
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล นักวิชาการและอาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ (BUSEM) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และระเบียบวิธีวิจัยทางธุรกิจ กล่าวถึงกรณีคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ว่า สังคมควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบด้าน ไม่ควรมองเฉพาะข้อกล่าวหาหรือข้อถกเถียงทางกฎหมายเพียงด้านเดียว แต่ควรถามถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งก่อนที่สังคมจะตัดสินว่า นพ.สรณ ผิดหรือถูก ควรแยกให้ออกระหว่าง การตรวจสอบตามกฎหมาย กับ การตัดสินบุคคลในทางสังคม เพราะแม้ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะจำเป็นต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่หากข้อกฎหมายยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ก็ควรเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ก่อน
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวต่อว่า กฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. มีเจตนาเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ป้องกันการถูกครอบงำจากหน่วยงานรัฐหรือภาคธุรกิจ และสร้างความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น เวลานำกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริง ก็ควรพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่กฎหมายต้องการป้องกันจริงหรือไม่ มีการตั้งคำถามว่า การรักษาคนไข้ สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนกับ กสทช. ตรงไหน ซึ่งข้อพิพาทที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในกรณี นพ.สรณ ไม่ได้เป็นเรื่องการถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม ไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาเรื่องการรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.หรือการใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ นพ.สรณ เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า ภายหลังวันที่ 8 มกราคม 2565 ได้สิ้นสุดสถานะการเป็นพนักงานโรงพยาบาลรามาธิบดีแล้ว ส่วนการตรวจรักษาผู้ป่วยในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่งเป็นการทำหน้าที่ในฐานะแพทย์นอกเวลา ได้รับค่าตอบแทนเฉพาะครั้งที่ปฏิบัติงาน และไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนประจำในฐานะพนักงานรัฐ และภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า การทำหน้าที่ทางการแพทย์ที่ยังคงมีอยู่เป็นลักษณะแพทย์จิตอาสา และไม่ได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาล
“ประเด็นนี้จึงควรถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือ สถานะทางกฎหมายของแพทย์รายชั่วโมงว่าเข้าข่าย ลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้กระบวนการทางกฎหมายวินิจฉัย และการทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยดังกล่าวก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับการทำหน้าที่ กสทช. หรือไม่ สองเรื่องนี้ไม่ควรถูกนำมาปะปนกัน การมีข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องสถานะของแพทย์รายชั่วโมง ไม่ควรถูกสื่อสารจนกลายเป็นความรู้สึกว่า บุคคลนั้นมีพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง เพราะเป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง”รศ.ดร.สุชาติ กล่าว
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ปรากฏ ยังมีความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทั้งสถานะของ นพ.สรณ และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในการกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติภายหลังการแต่งตั้ง เอกสารข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องระบุว่า มีทั้งแนวตีความที่เห็นว่าคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจตามมาตรา 15/1 ประกอบความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และอีกแนวหนึ่งที่อ้างหลักจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า คณะกรรมการสรรหาเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งอำนาจสิ้นสุดลงเมื่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา หลังกรรมการบางรายพ้นจากตำแหน่งต้นสังกัด รวมถึงการเปลี่ยนตัวผู้แทนบางหน่วยงานว่าดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า ในทางกฎหมายยังมีข้อถกเถียงหลายชั้น สังคมจึงควรระมัดระวังการสร้าง คำตัดสินทางสังคม ขึ้นมาก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะถึงข้อยุติ ทั้งนี้คนทำงานสาธารณะต้องยอมรับการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบกับการประณามเป็นคนละเรื่อง การตั้งคำถามกับการตัดสินว่าผิดไปแล้วก็เป็นคนละเรื่องเช่นกัน หากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยังมีพื้นที่ให้ตีความ สิ่งที่ควรทำคือให้ทุกฝ่ายนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการอย่างตรงไปตรงมา
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวต่อว่า ในมุมเศรษฐศาสตร์สถาบันและการบริหารภาครัฐ ประเทศไทยพูดอยู่เสมอว่าต้องการดึงคนที่มีความรู้และประสบการณ์จากวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาทำงานเพื่อสาธารณะ แต่ระบบก็ต้องสร้างความมั่นใจด้วยว่า บุคคลเหล่านั้นจะได้รับการตรวจสอบภายใต้มาตรฐานที่เป็นธรรมและคาดการณ์ได้ หากผู้เชี่ยวชาญที่มีอาชีพมั่นคงและมีทางเลือกในการดำเนินชีวิต ตัดสินใจเข้ามารับภารกิจสาธารณะ แต่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีข้อยุติ หรือจากการตีความกฎหมายที่ยังมีความเห็นต่าง อาจส่งผลให้คนที่มีความสามารถจำนวนหนึ่งลังเลที่จะเข้ามาทำงานในภาครัฐหรือองค์กรอิสระในอนาคต
“นี่เป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น หากระบบทำให้คนเก่งรู้สึกว่า การเข้ามาทำงานเพื่อประเทศมีความเสี่ยงสูงทั้งต่อชื่อเสียงและวิชาชีพ แม้ยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย คนจำนวนหนึ่งก็อาจเลือกไม่เข้ามาตั้งแต่ต้น สุดท้ายประเทศเป็นฝ่ายเสียโอกาส”รศ.ดร.สุชาติ กล่าว
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า การตั้งข้อสังเกตดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า นพ.สรณ ควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบเพราะเป็นแพทย์ หรือควรได้รับความเห็นใจจนละเลยข้อกฎหมาย ตรงกันข้าม ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญยิ่งต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่หลักการสำคัญคือ ต้องไม่สรุปความผิดของบุคคลก่อนที่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจะได้รับการวินิจฉัยอย่างครบถ้วน หากผิดก็ต้องว่าผิด แต่ถ้ายังไม่ชัดก็ต้องให้ความเป็นธรรม และถ้าเป็นเรื่องการตีความสถานะของแพทย์รายชั่วโมง ก็ควรให้ข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้กระแสสังคมตัดสินล่วงหน้า
“กรณีนี้จึงมีความหมายมากกว่าคำถามว่า นพ.สรณ จะอยู่หรือพ้นจากตำแหน่ง เพราะยังเป็นบททดสอบว่าประเทศไทยจะสร้างสมดุลอย่างไรระหว่าง การตรวจสอบผู้มีอำนาจ กับ การคุ้มครองความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตรวจสอบ เราต้องการกฎหมายที่เข้มแข็งกับผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ขณะเดียวกันการใช้กฎหมายก็ต้องไม่หลุดจากวัตถุประสงค์ของกฎหมายเอง และต้องไม่ทำให้บุคคลถูกทำลายจากข้อกล่าวหาที่ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ ดังนั้นก่อนจะตัดสิน หมอสรณ จึงควรถามให้ครบว่า สิ่งที่เขาทำขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายจริงหรือไม่ มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และกระบวนการที่กำลังตรวจสอบเขามีความชัดเจนและเป็นธรรมเพียงพอหรือยัง เพราะท้ายที่สุด คนทำงานสาธารณะต้องถูกตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจสอบและกระบวนการตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน” รศ.ดร.สุชาติ กล่าว





