
รศ.ดร.ปณิธาน บรรยายพิเศษหลักสูตร ป.เอก รปศ. DPU ชี้ระเบียบโลกเปลี่ยนผ่านสู่ “World of War” และภาวะ “Polycrisis” แนะไทยเร่งปรับเข็มทิศยุทธศาสตร์
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้จัดสัมมนาทางวิชาการในรายวิชา PS804 สัมมนาศาสตร์นโยบายสาธารณะ ให้แก่นักศึกษาดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 1 และ 2
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ มาร่วมบรรยายพิเศษและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเพื่อวิเคราะห์ทิศทางความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์โลก และทางรอดเชิงนโยบายสาธารณะของประเทศไทย โดยมี รศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม 225 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)
รศ.ดร.ปณิธาน ได้ฉายภาพโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเข้าสู่ยุคสงครามและการเผชิญหน้า โดยระบุว่าภูมิภาคเอเชียและวงแหวนอินโด-แปซิฟิกยังคงเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์อันดับหนึ่งของมหาอำนาจ ซึ่งถือเป็น Rimland หรือ แนวแถบชายฝั่งทะเลและดินแดนรอบนอกที่ล้อมรอบใจกลางทวีป หรือ Heartland เอาไว้ ขณะที่การรวมตัวของกลุ่มประเทศบนแผ่นดินยูเรเชียและซีกโลกใต้ผ่านกรอบ SCO และ BRICS กำลังสร้างเกราะป้องกันความมั่นคงทางบกในแกน Heartland พร้อมเดินหน้าลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐและถ่วงดุลอำนาจกับชาติตะวันตก
ส่งผลให้ระบบระหว่างประเทศเกิดกับดักความมั่นคงที่ทุกฝ่ายเร่งสะสมแสนยานุภาพ นำไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายหลักของการระดมทุนระดับโลกในปัจจุบัน
สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต (The Global Polycrisis) ที่วิกฤตสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหาร ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จนยากต่อการรับมือด้วยระบบบริหารแบบแยกส่วน
ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังขับเคลื่อนด้วยตรรกะสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ตามแนวคิดของ John J. Mearsheimer ที่มองว่าในระบบโลกที่เป็นอนาธิปไตย มหาอำนาจต่างดิ้นรนแสวงหาอำนาจสูงสุดเพื่อความอยู่รอด ซึ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนไม่ให้ผู้กำหนดนโยบายมองโลกบนความไว้วางใจเพียงฝ่ายเดียว
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีระดับการเชื่อมโยงกับโลกอยู่ในกลุ่ม Top 50 ของ Globalization Index แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกแช่แข็ง (Risk of Being Frozen) เนื่องจากองค์ความรู้เดิมตั้งแต่ยุคสงครามโลก สงครามเย็น และสงครามคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถใช้รับมือกับสงครามเศรษฐกิจและการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบันได้ ภาคเอกชนไทยกำลังแบกรับผลกระทบอย่างหนัก
ขณะที่ประเทศยังขาดสมดุลใหม่และตกอยู่ในสภาวะขาดมิตรแท้ที่พร้อมปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การติดหล่มกรอบคิดชาตินิยมแบบตั้งรับ หรือการดำเนินนโยบายตามกระแสโซเชียลมีเดียที่ใช้อารมณ์เข้าปะทะ ล้วนบั่นทอนอำนาจต่อรองและสร้างความเสียหายต่อเครื่องมือยุทธศาสตร์ของประเทศ

ทางออกเชิงนโยบายสาธารณะของไทยจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกมเพื่อคำนวณหาสมดุลแนช (3-Player Nash Equilibrium) ร่วมกันระหว่างไทย สหรัฐฯ และจีน โดยเปลี่ยนจากการอยู่นิ่งเฉยมาเป็นการดำเนินนโยบายเชิงรุกที่สร้างผลประโยชน์ผูกมัดร่วมและเพิ่มต้นทุนแก่มหาอำนาจหากคิดจะกดดันไทย พร้อมทั้งเร่งยกระดับไปสู่ Thailand’s Diplomacy 2.0 ภายใต้กรอบคิด Complex Engagement และ Calibrated Re-engagement ที่เน้นความเฉียบคมทางยุทธศาสตร์ ความรวดเร็ว เอกภาพ และการสื่อสารอย่างมีพลัง โดยยึดมั่นในการใช้กระบวนการทางการทูตและข้อเท็จจริงตามหลักสากลในการแก้ปัญหา เหมือนกรณีการชี้แจงรายงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอย่างมืออาชีพ
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจำเป็นต้องบูรณาการพลังของการทูตระดับประมุขแห่งรัฐ (Royal Diplomacy) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ระดับสูงที่สร้างความไว้วางใจสูงสุดและความต่อเนื่องเชิงนโยบายเหนือความผันผวนทางการเมือง โดยฝ่ายบริหารและระบบราชการยุคใหม่ต้องรับไม้ต่อในการแปลงมิตรภาพระดับสูงกับนานาประเทศ ทั้งจีน ออสเตรเลีย ยุโรป และภูฏาน ให้กลายเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่จับต้องได้
สอดรับกับระเบียบโลกใหม่แบบพหุอารยธรรม (Multiplex World) ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ Amitav Acharya ที่เปิดโอกาสให้ประเทศในเอเชียสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น มรดกพุทธศาสนาเถรวาทในดินแดนสุวรรณภูมิ มาใช้เป็นพลังละมุนในการสร้างบทบาทนำและจุดยืนที่มั่นคงในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ในมิติความมั่นคงและการบริหารจัดการภาครัฐหลังยุคโควิด ยังจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูความไร้สมดุลในการปกครอง (Governmental Imbalance) โดยสร้างความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนผ่าน 3 เสาหลัก คือ ความสุจริตโปร่งใส (Clean & Clear) ความเป็นธรรมและหลักนิติธรรม (Free & Fair) รวมถึงการดูแลกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง (Care & Share) ควบคู่กับการสร้างสมดุลทางวัฒนธรรมที่ต้องประสานแรงปะทะระหว่างค่านิยมสากล วัฒนธรรมเสมือนจริงในโลกไซเบอร์ อัตลักษณ์ชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและปิดช่องว่างไม่ให้ภัยคุกคามลูกผสม (Hybrid Threats) เข้ามาแทรกแซงความมั่นคงภายใน
ในระดับการขับเคลื่อนแผนงานภาครัฐ การบรรยายได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้ “เครื่องมือทางยุทธศาสตร์ใหม่” เพื่อก้าวข้ามวงจรอุบาทว์ของนโยบายหาเสียงระยะสั้นที่มักขาดความต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล โดยต้องใช้กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาวเป็นหมุดยึดทิศทางการพัฒนาประเทศ แต่เปิดพื้นที่ให้กลไกนโยบายมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ตามพลวัตโลก ซึ่งจะช่วยผสานรอยต่อระหว่างเป้าหมายเชิงโครงสร้างกับความคล่องตัวในการรับมือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วงท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ได้ย้ำเตือนถึงบทบาทของนักบริหารและผู้วางนโยบายสาธารณะรุ่นใหม่ว่า ต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลเชิงสถาบันและปรับตัวสู่ความเป็นผู้นำทางยุทธศาสตร์ที่ไม่ยึดติดกับระบบราชการแบบดั้งเดิม การสัมมนาครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเปิดมุมมองเชิงวิชาการด้านความมั่นคงร่วมสมัย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้สามารถนำกรอบคิดการทูตเชิงรุก การบริหารความเสี่ยงระดับสากล และการสร้างดุลยภาพใหม่ ไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติต่อไป
ทั้งนี้ ผู้สนใจในหลักสูตรนี้ สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/course/profile/profile-doctor-of-philosophy-program-in-public-administration




