กมธ.สธ. บี้กทม.ส่ง 500 ชื่อ คนเข้าข่ายพ่อทิพย์ ยันต้องการหาคนผิด ไม่อยากงัดยาแรงอำนาจเรียก

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าการตรวจสอบประเด็น พ่อทิพย์ แม่ทิพย์ สวมรอยรับรองบุตรผ่านโรงพยาบาล ว่า ตอนนี้ข้อจำกัดของกมธ. คือรอเอกสารจากหน่วยงาน เนื่องจากมีความกังวลในการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งตนขอให้เปิดเผยรายชื่อของโรงพยาบาลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย และให้ส่งข้อมูลมายังกมธ. เพื่อเรียกโรงพยาบาลเหล่านั้นมาชี้แจง ในส่วนของกรุงเทพมหานคร กมธ. ได้ขอรายชื่อของผู้ที่มีแนวโน้มเป็นพ่อทิพย์ ซึ่งในกรุงเทพมหานครมีประมาณ 500 กว่าคน ตอนนี้ยังคงรอเอกสารอยู่ จุดประสงค์ของกมธ. คือต้องการหาคนรับผิดชอบเรื่องนี้เพราะไม่ใช่แค่การมาจับ ปรับ จบกันและเงียบกันไป การกระทำเหล่านี้มักทำเป็นขบวนการ เราอยากไปให้สุด หากได้ข้อมูลมาตนจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เพื่อส่งต่อไปยังกมธ. อื่นที่มีอำนาจ เช่น กมธ.ปปง. เพื่อตรวจเส้นเงินขบวนการเหล่านี้ เป็นการขุดรากถอนโคนเงินเทาที่เข้ามา ในทุกวงการรวมถึงสาธารณสุขด้วยเช่นกัน

เมื่อถามว่า การที่หน่วยงานไม่ให้ความร่วมมือแบบนี้ ทางกมธ. สามารถทำอะไรได้บ้าง นายสกลธี กล่าวว่า มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียก แต่เราไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น สิ่งที่กมธ. ขอไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เราต้องการแก้ปัญหา ซึ่งข้อมูลในมือตนก็มี เพียงแค่อยากได้การยืนยันชัดเจนจากหน่วยงาน แต่ถ้าขอกันแบบปกติไม่ได้ คงต้องใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก หรือเชิญหน่วยงานนั้นมาทุกสัปดาห์ จากการตรวจสอบเบื้องต้นเดือนที่ผ่านมามีโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 8 ที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้เกือบ 20 กว่าที่แล้ว และในสัปดาห์หน้า ที่จะมีการประชุมสภาฯ ตนก็มีเรื่องแอปพลิเคชั่นหมอพร้อมทิพย์ เข้ามา ยืนยันว่าจะเดินหน้าเรื่องพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ให้ถึงที่สุด เพราะเราเห็นว่าทุนเทาไปในทุกกระบวนการ แม้กระทั่งในสาธารณสุขเองก็กัดกินงบประมาณของคนไทย

เมื่อถามว่า แอปหมอพร้อม ทางกมธ. จะมีการตรวจสอบอย่างไร เพราะล่าสุดสาธารณสุขออกมาชี้แจงว่าเป็นเพียงการคีย์ข้อมูลผิด นายสกลธี กล่าวว่า ตนได้ฟังทางสาธารณสุขชี้แจง คิดว่าไม่เพียงพอ เพราะมีผู้มาร้องถึง 200-300 ราย มีแนวโน้มว่าไม่ใช่การคีย์ผิด แต่จะเป็นการทุจริตหรือไม่ก็จะเชิญผู้ชี้แจงมาอีกครั้งหนึ่ง กรณีกระทบกับความเชื่อมั่น ซึ่งตนเคยทำหนังสือเชิญปลัดกระทรวงสาธารณสุขไป แต่จะส่งใครมาตนไม่ติดใจ แต่ควรจะต้องเป็นคนที่รู้เรื่องเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้มีแนวโน้มการทุจริต ไม่ใช่การคีย์ผิดทั้งหมด

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการทุจริตมากกว่าใช่หรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีบางคนพูดว่า ถ้าจับกันจริงๆ แทบไม่มีโรงพยาบาลไหนในประเทศไทยเลยที่ทำถูก แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ตนคิดว่าควรต้องมีการสังคายนา ถ้าจะเป็นเรื่องของเคพีไอทางกระทรวงสาธารณสุขก็ต้องปรับตรงนั้น ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ใช่รีบมาสรุปว่าคีย์ข้อมูลทิพย์ แล้วจบกันไป

Advertisement

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีการลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศจำนวนมาก ทางกมธ.จะมีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร นายสกลธี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาอยู่ในการเปิดเผยรายชื่อ ซึ่งในเรื่องของกัญชา ตนจะทำหนังสือไปถึงกรมศุลกากรอีกครั้งหนึ่งว่ามีการลักลอบนำออกหรือจับได้เท่าไหร่ เพียงแต่ยังไม่ได้ชื่อของบุคคลที่นำคอนเทนเนอร์ออกไปจำนวนมาก แต่จากที่คุยส่วนใหญ่คือคนต่างชาติ คงจะทำเพียงลำพังไม่ได้ เพราะอยู่ในประเทศไทย คงมีคนไทยร่วมอยู่ด้วย เพียงแต่ยังรอรายชื่อเพื่อเชื่อมโยงเส้นเงิน นอกจากนี้ ทางกมธ. สาธารณสุข ยังได้ตั้งอนุกมธ.ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมกัญชา โดยเราเอามาเป็นเรื่องแรกในการพิจารณา นอกจากนี้ ยังนำกฎหมายในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลมาดูและปรับเพิ่มเติม คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 2 สัปดาห์ และจะนำมารวมเป็นร่างของกมธ. และนำเสนอแต่ละพรรคการเมืองให้นำไปประกบใช้ ประกบกับร่างรัฐบาลได้

ส่วนที่หลายคนมองว่าไม่ใช่กัญชาเพื่อทางการแพทย์แล้ว จะมีการทบทวนหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า การปรับกฎหมายครั้งนี้ เราจะทำให้เพื่อใช้ทางการแพทย์จริงๆ และมีความยากขึ้นในการครอบครอง โดยเรารับฟังความเห็นอย่างหลากหลาย เพราะขนาดเรามีกฎหมายที่ชัดเจนยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่งทางกมธ. เห็นควรว่าต้องใช้เพื่อทางการแพทย์เท่านั้น และกำลังดูข้อกำหนด เพื่อทำให้ประเทศไทยถูกมองเป็นฮับในการส่งออกกัญชาน้อยลง อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เยาวชนเข้าถึงกัญชาจำนวนมาก มีงานวิจัยหลายอย่างออกมาว่าถ้าเยาวชนรับกัญชาเข้าไปจะมีผลต่อเรื่องสมองและพัฒนาการ ทำให้เข้าถึงยาเสพติดตัวอื่นง่ายขึ้น ซึ่งเราก็ต้องเข้าไปควบคุมให้เข้มงวดขึ้น