งานที่กำลังมาแรงในสายดาต้าเซ็นเตอร์คืออะไร? คำตอบคือ ‘ช่างไฟฟ้า’ กับ ‘ช่างไม้’

ถ้าถามว่ายุค AI งานไหนกำลังเนื้อหอมที่สุด หลายคนอาจนึกถึงวิศวกร AI นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) หรือนักพัฒนา AI แต่ในสหรัฐฯ กลับเป็น ‘ช่างไฟฟ้า’ และ ‘ช่างไม้’

เหตุผลง่ายๆ คือ AI กำลังผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมหาศาล และเมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ผุดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ คนที่ตลาดต้องการมากที่สุดจึงกลายเป็นแรงงานสายก่อสร้าง โดยเฉพาะช่างไฟฟ้า ช่างไม้ และช่างฝีมือที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารและระบบไฟฟ้า

ข้อมูลจาก ‘สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ’ ที่ ‘The New York Times’ นำมาวิเคราะห์ พบว่า นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2565 การจ้างงานในกลุ่มก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นราว 10% ขณะที่ผู้รับเหมางานเฉพาะทางในภาคก่อสร้างเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเกือบ 9% สวนทางกับภาคก่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งการจ้างงานซบเซา และบางหมวดเริ่มหดตัวลง

เบื้องหลังคือ เม็ดเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โครงการของ OpenAI ในรัฐมิชิแกนเพียงแห่งเดียว ต้องใช้ช่างไฟฟ้าหลายร้อยคน ทำงานวันละ 10 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน เพื่อเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ทันความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปีที่ผ่านมา OpenAI, Meta, Microsoft, Google และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์รวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ฯ เพื่อรองรับการแข่งขันด้าน AI

เม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ทำให้ความต้องการแรงงานพุ่งสูงจนเกิดการแย่งตัวกันในตลาด ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ยอมจ่ายค่าจ้างและโบนัสสูงกว่าปกติ เพื่อดึงแรงงานเข้ามาทำงานในโครงการของตัวเอง

ข้อมูลวิเคราะห์จาก ‘Indeed’ ระบุว่า ตำแหน่งติดตั้งและบำรุงรักษาในดาต้าเซ็นเตอร์มีค่าจ้างรายชั่วโมงสูงกว่างานลักษณะเดียวกันในอุตสาหกรรมอื่นเฉลี่ยถึง 42% ส่งผลให้ช่างจำนวนไม่น้อยย้ายออกจากงานเดิมเพื่อไปทำงานในโครงการเหล่านี้

การแย่งตัวแรงงานทำให้บริษัทเทคโนโลยีเริ่มลงทุนฝึกคนเอง ‘Google’ สนับสนุนงบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 1.67 พันล้านบาท เพื่อขยายโครงการฝึกช่างไฟฟ้าร่วมกับสหภาพแรงงาน ตั้งเป้าเพิ่มผู้เข้าอบรมจาก 19,500 คน เป็น 30,000 คนต่อปีภายใน 3 ปี ขณะที่ ‘BlackRock’ สนับสนุนอีก 100 ล้านดอลลาร์ฯ​ หรือประมาณ 3.34 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มแรงงานทักษะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐเท็กซัส

‘Microsoft’ ก็ลงทุนฝึกอบรมช่างเทคนิคดาต้าเซ็นเตอร์มาตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีศูนย์ฝึก 39 แห่งทั่วโลก และผลิตบุคลากรไปแล้วราว 15,000 คน ส่วน ‘Meta’ ประกาศใช้งบ 115 ล้านดอลลาร์ฯ (ราว 3.84 พันล้านบาท) ในปีแรก เปิดหลักสูตรอบรมแรงงานก่อสร้าง 5,000 คนในปีแรก โดยผู้เข้าอบรมจะเรียนเพียง 4 สัปดาห์ ก่อนเข้าสู่ไซต์ก่อสร้างจริง พร้อมออกค่าเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด

กระแสนี้ยังเปลี่ยนมุมมองต่อสายอาชีพของคนรุ่นใหม่ จากเดิมที่หลายคนมุ่งหน้าเข้ามหาวิทยาลัย วันนี้บริษัทเทคโนโลยีกลับลงไปจับมือกับวิทยาลัยชุมชนและสถาบันฝึกอาชีพ เพื่อดึงเด็กจบมัธยมเข้าสู่สายช่างตั้งแต่ต้น เพราะรู้ดีว่าการแข่งขันด้าน AI จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีคนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

อย่างไรก็ตาม แม้การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จะใช้แรงงานจำนวนมหาศาล แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว กลับต้องใช้พนักงานประจำเพียงไม่กี่สิบคน ตัวอย่างเช่นโครงการ ‘Stargate’ ในเมือง Abilene ถูกกำหนดให้สร้างงานประจำอย่างน้อย 57 ตำแหน่ง

นั่นทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า เมื่อกระแสสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ชะลอลง แรงงานที่ผ่านการฝึกฝนจำนวนมหาศาลจะย้ายไปทำงานที่ไหนต่อ แม้ทักษะของช่างไฟฟ้าจะสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงงานยา หรือโครงการที่อยู่อาศัยได้ แต่ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่า จะมีโครงการขนาดใหญ่พอที่จะรองรับแรงงานเหล่านี้ทั้งหมดหรือไม่

สิ่งที่เห็นได้ชัดในวันนี้คือ AI ไม่ได้สร้างความต้องการแค่คนเขียนโมเดลหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning แต่ยังทำให้แรงงานสายช่างกลายเป็นหนึ่งในอาชีพที่ตลาดต้องการมากที่สุด เพราะต่อให้ AI ฉลาดแค่ไหน ก็ยังต้องมีคนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ให้มันทำงาน

ที่มา: First Post, The New York Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา