จุลพันธ์ พาเพื่อไทยกลับลุ้นแชมป์ ‘นักการเมืองเมื่อถึงเวลา ระฆังดังก็ต้องสู้’


12 ส.ค. 2569 | 08:45น.
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ / วิรวินทร์ ศรีโหมด

“จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” สวมหมวก 3 ใบ ในเวลานี้ 

ใบที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ใบที่สอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และหมวกใบที่สาม หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นใบที่สำคัญที่สุด เพราะรับต่อจาก “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคคนที่ 8 

ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมที่พ่อของเขา “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ก็เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนที่ 6 

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนา “จุลพันธ์” ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนที่ 9 ช่วงเวลาที่พรรคการเมือง อันเป็น “มรดก” ของตระกูลชินวัตร กลายเป็นเพียงแค่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ครั้งแรก ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน 

และกลายเป็นพรรคต่ำร้อย มีแค่ 74 เสียง ส่วนหนึ่งของภาระอันหนักอึ้งที่จะ “กู้ชีพ” พรรคเพื่อไทย จึงตกอยู่ในความรับผิดชอบของ “จุลพันธ์” 

เขาประกาศว่าต้องการพาพรรคเพื่อไทยกลับมา “ลุ้นแชมป์” อีกครั้ง “ของแบบนี้ต้องพร้อมตลอด นักการเมืองเมื่อถึงเวลา ระฆังดังก็ต้อง..สู้”

Passion หัวหน้าหนิม

“จุลพันธ์” หรือที่ทุกคนเรียกเขาว่า “หนิม” ผ่านการเป็น สส.มาแล้ว 6 สมัย ตั้งแต่ปี 2548 ยุคพรรคไทยรักไทย ที่รุ่งเรืองสุดขีด มี สส. 377 เสียงในสภา จนถึงพรรคเพื่อไทย ที่มีแค่ 74 เสียง เขายังยืนยันว่า มี Passion ในการเป็นหัวหน้าพรรค แม้ไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล

“มีสิ (หัวเราะ) ไม่งั้นจะมาเป็นหัวหน้าพรรคเหรอ คนเป็นนักการเมืองก็ต้องมี ผมไม่เคยเล่นการเมือง ใช้คำนี้นะ ผมพูดตรง ๆ ผมเป็นคนทำงานการเมือง ไม่เคยย้ายอุดมการณ์ อยู่ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ต่อสู้ผ่านถนน ผ่านทั้งสภา ผ่านทั้งในพื้นที่ ก็อยู่มาโดยตลอด”

“ทุกคนมันมี Career Path มีความมุ่งหมายที่จะเติบโต แน่นอน..วันหนึ่งเราก็ฝันนะ ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีนายกรัฐมนตรี วันนี้เราก็ถึงจุดนั้นแล้ว” 

“เรามีโอกาสเป็นรัฐมนตรี ก็เชื่อว่าจะใช้เวลาให้คุ้มแล้วกัน มีโอกาสทำงานเราก็จะทำให้ดีที่สุด ให้เกิดประโยชน์กับสังคม” 

“ผมเข้าการเมืองมาวันแรก เราเดินกับประชาชน ไปหาเสียงอยู่ในพื้นที่ รับปัญหามา กระทั่งเป็น สส. ได้พูดในสภา แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ ตอบโจทย์ไม่ได้ร้อยทั้งร้อย”

“ดังนั้น วันนี้เป็นรัฐมนตรี Passion ที่จะตอบโจทย์กับประชาชนยังอยู่ ผมถึงให้ความสำคัญกับเสียงในสภามาก ไม่ว่าจะฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หากเขาประสานเข้ามาแสดงว่าต้องมีความเดือดร้อนของชาวบ้านแฝงอยู่ข้างในนั้น เราก็รับโจทย์นั้นมา วันนี้ถือว่าเราทำได้มากกว่าเก่า เราจะใช้โอกาสนี้ในการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด”

จุลพันธ์ไม่ถือว่าการเป็นหัวหน้าพรรคในยามวิกฤตเป็นทุกขลาภ

“ไม่ได้เป็นทุกขลาภอยู่แล้ว เป็นโอกาส เป็นความภาคภูมิใจ เพราะมีโอกาสทำงานตรงนี้ ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งมีประวัติยาวนาน เคยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทำนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจำนวนมาก ยังไงเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของอาชีพนักการเมือง”

ชินวัตร ถึง อมรวิวัฒน์

ปฏิเสธไม่ได้ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคของตระกูลชินวัตร รากเหง้าเดิมคือพรรคไทยรักไทย มีหัวหน้าพรรคคนแรกคือ “ทักษิณ ชินวัตร” ลอกคราบมาเป็นพรรคพลังประชาชน และกลายร่างเป็นพรรคเพื่อไทย ภายหลังถูกยุบพรรคมา 2 หน 

พ่อของจุลพันธ์ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีตนักการเมืองกลุ่ม 16 อันลือเลื่อง ก็เคยนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ช่วงที่ชนะเลือกตั้งได้ สส.อันดับหนึ่งในสภา ช่วงปี 2562 แต่ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กระทั่งพรรคเพื่อไทยพลิกกระดานจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งในปี 2566 มีหัวหน้าพรรคชื่อ “แพทองธาร ชินวัตร” ก่อนจะถูกกับดักรัฐธรรมนูญ 2560 เล่นงาน พ้นจากนายกรัฐมนตรี ลาออกจากหัวหน้าพรรค 

ทั้ง 2 ตระกูล “ชินวัตร” และ “อมรวิวัฒน์” ผู้พ่อ และผู้ลูก ได้นั่งเก้าอี้ “หัวหน้าพรรค” เป้าหมายทางการเมือง เหมือน-ต่างกันอย่างไร

“จุลพันธ์” ตอบว่า ผมว่าโจทย์เหมือนกัน ไม่เกี่ยวว่าเป็นใคร ผมมาถึงจุดนี้ไม่มีใครถามแล้วว่าพ่อชื่ออะไร (หัวเราะ) ผ่านจุดนั้นมาหมดแล้ว เพราะเราทำงานพิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่ง ในสภาเราก็ได้พิสูจน์ตนเอง การมาเป็นรัฐมนตรีแรก ๆ ผมก็เชื่อว่าคนก็ต้องสงสัย ในตอนที่เป็น รมช.คลัง เราก็ทำงานเต็มที่ ได้พิสูจน์ตัวเอง”

“วันนี้โอกาสมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนไม่ถามแล้วว่าทำไมถึงมีโอกาส เพราะเราก็เชื่อว่าเราทำงานได้ในระดับหนึ่ง ส่วนดีหรือไม่ดีให้ประชาชนตัดสิน”

“อีกข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย คนที่มาเป็นหัวหน้าพรรคมีโจทย์ในการขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ต้องขับเคลื่อนนโยบาย เอานโยบายพรรคมาเป็นนโยบายรัฐบาล  ตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชน โจทย์ไม่ได้แตกต่าง” 

“ผมไม่ได้บอกว่า วันนี้เราทำได้ดี หรือไม่ดีกว่าใคร พรรคการเมืองพรรคนี้มีอายุมายาวนาน 20 กว่าปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ อดีตหัวหน้าพรรคหลายคน บางคนมาเป็นหัวหน้าพรรค มาเป็นรักษาการหัวหน้าพรรค มาอยู่ในช่วงเวลาที่มีความยากลำบากกว่าผมเป็น 10 เท่า เช่น ช่วงเวลาปฏิวัติรัฐประหาร เช่นช่วงเวลาที่โดนกระทำ ทั้งในถนน ทั้งนอกถนน ทั้งในสภา มีเยอะไปหมด โดนตุลาการภิวัฒน์เข้าไปอีกหลายท่าน”

“เพราะฉะนั้นสถานการณ์ของผมไม่ได้ยากกว่าใคร เราเพียงแค่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่มีหน้าที่ในการขับเคลื่อน วันนี้มีโอกาสทำเราก็ทำให้ดีที่สุด ถ้าตอบโจทย์ชาวบ้านได้ครั้งหน้าคนก็จะตัดสินใจเลือกเราได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นโจทย์ทุกอย่างมันล้อกันตรงกันไปหมด เพื่อได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็น สส. เป็นพรรคที่จะเป็นรัฐบาล แล้วก็นำนโยบายไปขับเคลื่อนให้กับประชาชนอีกทอดหนึ่ง”

บทบาททักษิณ-แพทองธาร

ถามว่า พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในเงาของชายที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อยู่หรือเปล่า และจะมีส่วนแค่ไหนในการหาเสียงเลือกตั้ง จุลพันธ์ตอบตรงว่า “อยู่ในเงาไหม… ผมเรียนอย่างนี้ว่า ขณะนี้ท่านก็ไม่ได้เข้ามามีส่วนกับการบริหารจัดการของพรรค อีกต่อไป”

“ถามว่ายังคงมีความรัก เคารพไหม แน่นอน กรณีพรรคเพื่อไทย ถ้าผมบอกไม่มี ไม่ใช่ มันก็คงโกหก ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง เป็นผู้ที่เคยทำประโยชน์ให้กับประเทศมา วันนี้ Legacy ก็ยังคงอยู่กับประชาชนจำนวนมาก”

“ความเป็นเพื่อไทยยังไงก็เป็นสีแดง ยังไงก็เป็นทักษิณ ก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ ในส่วนความรู้สึกของประชาชน แต่ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบาย การขับเคลื่อนพรรค ท่านคงไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่ความรักเคารพที่มีต่อกันยังคงอยู่เสมอไป” 

แล้วอดีตนายกฯ แพทองธาร ยังมีบทบาทแค่ไหน จุลพันธ์ตอบว่า ท่านเป็นที่ปรึกษาของคณะผู้บริหารพรรค คุณแพทองธารเป็นส่วนหนึ่งในนั้น อาจารย์ยศชนัน (วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น คณะรัฐมนตรีอีก 4-5 ท่านก็อยู่ด้วย มีการประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะขับเคลื่อนมิติทางการเมือง มิติทางการบริหารจัดการของนโยบายกระทรวงต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทย ทำงานสอดรับกันให้เป็นรูปธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนต่อในสภา”

“ก็มาคุยกันว่า วันนี้เราจะขับเคลื่อนเรื่องของทุนมนุษย์ไปยังทิศทางใด อย่างไร โดยมีความร่วมมือแต่ละส่วน ใครมีภาระหน้าที่ต้องทำอะไรตรงไหน จะได้มีการเสริม” 

กู้ศรัทธาเพื่อไทย 

กับภาวะที่ยากลำบาก พ่ายแพ้การเลือกตั้งแบบ “ย่อยยับ” จุลพันธ์ยังมีความเชื่อว่า การกอบกู้พรรคเพื่อไทยให้คืนชีพกลับมาอีกครั้ง คือการใช้โอกาสการเป็นรัฐบาลเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ทำนโยบายส่งถึงประชาชน

“ถามว่าพรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์ไหม มี สส. 70 กว่านะ  ก็ไม่ใช่พรรคเล็ก  มีนัยสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร แต่น้อยกว่าเดิมไหม…น้อยกว่าเดิม ตราบใดที่ประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่น ยังคงมีความศรัทธาต่อพรรคพร้อมที่จะให้การสนับสนุน พรรคการเมืองไม่มีวันสูญพันธุ์”

“แน่นอนเราผิดหวัง ไม่ได้มีเสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่ยังคงมีโอกาสเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะวันนี้เราได้รับมิติในเรื่องของทุนมนุษย์เข้ามา เราจะทำในเรื่องของคนให้ดี ทั้งชีวิต ปากท้อง ความเป็นอยู่ รวมถึงสวัสดิการ สวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี คนชรา ผู้พิการ กลุ่มเกษตรกร แรงงาน นักเรียน นักศึกษา เราจะทำให้มันสมบูรณ์” 

“เป็นเวลาที่เราจะต้องพิสูจน์ตัวเองกับประชาชนอีกครั้งว่า เมื่อได้รับโอกาสพรรคเพื่อไทยสามารถที่จะนำส่งนโยบายที่เป็นประโยชน์ให้กับเขา ถ้าพวกผมทำได้สำเร็จก็เชื่อว่าประชาชนก็มีโอกาสที่จะเปิดใจกลับมา”

มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

เมื่อพรรคเพื่อไทยมี 8 รัฐมนตรีในรัฐบาล คุม 5 กระทรวง ทั้งแรงงาน การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศึกษาธิการ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เกษตรและสหกรณ์ มั่นใจจะทำให้คนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี 

“จุลพันธ์” กล่าวว่า คำนี้ยังใช้ได้ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล แต่อย่าไปยึดติดกับวลี เพราะหลักคิดที่อยู่ข้างหลัง ใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ปฏิเสธคำนี้ ทุกคนก็ต้องยืนยันว่าต้องทำให้ประชาชนคนไทยอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีกินมีใช้ กระทรวงแรงงานเรามีเป้าหมายในการขับเคลื่อนไปยังจุดนั้นเหมือนกัน คือ ทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปาก สามารถที่จะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

เขาเชื่อว่า หาก 5 กระทรวงที่พรรคเพื่อไทยทำได้ตามเป้าหมาย ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะต้องดีขึ้น รายได้จะต้องดีขึ้น รวมถึงกับการขับเคลื่อนของกระทรวงอื่น ๆ ทั้งรัฐบาลด้วย 

แฮปปี้สีน้ำเงิน 

แต่ถ้าระหว่างทำงานอยู่ถ้าเกิดมีข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบบฟ้าผ่าขึ้นมาทยังไง “จุลพันธ์” บอกว่า ก็ต้องเป็นไปตามนั้นครับ เพราะว่าเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี 

“แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าท่านนายกฯ ก็คงต้องมาคุย แต่เรียนด้วยความเคารพว่ายังไม่มีสัญญาณใด ๆ ผมเชื่อว่ายังคงมีเวลาสำหรับทุกคนที่จะทำงานพิสูจน์ตัวเอง ผมเองก็เช่นเดียวกัน หากท่านเดินมาคุย ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลแล้วก็เป็นพรรคหลัก ก็คงต้องมาคุยกันว่าจุดไหนที่เห็นควรว่าควรจะต้องมีการขยับปรับเปลี่ยน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของท่านนายกฯ ในการที่จะพิจารณา ทางเราเองในฐานะพรรคร่วม ก็คงต้องคุยกันในเรื่องนี้” 

แฮบปี้น้ำเงิน ? “จุลพันธ์” ยืนยัน แน่นอน เพราะว่าวันนี้เราทำงานร่วมกัน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการทำงานท่านนายกฯ ก็ให้เกียรติพวกเรา กระบวนการทำงานก็เป็นความโชคดีของเราที่ได้รับกลุ่มกระทรวงที่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นกลุ่มของทุนมนุษย์ ผมเชื่อว่าวันนี้เรามุ่งมั่นในการที่จะทำงานตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุด เราจะใช้โอกาสในการทำผลงานให้มากให้กับประชาชน ให้กับรัฐบาล”

พาเพื่อไทยกลับมาลุ้นแชมป์ 

จุลพันธ์ทิ้งท้าย โดยไม่ตอบตรง ๆ ว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยถึงจุดต่ำสุดหรือยัง  “เราไม่รู้หรอกว่าข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น แต่วันนี้เรามีโอกาสในการทำงานเราก็จะทำให้ดีที่สุด ถ้าถามผม ผมเชื่อว่าจากนี้ไปก็มีแต่ขาขึ้น เพราะเราก็ต้องมีความเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ดี แล้วก็พี่น้องประชาชนจะให้โอกาสเราต่อไป”

“เราต้องการที่จะเติบโตขึ้น ถ้าเราสามารถที่จะเป็นพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง เราก็จะผลักดันคนของเราเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้ก็เป็นโจทย์แน่นอน ทุกพรรคการเมืองตรงกัน”

ในฐานะคนดูบอล ให้เปรียบว่าเป็นทีมฟุตบอล จะเป็นทีมอะไร “จุลพันธ์” ถึงกับหัวเราะ คิดกลับไปกลับมา เพราะทีมที่เขาเชียร์คือ “ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์”
ทีมที่ลุ้นหนีตกชั้นในฤดูกาลที่แล้ว 

“ชอบสเปอร์ แต่ไม่รู้จะเทียบสเปอร์ยังไง (หัวเราะ)”

แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย จุลพันธ์มองว่า พรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นทีมที่ได้ลุ้นแชมป์ตลอด 

“เราเป็นทีมที่สามารถที่จะไปถึงแชมป์ได้อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ซีซั่นที่ผ่านมาอาจจะประสบอุปสรรคบ้าง แต่ก็ยังคงอยู่ในพรีเมียร์ลีกแล้วกัน แล้วเราจะทำให้ดี”

“ของแบบนี้ต้องพร้อมตลอด นักการเมืองเมื่อถึงเวลา ระฆังดังก็ต้อง..สู้”