
คอลัมน์ : Politics policy people forum
สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ วิรวินท์ ศรีโหมดระบอบสีน้ำเงินกำลังถูกเขย่าอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณี “ฮั้ว สว.” นักการเมืองระดับท้องถิ่น โยงใยจนถึงการเมืองระดับชาติ มีแกนนำพรรคภูมิใจไทย ระดับรัฐมนตรี ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
หนึ่งในตัวละครสำคัญที่ออกมาจุดกระแส-ตีแผ่ กลเกม “ฮั้ว สว.” คือ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อีกบทบาทหนึ่งเป็น “ประธานวิปฝ่ายค้าน”
เดิมพันของ “พริษฐ์” ในการเปิดโปงกลเกมฮั้ว สว. ทำให้เขาถูกแจ้งความหมิ่นประมาทจากนักการเมือง 3 คน อาจจะต้องเดินทางไปขึ้นศาลถึง 3 จังหวัด ทั้งอำนาจเจริญ, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “พริษฐ์” ในโหมดการต่อสู้กับระบอบสีน้ำเงิน เพราะเขาเชื่อว่าหากปล่อยผ่านเรื่องนี้จะทำให้ระบอบสีน้ำเงิน “ทำอะไรก็ไม่ผิด”
นิยามระบอบสีน้ำเงิน
พริษฐ์นิยามระบอบ “สีน้ำเงิน” คือความพยายามของกลุ่มการเมืองหนึ่งที่จะยึดกุมประเทศโดยไม่ต้องยึดโยงกับประชาชน ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์ประกอบของระบอบสีน้ำเงินไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ สส. พรรคภูมิใจไทย แต่เราเห็นถึงความพยายามของสีน้ำเงินในการเข้าไปยึดกุมองค์กรหรือสถาบันทางการเมืองที่อาจจะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน
ถ้าเชื่อว่ากระบวนการการโกง สว. มีอยู่จริง เราก็จะเห็นการเข้าไปแทรกแซงการได้มาซึ่ง สว. เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถไปยึดกุมองค์กรต่าง ๆ ได้ หากได้เสียงข้างมากใน สว. ก็จะกลายเป็นว่ากลุ่มการเมืองนั้นจะชี้ขาดได้ด้วยเช่นกันว่าใครจะไปนั่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ ใครไปเป็น กกต. ใครไปเป็น ป.ป.ช. ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจ รวมถึงรัฐบาล จะทำให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลก็จะอ่อนแอทันที
เหตุผลที่ผม พรรคประชาชน และภาคประชาชนต้องออกมาขับเคลื่อนกันหนักในช่วงนี้ ก็เพราะเรามีความกังวลใจว่า กกต. อาจจะไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา อาจจะไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานเพียงพอ เพราะเราเห็นว่าปัจจุบัน 4 ใน 7 กรรมการ กกต. ที่มาชี้ขาดเรื่องนี้อยู่ในตำแหน่งได้เพราะถูกรับรองโดย สว.ที่เขาว่ากันว่าเป็น สว. สีน้ำเงิน
หรือกรณีคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่ง แต่ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องคดีดังกล่าว เกิดปัญหาว่าพอเราจะตรวจสอบว่า ป.ป.ช.ทำหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ต้องยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภา (นายโสภณ ซารัมย์) แล้วเขาจะมีสิทธิในการชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ศาลให้ตั้งคณะไต่สวน เพื่อมาไต่สวน ป.ป.ช. หรือว่าจะปัดตกคำร้อง ดังนั้นเราจะเห็นถึงความพัวพันกัน
โดยสรุป พอระบอบสีน้ำเงินสามารถเข้ามายึดกุมวุฒิสภาได้ ชี้ขาดได้ว่าใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ มันก็ทำให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอทันที แล้วอาจจะเกิดสภาวะที่กลายเป็นว่าสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด เป็นปัญหาใหญ่ที่พรรคประชาชนและพรรคฝ่ายค้านพยายามต่อสู้
แก้ รธน.กุญแจล้มสีน้ำเงิน
การที่สู้กับระบอบสีน้ำเงินที่อาจจะ “ทำอะไรก็ไม่ผิด” คิดว่าต้องใช้สรรพกำลังมากแค่ไหน พริษฐ์ตอบว่า ต้นตอของคือรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็น “ปุ๋ยชั้นดี”ของระบอบสีน้ำเงิน ที่ฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ ไปยึดกุมวุฒิสภา แล้วสามารถยึดกุมองค์กรอิสระได้
ถามว่าเราจะทำลายกำแพงที่ว่านี้อย่างไร สิ่งที่ทำให้มีความหวังที่สุดอย่างหนึ่ง คือผลออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชาชนต้องการให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าย้อนไปตอนนั้นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่กระตือรือร้นในการรณรงค์จริง ๆ มีอยู่ 2 พรรคหลัก คือพรรคประชาชน กับพรรคเพื่อไทย
ถ้าเราเอาคะแนนบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้ประมาณ 11 ล้านเสียง พรรคเพื่อไทย 5 ล้านเสียง รวมกัน 16 ล้านเสียง แต่คนที่ออกไปลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ที่ 21 ล้าน ดังนั้น บ่งบอกว่าคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเช่นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฐานเสียงของพรรคการเมืองบางพรรคเท่านั้น แต่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่หลากหลาย 21 ล้านเสียงเป็นจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างแข็งแรงในการพยายามรวมพลัง เพื่อผลักดันให้เกิดระบบการเมืองแบบใหม่ที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชน
ถ้าเราแปลง 21 ล้านเสียงนั้นออกมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ตอบโจทย์ประชาชนจริง หลายปัญหาที่เราคุยกันเรื่องระบบการเมืองที่ทำให้เกิดการฮั้วกันทั้งกระดานได้ก็จะถูกทลายลงไป
แก้ “กับดัก” ระบอบน้ำเงิน
พริษฐ์มองว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ “กุญแจสำคัญ” ล้มระบอบสีน้ำเงิน แต่ยังมีความ “ท้าทาย” คือ การทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไป “เข้าทาง” ระบอบสีน้ำเงิน
ความท้าทายก็คือตอนนี้คนที่ชี้ขาดว่ากติกาที่จะมากำหนดว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะมีที่มาอย่างไร ถ้าวิเคราะห์ท่าทีของระบอบสีน้ำเงินต่อรัฐธรรมนูญ ในมุมของระบอบสีน้ำเงินสามารถออกได้ 2 ทาง
ทางที่ 1 ทำอย่างไรก็ได้ให้การเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดลง เขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จ
ทางที่ 2 อาจจะสำเร็จได้ด้วยเช่นกัน คือหากเขาปล่อยให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าไปได้ แต่เดินหน้าภายใต้กติกาหรือเงื่อนไขที่เขาสามารถชี้ขาดได้ว่าใครจะมาเป็นผู้ร่าง หรือเนื้อหาปลายทางของรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร
“ผมคิดว่าร่างแก้รัฐธรรมนูญที่พรรคภูมิใจไทยยื่นเข้าไปเป็นรูปธรรมของสิ่งนี้”
“เราต้องเดินหน้าเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แน่นอน แต่ต้องเดินหน้าด้วยความระมัดระวังต่อความพยายามของระบอบสีน้ำเงินที่จะเข้ามาผูกขาดหรือชี้ขาดกระบวนการตรงนี้”
“แต่ความอันตรายคือ ตอนนี้เขาออกได้ทั้ง 2 ทาง และไม่ว่าออกทางใดทางหนึ่ง ผมคิดว่าเขามองว่าเขาประสบความสำเร็จ”
พริษฐ์บอก 2 ทางที่จะฝ่ากับดักระบอบสีน้ำเงิน คือทำให้ประเทศไม่ไหลไปทางใดทางหนึ่ง ด้วยการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยรูปแบบหรือกระบวนการที่มี สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเมื่อจัดทำฉบับใหม่เสร็จแล้ว ไม่มี สว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาชี้ขาดว่าเนื้อหานั้นจะเป็นเช่นไร นี่เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนและภาคประชาชนที่เข้าชื่ออยู่เห็นตรงกัน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญที่อาจจะเกิดขึ้นในสมัยประชุมที่กำลังจะมาถึง
แม้ว่าสุดท้ายแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปูทางไปสู่การมี สสร. ในรอบแรก ต้องใช้เสียง สว.เห็นชอบด้วย 67 เสียง โดยที่ส่วนใหญ่เป็น สว.สีน้ำเงิน แต่ “พริษฐ์”เชื่อพลังเสียงของประชาชนนอกสภา เมื่อถึงวันที่จะต้องวัดพลังกันจริง ๆ
“ถ้าเสียงของประชาชนดังพอ คิดว่าย่อมส่งผลไม่มากก็น้อยต่อท่าทีของสมาชิกรัฐสภา ผมทำงานด้วยความหวัง ว่าเสียงประชาชนยังมีความหมาย”
3 ฉากจบฮั้ว สว.
อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ประเมินฉากจบคดีฮั้ว สว.ที่เดินหน้าขุดคุ้ย-เปิดโปงขบวนการ สามารถออกได้ 3 ทาง 1.สั่งฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ทั้ง 229 คน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียกร้อง เป็นไปตามมติของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 262.ยกคำร้องทั้งหมดศูนย์คน ซึ่งก็จะเป็นไปตามมติของคณะอนุฯ ชุดที่ 36
3.ที่หลายคนเริ่มพูดกันเยอะขึ้น คือ สั่งฟ้องบางคน ไม่สั่งฟ้องบางคน
“ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่าถ้า กกต.จะสั่งฟ้องใคร ไม่สั่งฟ้องใคร อาจจะไม่ได้เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานว่า หลักฐานใครแน่นมากหรือน้อยกว่าใคร แต่อาจจะเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของการสังเวยน้ำเงินอ่อน เพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม ก็คือยอมสละบางคน อาจจะเป็น สว. บางคน ที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจ อาจจะเป็นคนจ่ายเงินในระดับปฏิบัติการ ยอมส่งคนเหล่านั้นไปศาล เพื่อปกป้องนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ที่อยู่ในการวางแผน อุดหนุนงบประมาณ”
ทางสู้หาก กกต.ยกคำร้อง
“ถ้าเราเห็นว่า กกต. มีการยกฟ้อง หรือยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหน ทั้ง ๆ ที่หลักฐานชัด จะใช้สิทธิในการดำเนินคดีกับ กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ”
“ขณะเดียวกันทีมกฎหมายเราก็พยายามศึกษาอยู่ มีวิธีอื่นไหมที่พยายามจะทำให้เรื่องโกง สว.ไปถึงศาลฎีกาให้ได้ แม้ กกต.ไม่ส่ง เพราะว่าถ้าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 จะเขียนว่า ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตให้ กกต.ส่งไปยังศาลฎีกา ดังนั้น เป็นการกำหนดชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ กกต.ต้องส่ง ถ้าปรากฏว่า กกต.ไม่ทำหน้าที่เราสามารถมีช่องทางทางกฎหมายอื่นหรือไม่ เพื่อให้หลักฐานต่าง ๆ ไปถึงมือศาล”
“อีกทางหนึ่งคือ แก้กฎหมาย เราจะมีการยื่นร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. น่าจะมาควบคู่กับการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราด้วย เพื่อทำให้ประชาชน หรืออย่างน้อยที่สุดผู้เสียหาย อย่างเช่น ผู้สมัคร สว. สามารถยื่นคำร้องไปที่ศาลฎีกาได้ แม้ในกรณีที่ กกต.ไม่สั่งฟ้องครับ อันนี้ก็เป็น 3 สมรภูมิที่เราก็ตั้งใจว่าจำเป็นต้องเปิด หากสมมติว่า กกต.มีการไม่สั่งฟ้องบางคนทั้ง ๆ ที่หลักฐานชัด”
สักวันกำแพงต้องพัง
ก่อนหน้านี้แกนนำพรรคประชาชน คือ “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค พูดถึงการต่อสู้ของพรรคประชาชน เปรียบเหมือนต่อสู้กับกำแพง “พริษฐ์” มองว่า สักวันหนึ่งกำแพงก็ต้องพัง
ผมย้ำเสมอว่า การต่อสู้นี้ไม่ได้มีแค่ใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้มีแค่คุณศิริกัญญา ที่เป็นคนพูดถึงประโยคนี้ ไม่ได้มีแค่ สส. พรรคประชาชนคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้มีแค่ สส. พรรคประชาชนด้วย และไม่ได้มีแค่ประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นความพยายามร่วมกัน
“เราลองจินตนาการ ว่าเราทุบกำแพงไป 100 ครั้ง แล้วมันยังไม่พัง เสร็จแล้วมีคนหนึ่งมาทุบครั้งที่ 101 แล้วกำแพงพัง คำถามคือ มันเป็นเพราะว่าการทุบครั้งที่ 101 หรือเปล่ากำแพงถึงพัง คำตอบคือไม่ใช่ แต่มันเป็นเพราะการทุบ 100 ครั้งก่อนหน้านั้นมาด้วย”
“พอเราสะสมความพยายามในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่าแม้มันอาจจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ รูปธรรม ณ เวลานี้ แต่ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่มันถูกสะสมกันมาอย่างต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น”
ซักฟอกรัฐบาล นั่งไม่ติดเก้าอี้
นอกจากนี้ พริษฐ์ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ยังตั้งเป้าอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า จะทำให้รัฐบาล “นั่งไม่ติดเก้าอี้”
“คำว่านั่งไม่ติดเก้าอี้ไม่ได้หมายถึงจะทำให้หลุดจากตำแหน่ง แต่หมายถึงฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการกระตุ้นให้รัฐบาลต้องทำงาน เป็นฝ่ายค้านที่พยายามจะผลักดันวาระที่เป็นประโยชน์กับประเทศ
ถ้าเห็นว่ารัฐบาลออกนโยบายที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เราต้องวิจารณ์และเสนอแนะว่าควรจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ถ้ารัฐบาลมีโครงการหรือมีการกระทำไหนที่เราเห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต หรือมีความสุ่มเสี่ยงว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ เราต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้คนที่เราเห็นว่าอาจจะทำความผิดนั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคดีโกง สว. การโกงสอบท้องถิ่น โครงการ TH:AI พาสปอร์ต และ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน




