
รองนายกฯ “ยศชนัน” ลงพื้นที่เร่งฟื้นฟูอุทกภัย จ.น่าน อีกรอบ ควบคู่ขยายวงเงินฉุกเฉิน 100 ล้าน หลัง ครม. เคาะงบเยียวยา เสียชีวิต 2 ล้าน ด้านท้องถิ่นอำนวยความสะดวกผู้ประสบภัย ไม่ต้องถ่ายเอกสาร-แนบรูป ลัดขั้นตอนแจ้งผู้นำชุมชน ส่งต่ออำเภอดำเนินการเยียวยา
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ระบุถึงการแก้ปัญหาอุทกภัยที่ จ.น่าน ว่ามีหลายภาคส่วนเข้าไปร่วมแก้ปัญหาอย่างเต็มที่
ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 549,989,000 บาท (จากงบกลาง ปี 2569) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน (ตั้งแต่ 15 พ.ค. 69 เป็นต้นมา) เป็นกรณีพิเศษ โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านธนาคารออมสิน สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยามีดังนี้ กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท
กรณีเสียชีวิต จากดินโคลนถล่ม และอุทกภัยทางตรง (เช่น การจมน้ำ ถูกกระแสน้ำทำให้เสียชีวิต) ช่วยเหลือรายละ 2,000,000 บาท
สำหรับเงินเยียวยาดังกล่าว สามารถบริหารจัดการเกลี่ยจ่ายช่วยเหลือได้ทุกกรณีและข้ามจังหวัดได้ โดยผู้ที่มีสิทธิรับเงินจะต้องอาศัยอยู่จริงในพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ไม่ว่าจะมีทะเบียนบ้าน อาศัยอยู่ประจำแต่ไม่มีทะเบียนบ้าน หรือเป็นผู้เช่าบ้านก็มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเช่นกัน (ยกเว้นผู้ที่อาศัยในบ้านพักของทางราชการ)

สำหรับขั้นตอนการขอรับเงินเยียวยานั้นได้รับการอำนวยความสะดวกให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยผู้ประสบภัยเพียงใช้เอกสารที่ออกโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผ่านการลงนามรับรองจากผู้นำชุมชน กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นทางอำเภอและจังหวัดจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อยืนยันสิทธิตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ศ.ดร.ยศชนัน ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาและเร่งรัดการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย ที่ อ.ท่าวังผา และ อ.ปัว โดยภารกิจที่ อ.ท่าวังผา (25 ส.ค.) ได้ติดตามการสร้างฝายกักเก็บน้ำจำลอง เร่งรัดเคลียร์ดินโคลนออกจากพื้นที่บ้านแก้ม และเร่งกรมชลประทานสร้างสะพานแบรี่ชั่วคราวทดแทนเส้นทางที่ถูกตัดขาด ส่วนที่ อ.ปัว (26 ส.ค.) จะเร่งรัดการฟื้นฟูพื้นที่ การซ่อมแซมเส้นทางจราจร ขุดลอกโคลนที่บ้านเฮี้ยและบ้านฝาย รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่บ้านร้องซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด พร้อมกับมีการประชุมหารือแนวทางการฟื้นฟู ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ทั้ง 2 วัน
สำหรับมาตรการเพิ่มเติม กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน แบ่งเป็น ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำสูงสุด 88,600 บาท กรณีเช่าบ้านช่วยเหลือไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท (ไม่เกิน 2 เดือน) ค่าซ่อมแซมโรงเรือนการเกษตรสูงสุด 6,800 บาท ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพสูงสุด 13,500 บาท ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บสาหัส 5,000 บาท กรณีพิการ 16,600 บาท และค่าจัดการศพรายละไม่เกิน 35,700 บาท
หลังระดับน้ำลดลง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งสำรวจความเสียหายภาคการเกษตร เบื้องต้นพบพื้นที่ 9 อำเภอ เสียหายกว่า 14,900 ไร่ กระทบเกษตรกร 6,538 คน (นาข้าวเสียหายมากที่สุดกว่า 9,121 ไร่) พร้อมเตรียมพันธุ์พืชและเชื้อราไตรโคเดอร์มาช่วยฟื้นฟู ส่วนการจ่ายเงินชดเชยรอบนี้มีการปรับเพิ่มขึ้น โดยนาข้าวชดเชยไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่ พืชผัก ไม้ยืนต้นสูงสุดไร่ละ 6,800 บาท กรณีผลผลิตชะงักแต่ฟื้นฟูได้ช่วยเหลือไร่ละ 3,400 บาท (ไม่เกิน 30 ไร่) และหากมีซากวัสดุทับถมจะช่วยค่าขุดลอกและขนย้ายไร่ละ 16,000 บาท (ไม่เกิน 5 ไร่) ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรเร่งยื่นแบบ กษ 01 ให้ครบถ้วนเพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือโดยเร็ว
ด้านการอำนวยความสะดวก จ.น่าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ปรับลดขั้นตอนให้ประชาชนในการยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือ โดยผู้ประสบภัยไม่ต้องถ่ายเอกสารหรือแนบรูปถ่ายแต่อย่างใด เพียงแค่แจ้งข้อมูลแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้อำเภอดำเนินการเยียวยาต่อไป





