่วนร่วมทางการเมือง รับฟังสาเหตุของประชาชนมาอาจจะทำให้เกิด การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เกิดแสดงความคิดเห็นทางในกลไก ที่มีปัญหาตรงกลไก ตรงไหนที่มีการผูกขาดมากเกินไป หรือกลไกที่อาจจะทำลายประชาธิปไตย สามารถที่จะถูกเปลี่ยนให้แก้ไขได้

“พื้นที่ถกเถียงทางการเมืองจะมีมากขึ้น แต่ก็ได้แค่นั้น เพราะถ้าปล่อยให้ร่างพรรคภูมิใจไทยเข้าไปจริงๆ เราอาจจะมีพื้นที่ในการถกเถียงมากขึ้น แต่กติกาที่เขียนเราก็ต้องยอมรับว่าคนร่างใครตั้งมา คนร่างก็ต้องย่อมเขียนกติกาเพื่อให้สอดคล้องกับประโยชน์ของคนตั้ง และเมื่อคนตั้งไม่ใช่ประชาชนก็หนีไม่พ้นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญอย่าง ส.ส.ร. เขียนกติกาไปในทิศทางเดียวกับความต้องการของบุคคลที่เลือกตัวเองมาเป็น ส.ส.ร.นั่นเอง ก็คือรัฐสภาไม่ใช่ประชาชนที่จะสามารถเลือก ส.ส.ร.ได้ตรงนี้ ผมเลยมองว่าร่างของพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยดูมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่า 

อย่างน้อยที่สุดในขั้นแรก ให้ประชาชนไปโหวตในคูหาหรือเปล่า ผมมองว่าการโหวต หรือการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยประชาชนโดยตรง ถือว่าเป็นเงินเล็กน้อยมากก็คุ้มมากๆ ในการรับฟังเสียงของประชาชน เราเสียหายจากนโยบายในหลายเรื่องที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเพิ่มอีกเรื่อง เพื่อให้ประชาชนได้เลือกคนของตัวเอง ไปแก้กติกาอาจจะเป็นเรื่องดี

สรุป ในเชิงเนื้อหาเรายังไม่รู้หรอกว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาในลักษณะไหน การจับตามองในลักษณะ ส.ส.ร.จะมาได้อย่างไร จะเป็นคนของใคร และจะมีความยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัว ส.ส.ร.เองในวันนี้ยังไม่เห็น เพราะฉะนั้นการจับตามองดังกล่าวจะต้องไปจับตามองดู ส.ส. ส.ว.ที่โหวตรับร่างหลักการ ในการแก้วาระที่ 1 เพราะฉะนั้น ความน่าสนใจกว่าเดิม ความกดดัน เลยกลับไปที่พรรคเพื่อไทย เพราะพรรคประชาชนเขามีความชัดเจนในทางหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยก็ชัดเจนในทางหนึ่ง คำถามคือ พรรคเพื่อไทยตอนนี้ที่เหยียบเรือสองแคมอยู่ คุณเป็นรัฐบาลของภูมิใจไทย คุณกลับเสนอร่างแก้ไขที่คล้ายกับพรรคประชาชน เพราะฉะนั้นในการโหวต พรรคเพื่อไทยจะเล่นเกมไหนในการสร้างพันธมิตรทางการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แต่จะให้ตอบถึงว่าแก้ไขแล้วประชาชนจะกินดีอยู่ดีอย่างไร ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกแบบนั้น

ยุทธพร อิสรชัย 

อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 

ขณะนี้มี 4 พรรค 6 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามา คือร่างของพรรคภูมิใจไทย 1 ร่าง พรรคประชาชน 2 ร่าง พรรคเพื่อไทย 1 ร่าง และพรรคประชาธิปัตย์ 2 ร่าง สะท้อนภาพให้เราเห็นว่ากระบวนการในการต่อสู้กันเรื่องรัฐธรรมนูญยังคงมีอยู่ต่อไปอีกหลายขั้นตอน เพราะว่าพื้นที่ในเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นเพียงแค่เนื้อหาสาระที่ปรากฏอยู่ในตัวบทบัญญัติกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ของการต่อสู้ทางการเมืองในเรื่องรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน 

ตัวอย่างหนึ่งคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตกไปพร้อมกับการยุบสภาเมื่อปลายปี 2568 จริงๆ พรรคร่วมรัฐบาลสามารถนำมาปัดฝุ่นได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาครั้งแรก ก็ให้รัฐบาลยืนยันได้เหมือนที่รัฐบาลยืนยันกฎหมาย 30 กว่าฉบับ เมื่อไม่หยิบจับมาแล้วจากนั้นไม่นานทางภูมิใจไทยเสนอตัวร่างเข้ามาใหม่ เนื้อหาสาระหลักไม่ได้ต่างจากร่างเดิมมากนัก สะท้อนให้เห็นว่าคงจะต้องการให้ร่างของพรรคประชาชนตกไป ทำให้การพิจารณาต่อไปของรัฐบาลก็จะได้เหลือเพียงร่างเดียว คือร่างของภูมิใจไทย
เป็นเกมชิงไหวชิงพริบทางการเมือง

ถ้าดูรายละเอียดของแต่ละพรรคมีเงื่อนไขที่สำคัญอยู่คือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2568 กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ในหมวดที่ 1 และ 2 รวมไปถึงเรื่องของการที่จะไปหาผู้ร่างโดยตรงจากการเลือกของประชาชนนั้น ทำไม่ได้ จึงเป็นเงื่อนไขใหญ่ทำให้ทุกพรรคต้องไปปรับร่างกันนับตั้งแต่ก่อนยุบสภามาแล้ว 

เช่นเดียวกัน 3 ร่างก็ต้องมีกระบวนการ เช่น กรณีของภูมิใจไทย ส่วนหนึ่งคือ ส.ส.ร.มาจากแต่ละจังหวัดในการสมัคร แล้วสภาที่ประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว.เลือกขึ้นมา อีกส่วนหนึ่งประมาณ 23 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญในสายรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดินต่างๆ ผนวกกับ ส.ส.ร.ที่เลือกขึ้นมาจังหวัดละ 1 คน อีก 77 จังหวัด 

ส่วนพรรคประชาชน ทั้ง 2 ร่างจะคล้ายเดิม คือเรื่องกระบวนการในการให้ประชาชนเลือกกรรมาธิการ เพื่อหลบคำวินิจฉัยของศาลที่ห้ามเลือกโดยตรงได้ ให้ผู้มาเลือกกรรมาธิการเหมือนเป็นคณะผู้เลือกตั้ง แล้วก็เป็นคณะที่ปรึกษาต่างๆ ให้กับกรรมาธิการยกร่าง

ร่างของพรรคเพื่อไทยมี 2 ส่วน คือ ส.ส.ร.ในสายจังหวัด และผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด รวม 152 คน ใช้วิธีการให้ประชาชนเลือกทางอ้อมจากแต่ละจังหวัดมาก่อน แล้วให้สภาเลือกอีกครั้งหนึ่ง คล้ายคลึงกับร่างของพรรคภูมิใจไทย 

ถามว่าวันนี้ไปถึงขั้นของการที่จะมีตัวเนื้อหาใหม่หรือยัง ต้องบอกว่ายัง เพราะอยู่ในขั้นตอนวิธีการแก้ไข เปรียบเหมือนกับการสร้างบ้าน คือในขั้นที่หนึ่ง เราคิดริเริ่มมีบ้านหลังใหม่ ก็จะมีคำวินิจฉัยศาลที่กำกับอยู่ คือคำวินิจฉัยที่ 4/2564 บอกว่า ถ้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องไปถามประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก่อน ทำให้เรามีการลงประชามติในครั้งที่ 1 ที่เกิดขึ้นพร้อมวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ก็เหมือนกับการไปถามประชาชนว่าอยากจะได้บ้านหลังใหม่ไหม ประชาชนลงประชามติมาแล้วว่า 60% ต้องการบ้านหลังใหม่ ตัวเลขที่น่าสนใจก็คือในทุกภูมิภาค มีเสียงของฝั่งที่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ มากกว่าฝั่งไม่เห็นชอบ ในบางภาคนั้นอาจจะมากกว่าไม่เยอะ อย่างเช่นกรณีภาคใต้ แต่โดยภาพรวมทุกภูมิภาค เสียงที่เห็นชอบนั้นมากกว่าเสียงที่ไม่เห็นชอบ เท่ากับว่าเจตจำนงของประชาชนอยากจะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่นั้นเอง

ขั้นที่สอง เป็นหน้าที่ของสถาปนิกวิศวกรลองไปทำแบบแปลนแผนผังบ้านต่างๆ เปรียบเทียบได้เหมือนกับ ส.ส. ส.ว. ไปออกแบบวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นไปตามไทม์ไลน์จะได้ลงประชามติกันอีกครั้งคือช่วงต้นปี 2570 การลงครั้งที่ 2 ไปถามเจ้าของบ้านว่า แบบแปลนแผนผังบ้านแบบนี้ถูกใจหรือไม่ ถ้าไม่ผ่านเท่ากับว่ากระบวนการแก้ไขจะตกไป แต่ถ้าเดินไปสู่ขั้นที่ 3 เมื่อได้วิธีการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ว่าจะตัวแบบของพรรคไหนก็จะเกิดกระบวนการในการร่างขึ้นมา สุดท้ายตัวร่างที่ผ่านออกมาจะต้องกลับเข้ามาสู่กระบวนการร่าง ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี เหมือนกับการสร้างบ้านหลังใหม่

เมื่อสร้างบ้านเสร็จต้องไปถามประชาชนครั้งสุดท้ายว่า ต้องการจะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ไหม นั่นคือคำถามประชามติในครั้งที่ 3 ที่จะถามประชาชนว่าอยากจะเห็นชอบกับตัวเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าเห็นชอบ เหมือนกับเราย้ายบ้านไปอยู่บ้านหลังใหม่ด้วยกัน คือเราได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ถ้าไม่เห็นชอบก็อยู่บ้านหลังเก่า ก็คือรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่อไป 

การทำประชามติครั้งที่ 3 คิดว่าไม่เร็วกว่าปลายปี 2570 หรืออาจจะไปถึง 2571 ทั้งหมดนี้คือพูดบนพื้นฐานที่ว่าไม่มีอุบัติเหตุการเมืองใดๆ เกิดขึ้นก่อน 

กรณีถ้าประชามติตกในขั้นที่ 2 ต้องกลับไปแก้วิธีการแก้ไขใหม่ในขั้นนี้ แต่ไม่ต้องไปทำประชามติครั้งที่ 1แล้ว แต่ถ้าประชามติตกในครั้งที่ 3 เท่ากับว่ากระบวนการในการแก้ไขทั้งหมดต้องเซตซีโร่ เริ่มต้นกันใหม่ เช่น ในอนาคตจะมีใครเสนอแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ก็ต้องไปว่ากันตรงนั้น สมมุติว่าไปลงประชามติปี 2571 เราต้องไปว่ากันในปี 2571 แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือกลัวว่าจะมีคนช่างคิด ไปคิดตรงที่ว่าถ้าประชามติจะตกครั้งที่ 2 ก็ดี หรือครั้งที่ 3 ก็ดี แล้วจะมีการไปตีความว่าประชาชนไม่ต้องการจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 

อันที่จริงการตีความควรต้องจบเพียงแค่แต่ละชั้น แต่ละขั้นไป ถ้าเป็นวาระ 2 ก็ไปทำใหม่ แล้วก็มาลงประชามติครั้งที่ 2 ใหม่ แต่ถ้าตกวาระ 3 ก็เซตซีโร่ ต้องเริ่มต้นประชามติครั้งที่ 1 ใหม่ ก็ทำได้ นี่คือการตีความที่ถูกต้อง หากไปตีความตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นอันตราย อาจจะนำไปสู่การแบ่งขั้วอย่างสุดโต่งในทางการเมือง 

การต่อสู้แต่ละชั้นแต่ละกลุ่มมีอยู่โดยตลอดอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการลงประชามติ หรือสุดท้ายอาจจะไม่ถึงขั้นของการลงประชามติก็เป็นไปได้ เราจะเห็นได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 แก้ 20 กว่าครั้งแล้ว และผ่านแค่ครั้งเดียว คือ การแก้บัตรเลือกตั้งจาก 1 ใบ กลายเป็น 2 ใบเท่านั้น เหตุที่ไม่ผ่านส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะชั้นของ ส.ว.บางเรื่องก็แทบจะเป็นเอกฉันท์ แต่สุดท้ายมาตกเพราะเสียง ส.ว.ไม่ได้ถึง 1 ใน 3 ในยุคนั้น

ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคประชาชน สืบเนื่องมาจากเรื่องเอ็มโอเอเมื่อปลายปี 2568 พรรคประชาชนคาดหวังว่า ถ้าโหวตสนับสนุนให้กับภูมิใจไทยและคุณอนุทินได้เป็นรัฐบาลนั้น เงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งในเอ็มโอเอคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายหลายเรื่องก็ไม่ได้เป็นไปตามที่พรรคประชาชนต้องการ ตั้งแต่การยุบสภาเมื่อปลายปี 2568 ทำให้ร่างแก้ไขตกไป หรือแม้กระทั่งการที่พรรคประชาชนอาจจะเห็นแล้วว่า ในแง่ของนิติสงครามยังคงมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ต้องเผชิญอยู่ เลยออกมาจุดประกายในเรื่องเหล่านี้ รวมไปถึงการที่รัฐบาลไม่จับเอาตัวร่างรัฐธรรมนูญตกไปมาปัดฝุ่นใหม่ กลับเลือกเสนอร่างของพรรคภูมิใจไทยเข้ามา ร่างก็คล้ายคลึงเดิม เพื่อปัดให้ร่างของพรรคประชาชนตกไป ทำให้พรรคประชาชนเริ่มเห็นว่าไม่ง่ายกับการที่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นที่มาของการออกมาเคลื่อนไหว พุ่งไปที่ ส.ว. พุ่งไปถึงเรื่องของการเลือกองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย

ถ้าพรรคประชาชนเสนอเข้ามา ไม่มีเสียง ส.ว.ถึง 1 ใน 3 ที่ยกโหวตให้ นี่คือเงื่อนไขสำคัญในวาระแรกคือ เสียง ส.ว. 1 ใน 3 ปัจจุบันก็คือ 67 คนขึ้นไป และเสียงตอนนี้ก็ไม่ได้ไปในทิศทางที่สนับสนุนพรรคประชาชน ในทางตรงกันข้ามเป็นงานง่ายของภูมิใจไทย ในสภาผู้แทนราษฎรก็เกือบ 200 เสียง บวกกับเสียง ส.ว.นิดหน่อย ผ่านได้อยู่แล้ว 

ส่วนระบอบสีน้ำเงินมีผลต่อเส้นทางของรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะกรณี 89 ส.ว.ที่ออกมาตอบโต้เรื่องระบอบน้ำเงิน เรื่องเหล่านี้ให้ตัวเลขเป็นคำตอบดีกว่า เพราะตัวเลขไม่มีอคติ
ไม่มีความเป็นอัตวิสัย แต่สะท้อนให้เราเห็นอย่างนั้นจริงๆ ว่าสุดท้ายเวลาโหวตเสนอรัฐธรรมนูญ แต่ละครั้งติดที่ตัวเลขเสียงของ ส.ว.ทั้งนั้นที่จะทำให้ร่างผ่านหรือไม่ผ่าน ที่ผ่านมาตัวเลขชี้ให้เห็นชัดว่าส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ไม่ผ่านก็เพราะการโหวตของ ส.ว.

สำหรับประชาชนจะได้ประโยชน์โดยตรงจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร ถ้าแก้แล้วไปสู่แก่นของปัญหาในเชิงโครงสร้างจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้าแก้เชิงเทคนิคการเมืองเหมือนกับเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เมื่อปี 2564 นั่นคือครั้งเดียวของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่แก้ผ่าน แต่ประชาชนก็ไม่ได้อะไร กลายเป็นเรื่องเทคนิคการเมือง นักการเมืองและพรรคการเมืองได้ประโยชน์มากกว่า 

วันนี้สิ่งที่สำคัญต้องทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มา เนื้อหา และกระบวนการที่ยึดโยงหรือเชื่อมโยงกับประชาชน ตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบ การเลือกผู้ร่าง เนื้อหาสาระและกระบวนการในการไปบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เกิดผลจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวอักษรที่อยู่ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ประชามติก็ต้องไม่ใช่ประชามติบนความว่างเปล่า คือการไปลงประชามติ แต่คนก็ไม่ได้เข้าใจหรือรู้เนื้อหาสาระอะไรเลย เหมือนอย่างในกรณีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีการมากล่าวอ้างกันโดยทั่วไปว่า ฉบับนี้ผ่านประชามติ คนส่วนใหญ่เห็นชอบ เพราะฉะนั้นจะแก้ไขมันไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ แต่เมื่อเราย้อนกลับไปดูว่าในวันที่ลงประชามติ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 สถานการณ์โดยบทการเมืองตอนนั้นเป็นอย่างไร อยู่ภายใต้การยึดอำนาจของ คสช. การประกาศกฎอัยการศึก อยู่ภายใต้พื้นที่ที่ใครออกมารณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญแล้วถูกจับ สุดท้ายแล้วการทำประชามติต้องไม่ใช่ประชามติบนความว่างเปล่า 

วันนี้จะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์กับประชาชน กติกาตรงนี้ทุกฝ่ายต้องให้การยอมรับร่วมกัน ถูกร่างโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน